การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
1784
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/01/23
คำถามอย่างย่อ
ถ้าหากศาสนาถูกส่งมาเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของโลก และปรโลกของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดโลกบางส่วนที่มิใช่สังคมศาสนาจึงมีความก้าวหน้ามากกว่าสังคมศาสนา?
คำถาม
ท่านกล่าวว่า ศาสนามาเพื่อสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้แก่ชีวิตทางโลกนี้ และปรโลกของมนุษย์ ขณะที่เราเห็นว่า สังคมที่มิใช่สังคมศาสนานั้นมีความก้าวหน้ายิ่งกว่า. สิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมารวมกันได้อย่างไร?
คำตอบโดยสังเขป

ศาสนาอิสลามมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั้งหลาย และเป็นกฎเกณฑ์สำหรับมนุษยชาติ.ดังที่เราจะเห็นว่ามะดีนะตุลนบี (ซ็อล ) คือตัวอย่างสังคมแห่งกฎเกณฑ์ หมายถึงมนุษย์ทุกคนได้สร้างความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้กฎเกณฑ์อันเดียวกัน ท่านชะฮีดซ็อดร์ กล่าวว่า อิสลามได้มีเพื่อให้ความเข้าใจดังกล่าวสมจริง และให้หลักประกันสองประการแก่มนุษย์ อันได้แก่หลักประกันภายนอก ซึ่งหมายถึงระบบหรือกลุ่มซึ่งมีหน้าที่ดูแลการนำเอากฎหมายมาปฏิบัติใช้ในสังคม ส่วนอีกประการหนึ่งคือ หลักประกันภายในอันได้แก่แนวคิดและคุณค่าต่างๆ ที่อยู่ภายในตัวมนุษย์อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความสำคัญและจำเป็น แต่น่าเสียดายว่าสังคมอิสลามส่วนใหญ่ห่างไกลจากความจริงของศาสนา และแก่นแท้ความเข้าใจของศาสนา และสังคมศาสนามิได้ถูกมองหรือถูกรู้จักว่าเป็นสังคมแห่งกฎเกณฑ์, แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อเหตุการณ์ใดก็ตามได้เกิดขึ้นในโลกตะวันตก เหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นวัฒนธรรม และอารยธรรมมนุษย์ไปทันที ทั้งทีบางเหตุการณ์ได้ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ต่ำต้อยน้อยค่ายิ่งกว่าดินเสียด้วยซ้ำไป แต่เรากลับชื่นชอบและมองว่านั่นคือความก้าวหน้าทางสังคม

คำตอบเชิงรายละเอียด

เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาใคร่ครวญเป็นพิเศษ นั้นคือ อิสลามได้มาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยชาติทั้งหลาย ในรูปแบบของกฎเกณฑ์, มะดีนะฮฺนบี (ซ็อล ) คือตัวอย่างหนึ่งของเมืองแห่งกฎเกณฑ์ ซึ่งได้วางความสัมพันธ์ของมนุษย์ให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ดังคำกล่าวของชะฮีดซ็อดร์ ที่ว่า อิสลามได้มาเพื่อทำให้ความเข้าใจสมจริง และให้หลักประกันสองประการสำหรับมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือหลักประกันภายนอก ได้แก่ระบบที่ใช้ควบคุมดูแลการนำกฎหมายมาดำเนินใช้ในสังคม อีกประการหนึ่งคือ หลักประกันภายในอันได้แก่แนวคิดต่างๆ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความสำคัญและจำเป็น แต่น่าเสียดายว่าสังคมอิสลาม ซึ่งด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ แต่ยังจะไม่ขอกล่าว  ที่นี้ ยังห่างไกลจากความจริงของศาสนา และแก่นแท้ของความเข้าใจทางศาสนาอีกมากนัก ซึ่งยังไม่ยอมรับว่าสังคมศาสนาเป็นสังคมแห่งกฎหมาย หรือเป็นสังคมที่ถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ในทางกลับกันเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในโลกตะวันตก เช่น ในยุคสมัยของ ยุคเรอเนสซองซ์ ก่อนสงครามครูเสด ซึ่งมุสลิมและคริสเตียนได้ต่อสู้กันอย่างหนัก ตะวันตกซึ่งได้รู้จักมักคุ้นวัฒนธรรมอิสลามเป็นอย่างดี พวกเขาได้เห็นอารยธรรมและความก้าวหน้าของอิสลามแล้ว จึงได้เกิดคำถามสำหรับพวกเขาว่า อะไรคือสาเหตุของการเกิดวัฒนธรรมนี้? ตรงนี้เองที่ตะวันตกได้มีแนวความคิดเรื่อง อารยธรรม เกิดขึ้นและได้มีการวิภาษเกี่ยวกับสิ่งนั้น ขณะที่สิ่งที่กำลังกล่าวถึงกันนั้นได้เกิดขึ้นหลังยุคของ เรอเนสซองซ์ ตราบจนถึงปัจจุบัน นั่นคือความพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์ทางสังคมให้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสังคมที่มิใช่สังคมศาสนา โดยปกติจะใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนส่งเสริมภายนอก กล่าวคือ หากพิจารณาเฉพาะภายนอกของสังคม ที่มิใช่สังคมศาสนาในตะวันตก จะเห็นว่าประชาชนให้ความเคารพต่อกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนให้ความเคารพในกฎหมายนั้นก็คือ ผู้รักษากฎหมายหมายถึงผู้ที่ต้องรักษาปกป้องและให้หลักประกันต่อกฎหมายนั้น พวกเขาได้ปฏิบัติด้วยความเคร่งครัดและจริงจัง ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าในที่ใดก็ตามความเข้มงวดในการรักษากฎหมายได้อ่อนแอลง ทันใดนั้นกฎหมายก็จะหมดความหมายลงทันที เช่น ในหมู่พวกเรามีคำร่ำลือว่า ในตะวันตกนั้นจะให้ความเคารพกฎหมายจราจรเป็นพิเศษ ขณะที่ในสังคมของเราไม่มีคนขับรถคนใดปฏิบัติตามกฎจราจร

แน่นอน สิ่งนี้เป็นความจริงสาเหตุของนั้นเป็นเพราะว่า ความเข้มงวดในกฎหมายจราจร ซึ่งความเข้มงวดนั้นเองได้กลายเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์สาธารณ ตัวอย่าง เราจะเห็นได้จากบางประเทศว่าพวกเขาไม่เคยติดกล้องวงจรปิด ไม่มีตำรวจจราจรคอยควบคุม แต่ประชาชนก็ยังให้ความเคารพกฎจราจรเหมือนเดิม แต่เมื่อเราถามว่าเป็นเพราะอะไร พวกเขาจึงเคารพกฎจราจร กล่าว่าสาเหตุก็คือ ถ้าหากมีคนหนึ่งฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง หรือทำการฝ่าฝืนกฎอย่างอื่น จะเห็นว่าพลเมืองที่อยู่ใกล้เคียง หรืออยู่ในเหตุการณ์ หรือร้านรวงบริเวณนั้น ตลอดจนผู้พบเห็นเหตุการณ์จะส่งเสียงเอะอะโวยวาย หรือโทรแจ้งตำรวจทันที แจ้งทะเบียนรถของท่านและแจ้งความว่าท่านได้ประพฤติผิดกฎจราจร ซึ่งตำรวจจะปรับท่านด้วยค่าปรับที่แพงลิบลิ่ว เนื่องจากกฎหมายของที่นั้นได้ระบุไว้เช่นนี้ว่า, ถ้าหากบุคคลใดให้ความเคารพต่อกฎหมายก็ถือว่าเป็นสิทธิอันถูกต้อง เว้นเสียแต่ว่าการฝ่าฝืนของเขาเป็นที่ชัดเจน ก็จะมีพลเมืองดีโทรไปแจ้งตำรวจทันทีว่ารถหมายเลขทะเบียนนี้ ได้ขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร หรือขับรถฝ่าไฟแดงค่าปรับก็จะออกมาทันที เว้นเสียแต่ว่าท่านต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ท่านมิได้ขับรถฝ่าไฟแดง แต่โดยปกติแล้วไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอน และค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนั้น ในสังคมเช่นนั้นประชาชนจะมีความรู้สึกว่า พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎจราจร แต่การกระทำนั้นก็จะไม่ให้หลักประกันภายในแก่เขา เนื่องจากการคำนวณของพวกเขาเป็นการคำนวณจากวัตถุ, ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากท่านมีโอกาสเดินทางไปตะวันตกในช่วงฤดูหนาวมีหิมะตกโปรยปราย ในเวลานั้นบางที่ท่านอาจได้พบเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะเมื่อมีหิมะตกลงมาถนนก็ปิด แต่ท่านก็จะยังเห็นภาพว่าผู้ขับยังคงหยุดรถหลังไฟแดงอย่างมีระเบียบ รถทุกคันอยู่ในทางของตน แต่ถ้าเวลาผ่านไปแล้วพอประมาณ พวกเขาสายมากแล้ว อิริยาบถก็จะเปลี่ยนเป็นสลับดูนาฬิกาบ่อยครั้งขึ้น เกือบจะไปทำงานสายแล้ว และหลังจากนั้นผู้คนเหล่านี้เองได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ทำไม? เพราะการคำนวณของพวกเขาเป็นการคำนวณในแง่ของวัตถุ พวกเขาได้คำนวณว่า ถ้าหากฝ่าฝืนกฎจราจรจะถูกปรับเพียง 50 เหรียญ แต่ถ้าเขาไปถึงที่ทำงานช้าจะถูกปรับ 100 เหรียญ ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้วเป็นประโยชน์กับตัวเอง พวกเขาจึงเลือกการฝ่าฝืนกฎจราจร ในความหมายก็คือ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือความเสียหายทางโลกหรือวัตถุเท่านั้น. สิ่งที่อิสลามปรารถนาให้ปฏิบัติ น่าเสียดายว่าในสังคมอิสลามของเราไม่ประสบความสำเร็จ หรือกล่าวได้ว่าล้มเหลว นั่นคือการสร้างกฎให้แก่สังคม โดยให้ทุกคนในสังคมปฏิบัติไปตามกฎระเบียบเหล่านั้น แต่มิใช่ว่ามีตำรวจคอยกวดขัดเพียงอย่างเดียว ยังมีอำนาจตุลาการคอยควบคุมพฤติกรรมของพวกเขา และที่เหนือไปกว่าสิ่งอื่นใดมีอัลลอฮฺ (ซบ.) คอยสังเกตและควบคุมพฤติกรรมของพวกเขา ดังนั้น ถ้าทุกคนปฏิบัติไปตามกฎระเบียบที่พระเจ้าวางไว้ และถ้ามีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ สังคมของเราก็จะเหมือน และมีความเติบโตคล้ายกับสังคม นบี (ซ็อล ) ในสมัยเมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพวกอาหรับเร่ร่อน ระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น ด้วยการอบรมสั่งสอนของท่านศาสดา (ซ็อล ) พวกเขาได้เปลี่ยนแปลง มะดีนะเราะซูล ได้เกิดมาได้อย่างไร และเติบโตไปถึงไหน มีหลักการและกฎเกณฑ์อย่างไร ได้สร้างใครบ้างให้เป็นแบบอย่างสำหรับมนุษย์ และบรรยากาศของมะดีนะฮฺในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ทั้งหมดอยู่ที่การเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาทั้งสิ้น ดังนั้น การที่สังคมอิสลามยังล้าหลัง ผู้คนยังฝ่าฝืนกฎระเบียบอยู่ มิใช่เพราะความด้อยของกฎและคำสอนของอิสลาม หากแต่เป็นสันดานของมนุษย์ที่ไม่รักดีและไม่รักความเจริญก้าวหน้าต่างหาก

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • กรุณานำเสนอฮะดีษที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความสำคัญของการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์พร้อมกับระบุแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่?
    1870 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/03/14
    ท่านอิมามอลี(อ.)เคยกล่าวว่า “ญิฮาดคือประตูสวรรค์บานหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮ์ได้เปิดกว้างสำหรับกัลญาณมิตรของพระองค์ ญิฮาดคืออาภรณ์แห่งความยำเกรง เสื้อเกราะอันแข็งแกร่งของอัลลอฮ์ และโล่ห์ที่ไว้ใจได้ ฉะนั้น ผู้ใดที่ละทิ้งญิฮาดโดยไม่แยแส อัลลอฮ์จะทรงสวมอาภรณ์แห่งความต่ำต้อยแก่เขา อันจะทำให้ประสบภัยพิบัติ ความน่าอดสูจะกระหน่ำลงมาใส่เขา แสงแห่งปัญญาจะดับลงในใจเขา การเพิกเฉยต่อญิฮาดจะทำให้สัจธรรมผินหน้าจากเขา ความต่ำต้อยถาโถมสู่เขา และจะไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเขาอีกต่อไป ...
  • อาริสโตเติลเป็นศาสดาแห่งพระเจ้าหรือไม่?
    2905 تاريخ بزرگان 2554/09/25
    อาริสโตเติล, เป็นนักฟิสิกส์ปราชญ์และนักปรัชญากรีกโบราณเป็นลูกศิษย์ของเพลโตและเป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราชท่านและเพลโตได้รับยกย่องให้เป็นหนึ่งในนักปรัชญาที่มีอิทธิพลสูงที่สุดท่านหนึ่งในโลกตะวันตกด้วยผลงานเขียนหนังสือเกี่ยวกับฟิสิกส์กวีนิพนธ์สัตววิทยาการเมืองการปกครองจริยศาสตร์และชีววิทยาอาริสโตเติลเกิดเมื่อประมาณ 384 ก่อนคริสตกาลที่เมืองสตากีรา (Stagira) ในแคว้นมาเซโดเนียซึ่งเป็นแคว้นที่แห้งแล้งทางตอนเหนือสุดของทะเลเอเจียนของประเทศกรีกเป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส (Nicomachus),ซึ่งมีอาชีพทางการแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกียและยังเป็นแพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 (King Amyntas II) แห่งมาเซโดเนีย.ในวัยเด็กนั้นผู้ที่ให้การศึกษาแก่อริสโตเติลคือบิดาของเขานั้นเองซึ่งเน้นหนักไปในด้านธรรมชาติวิทยาเมื่อเขาอายุได้ 18 ปีก็ได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุดนั้นคือเพลโตในกรุงเอเธนส์ในระหว่างการศึกษาอยู่กับเพลโตประมาณ 20 ปีนั้นทำให้อาริสโตเติลเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามต่อมาจากเพลโตและในปี 368 อาริสโตเติลก็ได้เข้าเป็นสมาชิกของสถาบันเพลโตเขาได้ศึกษากับเพลโตนานถึง 20 ปีจนกระทั่งเพลโตถึงแก่กรรมราวปี 348 เขาจึงกลายเป็นนักปราชญ์ที่ลือนามที่สุดและเมื่อเพลโตถึงแก่กรรมจึงเดินทางออกจากกรุงเอเธนส์และได้เปิดและสาขาของสถาบันการศึกษาขึ้นในเมือง อัสซุสในเขตพื้นที่ตะรูดในที่นั้นเขาได้รู้จักกับHrmyasซึ่งเป็นผู้ปกครองประจำเมืองๆหนึ่งในแคว้นนั้นและต่อมาอาริสโตเติลได้สมรสกับหลานสาวของเขาในปี 343 ก่อนคริสตกาลพระเจ้าฟิลิปได้เชิญให้อาริสโตเติลไปรับตำแหน่งเป็นพระอาจารย์ของพระเจ้าอเล็กซานเดอร์พระราชบุตรซึ่งมีพระชนมายุเพียง 13 พรรษาอาริสโตเติลได้ตอบรับเป็นอาจารย์เขาได้สอนวิชาการและจริยศาสตร์แก่อเล็กซานเดอร์การตอบรับของอาริสโตเติลในครั้งนั้นได้ทำให้เขามีโอกาสสร้างประวัติศาสตร์สำคัญขึ้นมาเพราะต่อมารวาปี 336 เมื่อพระเจ้าอเล็กซานเดอร์ได้ขึ้นครองราชย์สมบัติต่อจากพระเจ้าฟิลิปและได้แผ่ขยายอาณาจักรออกไปอย่างกว้างขวางเวลานั้นอาริสโตเติลได้เดินทางออกจากมาเซโดเนียและกลับไปยังเอเธนส์อีกครั้งหนึ่งพระองค์จึงได้พระราชทานทุนให้แก่อาริสโตเติลเพื่อจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิราชื่อไลเซียมอันเป็นมหาวิทยาลัยตามแบบฉบับของอาจารย์ของท่านไลเซียมเป็นมหาวิทยาลัยแห่งวิชาการ, มีห้องสมุดและมีคณาจารย์จำนวนมากประสิทธ์ประสาทวิชาการแก่บรรดาสานุศิษย์อย่างเป็นระบบ.บรรดานักวิชาการและนักคิดทั้งหลายต่างมุ่งมั่นกับการศึกษาค้นคว้าด้านวิชาการอาริสโตเติลเป็นอาจารย์สอนอยู่ที่นั่นด้วยเขาได้นำเสนอและแสดงทัศนะต่างๆไว้มากมายในการทำการศึกษาและค้นคว้าของอาริสโตเติลทำให้เขาเป็นผู้รอบรู้สรรพวิชาและได้เขียนหนังสือไว้มากมายจำนวนนับพันเล่มซึ่งงานต่างๆที่ได้เขียนขึ้นมานั้นได้มีอิทธิพลต่อความเชื่อในศาสนาคริสต์จวบจนกระทั่งยุคกลางหรือยุคมืดซึ่งมีเวลาประมาณพันปีเป็นอย่างน้อยอาริสโตเติลมีนิสัยอย่างหนึ่งคือขณะสอนหนังสือเขาจะเดินไปมาไม่หยุดนิ่งด้วยเหตุนี้เอง,ปรัชญาของเขาจึงมีนามว่ามะชาอฺหมายถึงปรัชญาที่เดินทางอย่างมากมายพระเจ้าอาเล็กซานเดอร์ได้ถึงแก่กรรมในปี 323 พระองค์ถูกมองในทางลบอย่างมากมายจากประชาชนในกรีกโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเอเธนส์, จึงเป็นสาเหตุทำให้อาริสโตเติลติดร่างแหไปด้วยเขาถูกข้อหาว่าเป็นผู้เห็นด้วยกับการก่อสงครามของลูกศิษย์อย่างพระเจ้าอาเล็กซานเดอร์และทำให้พระเจ้าอาเล็กซานเดอร์ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของตนด้วยเหตุนี้เองอาริสโตเติลจึงเดินทางออกจากกรุงเอเธนส์มุ่งหน้าไปยังKhalkysเป็นพื้นดินที่เป็นมรดกตกทอดมาจากมารดาเขาได้อยู่ที่นั่นเพียงช่วงสั้นๆเท่านั้นเองและในปี 322 ก่อนคริสตกาลเขาก็ได้ถึงแก่กรรมด้วยโรคประจำตัวอาริสโตเติลเป็นนักปรัชญาที่ลือนามและยิ่งใหญ่ที่สุดของโลกคนหนึ่งเขาได้แสดงทัศนะในประเด็นหลักและหัวข้อสำคัญของความคิดทางปัญญา,และได้แสดงทัศนะไว้อย่างกว้างขวางชนิดที่ไม่ซ้ำกันและไม่มีใครเหมือนอาริสโตเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงเวลาของเขาในสาขาวิทยาศาสตร์อาริสโตเติลได้ศึกษากายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา, อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์,และสัตววิทยา   ในด้านปรัชญาอริสโตเติลเขียนเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์, จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์และเทววิทยา   เขายังสนใจเกี่ยวกับศึกษาศาสตร์, ...
  • เราเชื่อว่าท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)ยังมีชีวิตอยู่และสอดส่องดูแลพฤติกรรมของเราเสมอมา กรุณาพิสูจน์ความคงกระพันของท่านให้ทราบหน่อยค่ะ
    1846 เทววิทยาใหม่ 2554/11/19
    การพิสูจน์เกี่ยวกับอายุขัยและสถานะความเป็นอิมามของท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)เป็นประเด็นหนึ่งในหลักอิมามัตเชิงจุลภาคลำพังสติปัญญาไม่อาจจะพิสูจน์ความเชื่อดังกล่าวได้สติปัญญาจะต้องพิสูจน์หลักอิมามัตเชิงมหภาคให้ได้เสียก่อนแล้วจึงใช้เหตุผลทางฮะดีษตลอดจนรายงานทางประวัติศาสตร์เข้าเสริมเพื่อพิสูจน์ว่าท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)เท่านั้นที่ดำรงตำแหน่งอิมามสำหรับยุคสมัยนี้ความจำเป็นที่จะต้องมีมนุษย์ผู้ปราศจากบาปที่เป็นฮุจญัต(ข้อพิสูจน์)ของพระองค์ในทุกยุคสมัยนั้นพิสูจน์ได้ด้วยเหตุผลทางสติปัญญาเกี่ยวกับหลักอิมามัตเชิงมหภาคอาทิเช่นการให้เหตุผลว่าศาสนทูตและอิมามถือเป็นเมตตาธรรมของอัลลอฮ์และโดย"หลักแห่งเมตตาธรรม"แล้วเมตตาธรรมของพระองค์ย่อมมีอยู่ตราบชั่วนิรันดร์มีฮะดีษมากมายที่ระบุว่าณเวลานี้มนุษย์ผู้ปราศจากบาปดังกล่าวมีเพียงท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)เท่านั้นฮะดีษกลุ่มนี้มีจำนวนมากถึงขั้นที่ไม่อาจคัดค้านได้โดยนักวิชาการฝ่ายซุนหนี่เองก็ยอมรับและประพันธ์ไว้ในตำรับตำรามากมายว่า "มะฮ์ดีผู้เป็นพันธสัญญาเป็นบุตรของฮะซันอัสกะรี(อ.) และถือกำเนิดในเมืองซามัรรออ์ในปีฮ.ศ.255  เขาใช้ชีวิตในสภาพเร้นกายและจะปรากฎกายสักวันหนึ่งหากพระองค์ทรงประสงค์ความเชื่อเกี่ยวกับอายุขัยอันยาวนานของท่านไม่ไช่เรื่องน่าพิศวงเพราะหากมองในแง่วิทยาศาสตร์เป็นไปได้ว่าท่านอาจจะใช้ความรู้ที่พระองค์ทรงประทานให้เป็นพิเศษเลือกสรรวิธีการทางธรรมชาติเพื่อให้มีอายุยืนในโลกนี้ได้โดยไม่มีร่องรอยความชราภาพใดๆ  ส่วนในแง่อภินิหารก็เป็นไปได้ที่พระองค์จะทรงปกปักษ์รักษาฮุจญัตของพระองค์ด้วยวิธีเหนือธรรมชาติเพื่อให้เป็นขุมพลังในการบูรณาการความยุติธรรมและต่อสู้กับเหล่าผู้กดขี่ในอนาคต ...
  • นมาซหมายถึงอะไร? เพราะเหตุใดเยาวชนจึงหลีกเลี่ยงการนมาซ
    3495 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/10/22
    นมาซ,คือขั้นสุดท้ายของการพัฒนาจิตวิญญาณของผู้ขัดเกลาทั้งหลาย ซึ่งเขาจะได้สัมผัสและสนทนากับพระเจ้าของตนโดยปราศจากสื่อกลางในการพูดอัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า : จงนมาซเถิด เพื่อจะได้ฟื้นฟูการรำลึกถึงฉัน และฉันจะรำลึกถึงพวกท่านโดยผ่านนมาซ ถ้าหากการรำลึกถึงอัลลอฮฺจะปรากฏออกมาโดยผ่านนมาซแล้วละก็, จะทำให้หัวใจของมนุษย์มีความมั่นใจมากยิ่งขึ้น, เนื่องจากการรำลึกถึงพระเจ้าจะทำให้จิตใจมีความเชื่อมั่น, ผู้นมาซทุกท่านเท่ากับได้ทำลายสัญชาติญาณแห่งความเป็นเดรัจฉานของตน และฟื้นฟูธรรมชาติแห่งความเป็นมนุษย์ของตนเองให้มีชีวิตชีวา,คุณลักษณะพิเศษของนมาซ, คือการฟื้นฟูธรรมชาติแห่งตัวตน,ผู้นมาซทุกคนที่ได้รับความมั่นใจ และความสงบอันเกิดจากนมาซ จะไม่แสดงความอ่อนไหวต่อสภาพชีวิตการเป็นอยู่ จะไม่แสดงความอ่อนแอแม้จะอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่และมีความลำบากยิ่ง ถ้าหากมีความดีงามมาถึงยังพวกเขา, พวกเขาจะไม่กีดกันและจะไม่หวงห้ามสำหรับคนอื่นนมาซคือ เกาซัร (สระน้ำ) ซึ่งจะคอยชำระล้างมนุษย์ให้มีความสะอาดบริสุทธิ์, แน่นอน ถ้าหากผู้นมาซไม่รู้สึกว่าตนได้รับความสะอาด หรือประกายแสงอันเจิดจรัสจากนมาซแล้วละก็ ต้องยอมรับโดยดุษณีว่าตนยังไม่ได้นมาซที่แท้จริง, บางครั้งนมาซอาจถูกปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักการ,แต่ไม่เป็นที่ยอมรับ ณ เอกองค์อัลลอฮฺ (ซบ.) เนื่องจากนมาซอันเป็นที่ยอมรับจะทำให้จิตวิญญาณของมนุษย์บังเกิดความสะอาด, ดังนั้น ขณะนมาซถ้าหากมนุษย์สามารถควบคุมจิตใจของตนให้อยู่กับร่องกับรอยได้ นอกเหนือเวลานมาซเขาก็สามารถควบคุมการมอง และการฟังของเขาได้เช่นกันนมาซคือ การเข้าพบและเข้าเยี่ยมผู้เป็นที่รักยิ่งของตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งองค์พระผู้อภิบาลพระผู้ทรงพลานุภาพยิ่ง. เป็นช่วงเวลาของการกระซิบกระซาบกันระหว่างคนรักกัน เป็นช่วงเวลาแห่งการสารภาพความจริงแด่พระเจ้าผู้ทรงเป็นเอกะ, นมาซได้เริ่มต้นด้วยเสียงตักบีร อัลลอฮุอักบัร และรอยยิ้มแห่งความรักและความปิติยินดี พร้อมกับสิ้นสุดลงด้วยการมีสมาธิและคำกล่าวว่า อัสลามุอะลัยกุม เป็นการยืนยันให้เห็นความจริงว่า ข้าพระองค์จะรอคอยการกลับมาอีกครั้งด้วยความรัก รอยยิ้ม และความปลาบปลื้ม ดังนั้น จงรู้คุณค่าของนมาซเถิด ...
  • จะต้องชำระคุมุสกรณีของทุนทรัพย์ด้วยหรือไม่?
    1901 تاريخ بزرگان 2555/04/16
    ทัศนะของบรรดามัรญะอ์เกี่ยวกับคุมุสของทุนทรัพย์มีดังนี้ ในกรณีที่บุคคลได้จัดหาทุนทรัพยจำนวนหนึ่ง แต่หากต้องชำระคุมุสจะไม่สามารถทำมาหากินด้วยทุนทรัพย์ที่คงเหลือได้ อยากทราบว่าเขาจะต้องชำระคุมุสหรือไม่? มัรญะอ์ทั้งหมด (ยกเว้นท่านอายะตุลลอฮ์วะฮีด และอายะตุลลอฮ์ศอฟี) ให้ทัศนะว่า หากการชำระคุมุสจำนวนดังกล่าวทำให้ไม่สามารถประกอบอาชีพได้ (แม้จะชำระเป็นงวดก็ตาม) ถือว่าไม่จำเป็นต้องชำระคุมุสนั้น ๆ[1] อายะตุลลอฮ์ศอฟีย์และอายะตุลลอฮ์วะฮีดเชื่อว่าจะต้องชำระคุมุส แต่สามารถเจรจาผ่อนผันกับทางผู้นำทางศาสนา[2] ท่านอายะตุลลอฮ์นูรี, ตับรีซี, บะฮ์ญัตให้ทัศนะไว้ว่า ในส่วนของทุนทรัพย์ที่จำเป็นสำหรับการทำมาหากินนั้น ไม่จำเป็นจะต้องชำระคุมุส แต่หากมากกว่านั้น ถือว่าจำเป็นที่จะต้องชำระ[3] แต่ทว่าหากซื้อที่ดินนี้ด้วยกับเงินที่ชำระคุมุสแล้ว หรือได้ซื้อหลังจากปีคุมุสได้ผ่านพ้นไปแล้ว หรือได้ซื้อหลังจากปีคุมุสและขายไปก่อนที่จะถึงปีคุมุสหน้า ก็ไม่จำเป็นจะต้องชำระคุมุสแต่อย่างใด ทว่าหากได้กำไรจากการซื้อขายที่ดินดังกล่าว หากหลงเหลือจนถึงปีคุมุสถัดไปจำเป็นที่จะต้องชำระคุมุสด้วย [1] อิมามโคมัยนี, ประมวลปัญหาทางศาสนา, เล่ม 1, คำถามที่ 35, อายะตุลลอฮ์ มะการิม, ประมวลปัญหาทางศาสนา, เล่ม 2, คำถามที่ 543, อายะฯ ฟาฏิล, ญามิอุลมะซาอิล, เล่ม 1, คำถามที่ 765, อายะฯ ซิซตานีย์, มุนฮาญุศศอลิฮีน, เล่ม 1, คำถามที่ 1219,อายะฯ ซิซตานี, ...
  • เด็กผู้ชายที่มีอายุ 12 ปีสามารถเข้าร่วมในการนมาซญะมาอัตแถวเดียวกับผู้ชายคนอื่นๆได้หรือไม่?
    1828 สิทธิและกฎหมาย 2555/03/08
    การที่ลูกหลานและเยาวชนเข้าร่วมกิจกรรมมัสยิดและร่วมนมาซญะมาอัตจะทำให้พวกเขาผูกพันกับการนมาซ ซึ่งไม่เพียงแต่ไม่เป็นที่ต้องห้าม ทว่าถือเป็นมุสตะฮับอย่างยิ่ง[1] แต่ประเด็นที่ว่า การที่เด็กที่ยังไม่สามารถแยกแยะถูกผิดได้และยังไม่บรรลุนิติภาวะจะเข้าร่วมในนมาซญะมาอัต และจะทำให้การนมาซของผู้อื่นมีปัญหาหรือไม่นั้น มีสองประเด็นดังต่อไปนี้ ผู้นมาซคนอื่นๆสามารถที่จะเชื่อมต่อกับอิมามญะมาอัตได้โดยวิธีอื่น ในกรณีนี้การนมาซญะมาอัตของผู้อื่นถือว่าไม่มีปัญหาแต่อย่างใด[2] การที่ผู้อื่นจะต้องเชื่อมต่อกับอิมามญะมาอัตโดยผ่านผู้ที่ยังไม่บรรลุนิตะภาวะเท่านั้น (เช่นมีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยื่นอยู่ที่แถวหน้าหลายคน ในกรณีนี้คำวินิจฉัยของอุลามามีดังนี้ “หากในระหว่างแถวที่มีการนมาซญะมาอัตมีเด็กที่สามารถแยกแยะถูกผิดได้ยืนอยู่ หากเรามิได้แน่ใจว่านมาซของเขาไม่ถูกต้อง ก็สามารถยืนแถวต่อจากเขาได้”[3] อนึ่ง กฏดังกล่าวมีไว้สำหรับกรณีที่มีเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยืนอยู่หลายๆคนในแถวเดียวกัน แต่ถ้าหากเด็กที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะยืนอยู่ในแถวนมาซญะมาอัตหลายคน ทว่าไม่ได้ยืนอยู่ติดๆกัน โดยยืนในลักษณะกั้นกลางผู้ที่บรรลุนิติภาวะแล้วสองคน (ถึงแม้ว่าเราจะรู้ว่านมาซของพวกเขาไม่ถูกต้องก็ตาม) ก็ไม่ทำให้นมาซของผู้อื่นมีปัญหาแต่อย่างใด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ “การจัดแถวในการนมาซญะมาอัตและฮุกุมของการเคลื่อนไหวในการนมาซ”, คำถามที่ 14717 (ลำดับในเว็บไซต์ 14559) “การยืนนมาซของผู้ที่เดินทางในแถวแรกของนมาซญะมาอัต”, คำถามที่ 14865 (ลำดับในเว็บไซต์ 14859) คำถามนี้ไม่มีคำตอบเชิงรายละเอียด [1] อิมามโคมัยนี,ประมวลปัญหาศาสนา ค้นคว้าและครวจทานโดย, บะนีฮาชิมีย์ โคมัยนี, ซัยยิดมูฮัมหมัดฮุเซน, เล่ม 1, หน้า 508, สำนักพิมพ์อิสลามีย์, กุม, พิมพ์ครั้งที่ 8, 1424 ฮ.ศ. [2] เพิ่งอ้าง, หน้า 809 [3] เพิ่งอ้าง, หน้า 774, ... 1470 ؛ อายะตุลลอฮ์กุลพัยกานีย์, ...
  • ความหมายของอักษรย่อในอัลกุรอานคือ อะไร?
    4216 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    อักษรย่อ หมายถึงอักษาซึ่งได้เริ่มต้นบทอัลกุรอาน บางบท ไม่มีความหมายเป็นเอกเทศ ตัฟซีรกุรอาน มีการตีความอักษรเหล่านี้ด้วยทัศนะที่แตกต่างกัน ซึ่งทัศนะที่ถูกต้องที่สุดคือ อักษรย่อเป็นรหัส ซึ่งเท่าเราะซูลและหมู่มิตรของอัลลอฮฺ เข้าใจในสิ่งนั้น ประโยคที่ว่า «صراط علی حق نمسکه» นักค้นคว้าบางคนกล่าวว่า ไม่มีที่มาจากแหล่งรายงานฮะดีซ ...
  • สัมพันธภาพระหว่างศรัทธาและความสงบมั่นที่ปรากฏในกุรอานเกิดขึ้นได้อย่างไร?
    1857 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/03/07
    อีหม่านให้ความหมายว่าการให้การยอมรับ ซึ่งตรงข้ามกับการกล่าวหาว่าโกหก แต่ในสำนวนทั่วไป อีหม่านหมายถึงการยอมรับด้วยวาจา ตั้งเจตนาในใจ และปฏิบัติด้วยสรรพางค์กาย ส่วน “อิฏมินาน” หมายถึงความสงบภายหลังจากความกระวนกระวายใจ ความแตกต่างระหว่างอีหม่านและความสงบมั่นทางจิตใจก็คือ ในบางครั้งสติปัญญาของคนเราอาจจะยอมรับเรื่องใดเรื่องหนึ่งด้วยกระบวนการพิสูจน์เชิงเหตุและผล ทว่ายังไม่บังเกิดความสงบมั่นใจจิตใจ แต่ถ้าลองได้มั่นใจในสิ่งใดแล้ว ความมั่นใจนี้จะนำมาซึ่งความสงบมั่นทางจิตใจในที่สุด มีผู้ถามอิมามริฎอ(อ.)ว่า ท่านนบีอิบรอฮีม(อ.)มีความเคลือบแคลงสงสัยหรืออย่างไร? ท่านตอบว่า “หามิได้ ท่านมีความมั่นใจจริง แต่ทว่าท่านขอให้พระองค์ทรงเพิ่มพูนความมั่นใจแก่ตนเองอีก” ...
  • เพราะเหตุอะไร เราจึงซัจญฺดะฮฺในซิยารัตอาชูรอ เพื่อขอบคุณพระเจ้า เนื่องจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว?
    10217 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/05/20
    การขอบคุณความโปรดปราน เป็นหนึ่งในหัวข้อที่บันทึกอยู่ในแหล่งอ้างอิงรายงานของเรา ซึ่งมีสถานภาพอันเฉพาะเจาะจงพิเศษ[1] มนุษย์ผู้ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อพระเจ้าก็เนื่องจากว่า เขามีการรู้จักที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระเจ้า และการสร้างสรรค์ของพระองค์, และทุกสิ่งจากพระเจ้าที่ได้ตกมาถึงพวกเขา, เขาจะขอบคุณ, เนื่องจากมนุษย์เหล่านี้, เขาจะปฏิบัติหน้าที่กำหนดจากพระเจ้าร่วมไปด้วย และเมื่อประสบอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายแรง เขาต่างแสดงความจำนนต่อพระเจ้า และถือว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ในหนทางนำไปสู่ความสมบูรณ์ ในหนทางของพระเจ้า ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในตอนบ่ายของวันอาชูรอ, ท่านได้อยู่ร่วมกับสหายคนอื่น ร่วมแซ่ซ้องสดุดีต่อพระเจ้า ทั้งที่ทั้งความดีงามและความเลวร้าย ได้ประสบแด่ท่าน : ประโยคที่กล่าวว่า "احمده على السرّاء والضرّاء" โอ้ อัลลอฮฺ ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสภาพปกติ หรืออยู่ในสภาพเศร้าหมอง,ฉันก็จะขอขอบคุณพระองค์ เพื่อว่าฉันจะได้รับความสัมฤทธิผล ด้วยการช่วยเหลือของพระองค์ ได้ชะฮีดและอยู่ร่วมกับบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ "الحمد للّه الذی أکرمنا بنصرک وشرّفنا بالقتل معک"[2] ขอสรรเสริญสดุดีพระเจ้า เนื่องด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ และทรงอนุญาตให้เราได้รับชะฮีดเคียงข้างผู้มีเกียรติทั้งหลาย” ขบวนการอาชูรอแห่งกัรบะลาอฺ แม้ว่าจะเกิดภายในวันเดียว, แต่ก็เป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่และเจ็บปวดยิ่ง, แต่ถ้าจะพิจารณาในแง่อื่นก็ถือว่าเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ สำหรับอิสลามและชาวมุสลิม, ...
  • การประทานอัลกุรอานลงมาคราวเดียวและการทยอยประทานลงมาผ่านพ้นไปตั้งแต่เมื่อใด?
    4625 วิทยาการกุรอาน 2554/04/21
    การประทานอัลกุรอานในคราวเดียวกันบนจิตใจของท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ได้เกิดขึ้นเมื่อค่ำคืนแห่งอานุภาพ (ลัยละตุลก็อดฺร์) อันเป็นหนึ่งในค่ำคืนสำคัญยิ่งแห่งเดือนรอมฏอนและเมื่อได้ศึกษารายงานฮะดีซบางบทและอัลกุรอานบางโองการแล้วจะเห็นว่ารายงานและโองการเหล่านั้นได้สนับสนุนความเป็นไปได้ดังกล่าวว่าค่ำคืนแห่งอานุภาพนั้นก็คือค่ำคืนที่ 23 ของเดือนรอมฎอนและการประทานอัลกุรอานลงมาในคราวเดียวกันนั้นได้เกิดขึ้นประมาณ 56 วันหลังการแต่งตั้งท่านศาสดาอย่างเป็นทางการ ความพิเศษของการประทานทยอยอัลกุรอานลงมามีความคิดเห็นที่แตกต่างกันมากมายแต่ในความแตกต่างเหล่านั้นมีอยู่ 2 ทัศนะที่มีความสำคัญมากกว่าทัศนะอื่นกล่าวคือ 1- - การประทานอัลกุรอานแบบทยอยลงมาได้เริ่มต้นใกล้ๆกับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) จนกระทั่งสิ้นอายุขัยอันจำเริญของท่านศาสดาซึ่งทัศนะนี้เป็นทัศนะที่ส่วนใหญ่ให้การยอมรับท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 27 เดือนเราะญับตรงกับเดือนกุมภาพันธ์ค.ศ. 610 และได้อำลาจากโลกไปเมื่อวันที่ 28 เดือนเซาะฟัรปีฮ.ศ. ที่ 11 2 - - ช่วงเวลาใกล้กับการแต่งตั้งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) นั้นได้มีโองการสองสามโองการถูกประทานลงมาแต่การประทานแบบทยอยลงมาในรูปแบบของคัมภีร์แห่งฟากฟ้าได้เริ่มต้นอย่างจริงจังหลังจากการแต่งตั้งศาสดาผ่านพ้นไปแล้ว 3 ปีโดยเริ่มต้นจำคำคืนแห่งอานุภาพไปจนสิ้นอายุขัยอันจำเริญของท่านศาสดา ด้วยเหตุผลนี้เองถ้าหากพิจารณาถึงยุคสมัยปัจจุบันที่เรามีชีวิตอยู่สามารถคำนวณได้เองนับตั้งแต่ปีแรกที่อัลกุรอานถูกประทานลงมาจนถึงปัจจุบันนี้เป็นระยะเวลานานเท่าใดแล้ว ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    20925 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    15810 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    15135 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    14613 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    12602 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    12347 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    11454 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    11149 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • อิสลามมีทัศนะเกี่ยวกับการอ่านเร็วบางไหม? โปรดให้ความเห็นด้วยว่า อิสลามเห็นด้วยกับการอ่านเร็วไหมในประเด็นใด?
    10863 คำถามเบ็ดเตล็ด 2555/05/17
    การอ่านเร็ว หรือการอ่านช้าขึ้นอยู่กับบุคคลที่ค้นคว้า ส่วนคำสอนศาสนานั้นมิได้ระบุถึงประเด็นเหล่านี้ แต่สิ่งที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการอัลกุรอานคือ จงอ่านด้วยท่องทำนองอย่างชัดเจน ดังที่กล่าวว่า : "وَ رتّلِ القُرآنَ تَرتیلاً" และจงอ่านอัล-กุรอานเป็นจังหวะอย่างตั้งใจ[1] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอธิบายว่า จงอย่ารีบเร่งอ่านอัลกุรอานเหมือนกับบทกลอน และจงอย่าทิ้งช่วงกระจัดกระจายเหมือนก้อนกรวด[2] เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะอ่านอัลกุรอานจบทุกๆ สามวัน ท่านกล่าวว่า ถ้าหากฉันต้องการอ่านให้จบน้อยกว่า 3 วัน ก็สามารถทำได้ แต่เมื่ออ่านโองการเหล่านั้น ฉันจะคิดและใคร่ครวญเกี่ยวกับโองการเหล่านั้นว่า โองการเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร และถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องอะไร ในเวลาใด, ด้วยเหตุนี้ ฉันจะอ่านอัลกุรอานจบหนึ่งรอบในทุก 3 วัน[3] ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาเรื่องราวบางชนิดจึงขึ้นอยู่ผู้ศึกษา และเนื้อหาสาระที่ศึกษา บางคนสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่เขียนได้เป็นอย่างดี ส่วนบางคนอาจศึกษาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การใคร่ครวญ และการคิดขณะศึกษาและการได้รับเนื้อเรื่องอย่างถูกต้อง คำถามนี้ไม่คำตอบเป็นรายละเอียด [1] บทมุซัมมิล 4 [2] กุลัยนี,กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 614, ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    10832 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ