การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
2157
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/01/23
 
รหัสในเว็บไซต์ fa11610 รหัสสำเนา 21051
คำถามอย่างย่อ
ถ้าหากศาสนาถูกส่งมาเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของโลก และปรโลกของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดโลกบางส่วนที่มิใช่สังคมศาสนาจึงมีความก้าวหน้ามากกว่าสังคมศาสนา?
คำถาม
ท่านกล่าวว่า ศาสนามาเพื่อสร้างสรรค์ความก้าวหน้าให้แก่ชีวิตทางโลกนี้ และปรโลกของมนุษย์ ขณะที่เราเห็นว่า สังคมที่มิใช่สังคมศาสนานั้นมีความก้าวหน้ายิ่งกว่า. สิ่งเหล่านี้จะสามารถนำมารวมกันได้อย่างไร?
คำตอบโดยสังเขป

ศาสนาอิสลามมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั้งหลาย และเป็นกฎเกณฑ์สำหรับมนุษยชาติ.ดังที่เราจะเห็นว่ามะดีนะตุลนบี (ซ็อล ) คือตัวอย่างสังคมแห่งกฎเกณฑ์ หมายถึงมนุษย์ทุกคนได้สร้างความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้กฎเกณฑ์อันเดียวกัน ท่านชะฮีดซ็อดร์ กล่าวว่า อิสลามได้มีเพื่อให้ความเข้าใจดังกล่าวสมจริง และให้หลักประกันสองประการแก่มนุษย์ อันได้แก่หลักประกันภายนอก ซึ่งหมายถึงระบบหรือกลุ่มซึ่งมีหน้าที่ดูแลการนำเอากฎหมายมาปฏิบัติใช้ในสังคม ส่วนอีกประการหนึ่งคือ หลักประกันภายในอันได้แก่แนวคิดและคุณค่าต่างๆ ที่อยู่ภายในตัวมนุษย์อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความสำคัญและจำเป็น แต่น่าเสียดายว่าสังคมอิสลามส่วนใหญ่ห่างไกลจากความจริงของศาสนา และแก่นแท้ความเข้าใจของศาสนา และสังคมศาสนามิได้ถูกมองหรือถูกรู้จักว่าเป็นสังคมแห่งกฎเกณฑ์, แต่ในทางตรงกันข้ามเมื่อเหตุการณ์ใดก็ตามได้เกิดขึ้นในโลกตะวันตก เหตุการณ์นั้นจะกลายเป็นวัฒนธรรม และอารยธรรมมนุษย์ไปทันที ทั้งทีบางเหตุการณ์ได้ลดคุณค่าความเป็นมนุษย์ให้ต่ำต้อยน้อยค่ายิ่งกว่าดินเสียด้วยซ้ำไป แต่เรากลับชื่นชอบและมองว่านั่นคือความก้าวหน้าทางสังคม

คำตอบเชิงรายละเอียด

เกี่ยวกับประเด็นนี้ มีจุดหนึ่งที่ต้องพิจารณาใคร่ครวญเป็นพิเศษ นั้นคือ อิสลามได้มาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษยชาติทั้งหลาย ในรูปแบบของกฎเกณฑ์, มะดีนะฮฺนบี (ซ็อล ) คือตัวอย่างหนึ่งของเมืองแห่งกฎเกณฑ์ ซึ่งได้วางความสัมพันธ์ของมนุษย์ให้อยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน ดังคำกล่าวของชะฮีดซ็อดร์ ที่ว่า อิสลามได้มาเพื่อทำให้ความเข้าใจสมจริง และให้หลักประกันสองประการสำหรับมนุษย์ หนึ่งในนั้นคือหลักประกันภายนอก ได้แก่ระบบที่ใช้ควบคุมดูแลการนำกฎหมายมาดำเนินใช้ในสังคม อีกประการหนึ่งคือ หลักประกันภายในอันได้แก่แนวคิดต่างๆ และคุณค่าที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ อันเป็นสาเหตุทำให้มนุษย์มีความสำคัญและจำเป็น แต่น่าเสียดายว่าสังคมอิสลาม ซึ่งด้วยเหตุผลมากมายหลายประการ แต่ยังจะไม่ขอกล่าว  ที่นี้ ยังห่างไกลจากความจริงของศาสนา และแก่นแท้ของความเข้าใจทางศาสนาอีกมากนัก ซึ่งยังไม่ยอมรับว่าสังคมศาสนาเป็นสังคมแห่งกฎหมาย หรือเป็นสังคมที่ถูกต้องตามธรรมเนียม แต่ในทางกลับกันเรื่องราวหรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นในโลกตะวันตก เช่น ในยุคสมัยของ ยุคเรอเนสซองซ์ ก่อนสงครามครูเสด ซึ่งมุสลิมและคริสเตียนได้ต่อสู้กันอย่างหนัก ตะวันตกซึ่งได้รู้จักมักคุ้นวัฒนธรรมอิสลามเป็นอย่างดี พวกเขาได้เห็นอารยธรรมและความก้าวหน้าของอิสลามแล้ว จึงได้เกิดคำถามสำหรับพวกเขาว่า อะไรคือสาเหตุของการเกิดวัฒนธรรมนี้? ตรงนี้เองที่ตะวันตกได้มีแนวความคิดเรื่อง อารยธรรม เกิดขึ้นและได้มีการวิภาษเกี่ยวกับสิ่งนั้น ขณะที่สิ่งที่กำลังกล่าวถึงกันนั้นได้เกิดขึ้นหลังยุคของ เรอเนสซองซ์ ตราบจนถึงปัจจุบัน นั่นคือความพยายามที่จะสร้างกฎเกณฑ์ทางสังคมให้เกิดขึ้น แต่อย่างไรก็ตามสังคมที่มิใช่สังคมศาสนา โดยปกติจะใช้ประโยชน์จากการสนับสนุนส่งเสริมภายนอก กล่าวคือ หากพิจารณาเฉพาะภายนอกของสังคม ที่มิใช่สังคมศาสนาในตะวันตก จะเห็นว่าประชาชนให้ความเคารพต่อกฎหมายเป็นอย่างดี ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนให้ความเคารพในกฎหมายนั้นก็คือ ผู้รักษากฎหมายหมายถึงผู้ที่ต้องรักษาปกป้องและให้หลักประกันต่อกฎหมายนั้น พวกเขาได้ปฏิบัติด้วยความเคร่งครัดและจริงจัง ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าในที่ใดก็ตามความเข้มงวดในการรักษากฎหมายได้อ่อนแอลง ทันใดนั้นกฎหมายก็จะหมดความหมายลงทันที เช่น ในหมู่พวกเรามีคำร่ำลือว่า ในตะวันตกนั้นจะให้ความเคารพกฎหมายจราจรเป็นพิเศษ ขณะที่ในสังคมของเราไม่มีคนขับรถคนใดปฏิบัติตามกฎจราจร

แน่นอน สิ่งนี้เป็นความจริงสาเหตุของนั้นเป็นเพราะว่า ความเข้มงวดในกฎหมายจราจร ซึ่งความเข้มงวดนั้นเองได้กลายเป็นผู้รักษากฎเกณฑ์สาธารณ ตัวอย่าง เราจะเห็นได้จากบางประเทศว่าพวกเขาไม่เคยติดกล้องวงจรปิด ไม่มีตำรวจจราจรคอยควบคุม แต่ประชาชนก็ยังให้ความเคารพกฎจราจรเหมือนเดิม แต่เมื่อเราถามว่าเป็นเพราะอะไร พวกเขาจึงเคารพกฎจราจร กล่าว่าสาเหตุก็คือ ถ้าหากมีคนหนึ่งฝ่าฝืนกฎจราจร เช่น ขับรถฝ่าไฟแดง หรือทำการฝ่าฝืนกฎอย่างอื่น จะเห็นว่าพลเมืองที่อยู่ใกล้เคียง หรืออยู่ในเหตุการณ์ หรือร้านรวงบริเวณนั้น ตลอดจนผู้พบเห็นเหตุการณ์จะส่งเสียงเอะอะโวยวาย หรือโทรแจ้งตำรวจทันที แจ้งทะเบียนรถของท่านและแจ้งความว่าท่านได้ประพฤติผิดกฎจราจร ซึ่งตำรวจจะปรับท่านด้วยค่าปรับที่แพงลิบลิ่ว เนื่องจากกฎหมายของที่นั้นได้ระบุไว้เช่นนี้ว่า, ถ้าหากบุคคลใดให้ความเคารพต่อกฎหมายก็ถือว่าเป็นสิทธิอันถูกต้อง เว้นเสียแต่ว่าการฝ่าฝืนของเขาเป็นที่ชัดเจน ก็จะมีพลเมืองดีโทรไปแจ้งตำรวจทันทีว่ารถหมายเลขทะเบียนนี้ ได้ขับรถฝ่าฝืนกฎจราจร หรือขับรถฝ่าไฟแดงค่าปรับก็จะออกมาทันที เว้นเสียแต่ว่าท่านต้องพิสูจน์ตัวเองว่า ท่านมิได้ขับรถฝ่าไฟแดง แต่โดยปกติแล้วไม่สามารถพิสูจน์ได้แน่นอน และค่าปรับก็จะเพิ่มขึ้นอีกหลังจากนั้น ในสังคมเช่นนั้นประชาชนจะมีความรู้สึกว่า พวกเขาต้องปฏิบัติตามกฎจราจร แต่การกระทำนั้นก็จะไม่ให้หลักประกันภายในแก่เขา เนื่องจากการคำนวณของพวกเขาเป็นการคำนวณจากวัตถุ, ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าหากท่านมีโอกาสเดินทางไปตะวันตกในช่วงฤดูหนาวมีหิมะตกโปรยปราย ในเวลานั้นบางที่ท่านอาจได้พบเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะเมื่อมีหิมะตกลงมาถนนก็ปิด แต่ท่านก็จะยังเห็นภาพว่าผู้ขับยังคงหยุดรถหลังไฟแดงอย่างมีระเบียบ รถทุกคันอยู่ในทางของตน แต่ถ้าเวลาผ่านไปแล้วพอประมาณ พวกเขาสายมากแล้ว อิริยาบถก็จะเปลี่ยนเป็นสลับดูนาฬิกาบ่อยครั้งขึ้น เกือบจะไปทำงานสายแล้ว และหลังจากนั้นผู้คนเหล่านี้เองได้ฝ่าฝืนกฎหมาย ทำไม? เพราะการคำนวณของพวกเขาเป็นการคำนวณในแง่ของวัตถุ พวกเขาได้คำนวณว่า ถ้าหากฝ่าฝืนกฎจราจรจะถูกปรับเพียง 50 เหรียญ แต่ถ้าเขาไปถึงที่ทำงานช้าจะถูกปรับ 100 เหรียญ ดังนั้น เมื่อคำนวณแล้วเป็นประโยชน์กับตัวเอง พวกเขาจึงเลือกการฝ่าฝืนกฎจราจร ในความหมายก็คือ ทุกสิ่งขึ้นอยู่กับผลกำไรหรือความเสียหายทางโลกหรือวัตถุเท่านั้น. สิ่งที่อิสลามปรารถนาให้ปฏิบัติ น่าเสียดายว่าในสังคมอิสลามของเราไม่ประสบความสำเร็จ หรือกล่าวได้ว่าล้มเหลว นั่นคือการสร้างกฎให้แก่สังคม โดยให้ทุกคนในสังคมปฏิบัติไปตามกฎระเบียบเหล่านั้น แต่มิใช่ว่ามีตำรวจคอยกวดขัดเพียงอย่างเดียว ยังมีอำนาจตุลาการคอยควบคุมพฤติกรรมของพวกเขา และที่เหนือไปกว่าสิ่งอื่นใดมีอัลลอฮฺ (ซบ.) คอยสังเกตและควบคุมพฤติกรรมของพวกเขา ดังนั้น ถ้าทุกคนปฏิบัติไปตามกฎระเบียบที่พระเจ้าวางไว้ และถ้ามีความเป็นไปได้ในเชิงปฏิบัติ สังคมของเราก็จะเหมือน และมีความเติบโตคล้ายกับสังคม นบี (ซ็อล ) ในสมัยเมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมา ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าพวกอาหรับเร่ร่อน ระยะเวลาเพียงแค่ 10 ปีเท่านั้น ด้วยการอบรมสั่งสอนของท่านศาสดา (ซ็อล ) พวกเขาได้เปลี่ยนแปลง มะดีนะเราะซูล ได้เกิดมาได้อย่างไร และเติบโตไปถึงไหน มีหลักการและกฎเกณฑ์อย่างไร ได้สร้างใครบ้างให้เป็นแบบอย่างสำหรับมนุษย์ และบรรยากาศของมะดีนะฮฺในสมัยนั้นเป็นอย่างไร ทั้งหมดอยู่ที่การเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสอนของศาสนาทั้งสิ้น ดังนั้น การที่สังคมอิสลามยังล้าหลัง ผู้คนยังฝ่าฝืนกฎระเบียบอยู่ มิใช่เพราะความด้อยของกฎและคำสอนของอิสลาม หากแต่เป็นสันดานของมนุษย์ที่ไม่รักดีและไม่รักความเจริญก้าวหน้าต่างหาก

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ดิฉันเป็นวัยรุ่นคนหนึ่ง อยากจะทราบว่าอะไรคือเป้าหมายของชีวิต?
    3485 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/07
    อิสลามมีคำสอนที่เกี่ยวกับเป้าหมายของชีวิตมากมายกุรอานได้ชี้แนะว่า “อิบาดัต” คือเป้าหมายของมนุษย์อันจะนำมาซึ่งการบรรลุธรรมตลอดจนความผาสุกในโลกนี้และโลกหน้าอีกนัยหนึ่งจุดประสงค์ของชีวิตก็คือการแข่งขันกันทำความดีซึ่งฮะดีษหลายบทก็ได้แจกแจงถึงรายละเอียดของเป้าหมายชีวิตอย่างชัดเจน ส่วนการศึกษาฮะดีษของบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)นั้นจำเป็นต้องคำนึงว่าแม้ฮะดีษเหล่านี้จะมีประโยชน์สำหรับทุกคนแต่การที่จะอ้างฮะดีษบทใดบทหนึ่งถึงพวกท่านเหล่านั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงเงื่อนไขบางประการซึ่งจะนำเสนอในหน้าคำตอบแบบสมบูรณ์ ...
  • โองการตัฏฮีร กล่าวอยู่ในอัลกุรอานบทใด?
    2716 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/06/30
    อัลกุรอาน โองการที่รู้จักกันเป็นอย่างดีหรือ โองการตัฏฮีร, โองการที่ 33 บทอัลอะฮฺซาบ.อัลกุรอาน โองการนี้อัลลอฮฺ ทรงอธิบายให้เห็นถึง พระประสงค์ที่เป็นตักวีนีของพระองค์ สำหรับการขจัดมลทินให้สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์ แก่ชนกลุ่มหนึ่งนามว่า อะฮฺลุลบัยตฺ อัลกุรอาน โองการนี้นับว่าเป็นหนึ่งในโองการทรงเกียรติยศยิ่ง เนื่องจากมีรายงานจำนวนมากเกินกว่า 70 รายงาน ทั้งจากฝ่ายซุนนีและชีอะฮฺ กล่าวถึงสาเหตุแห่งการประทานลงมา จำนวนมากมายของรายงานเหล่านั้นอยู่ในขั้นที่ว่า ไม่มีความสงสัยอีกต่อไปเกี่ยวกับจุดประสงค์ของโองการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับ อะฮฺลุลบัยตฺ ของท่านศาสดา (ซ็อล น) ซึ่งประกอบไปด้วย ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอะลี ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ (อ.) แม้ว่าโองการข้างต้นจะถูกประทานลงมา ระหว่างโองการที่กล่าวถึงเหล่าภริยาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก็ตาม แต่ดังที่รายงานฮะดีซและเครื่องหมายอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงประเด็นดังกล่าวนั้น สามารถเข้าใจได้ว่า โองการข้างต้นและบทบัญญัติของโองการ มิได้เกี่ยวข้องกับบรรดาภริยาของท่านศาสดาแต่อย่างใด และการกล่าวถึงโองการที่มิได้เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน ...
  • อนุญาตให้แขวนภาพเขียนมนุษย์และสัตว์ภายในมัสญิดหรือไม่?
    2326 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/03
    ก่อนที่จะตอบ เราขอเกริ่นนำเบื้องต้นดังนี้1. บรรดาอุละมาอ์ให้ทัศนะไว้ว่า สถานที่แห่งหนึ่งที่ถือเป็นมักรู้ฮ์(ไม่บังควร)สำหรับนมาซก็คือ สถานที่ๆมีรูปภาพหรือรูปปั้นสิ่งที่มีชีวิต เว้นแต่จะขึงผ้าปิดรูปเสียก่อน ฉะนั้น การนมาซในสถานที่ๆมีรูปภาพคนหรือสัตว์ ไม่ว่าจะเป็นมัสญิดหรือสถานที่อื่น ไม่ว่ารูปภาพจะแขวนอยู่ต่อหน้าผู้นมาซหรือไม่ก็ตาม[1] ...
  • คำว่า “ฮุจซะฮ์”ในฮะดีษของมุฮัมมัด บิน ฮะนะฟียะฮ์ หมายความว่าอย่างไร?
    2985 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/12
    คำว่าฮุจซะฮ์ที่ปรากฏในฮะดีษบทต่างๆแปลว่าการยึดเหนี่ยวสื่อกลางในโลกนี้ระหว่างเรากับอัลลอฮ์ท่านนบีและบรรดาอิมาม(อ.) ซึ่งก็หมายถึงศาสนาจริยธรรมและความประพฤติที่ดีงามหากบุคคลยึดถืออิสลาม
  • ความสัมพันธ์ระหว่างวิญญาณกับตัวอ่อนมนุษย์เป็นไปในรูปแบบใด ทารกเจริญเติบโตก่อนวิญญาณจะสถิตได้อย่างไร?
    2925 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/03/11
    วิญญาณเป็นสิ่งที่พ้นญาณวิสัย ซึ่งจะสถิตหรือจุติในทารกที่อยู่ในครรภ์ และจะเจริญงอกงามทีละระดับ วิญญาณก็เป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์เฉกเช่นร่างกาย ส่วนการที่พระองค์ทรงตรัสว่า “เราได้เป่าวิญญาณของเราเข้าไปในเขา”นั้น เป็นการสื่อถึงความยิ่งใหญ่และความสูงส่งของวิญญาณมนุษย์ด้วยการเชื่อมคำว่าวิญญาณเข้ากับพระองค์เอง กรณีเช่นนี้ในทางภาษาอรับเรียกกันว่าการเชื่อมแบบ “ลามี” อันสื่อถึงการยกย่องให้เกียรติ ดังกรณีของการเชื่อมโยงวิหารกะอ์บะฮ์เข้ากับพระองค์เองด้วยสำนวนที่ว่า “บัยตี” หรือ บ้านของฉัน การที่ทารกระยะตัวอ่อนยังไม่มีวิญญาณนั้น มิได้ขัดต่อการมีสัญญาณชีวิตก่อนที่วิญญาณจะสถิตแต่อย่างใด เนื่องจากมนุษย์มีปราณสามระยะด้วยกัน ได้แก่ ปราณวิสัยพืช, ปราณวิสัยสัตว์, ปราณวิสัยมนุษย์ ปราณวิสัยพืชถือเป็นปราณระดับล่างสุดของมนุษย์ ซึ่งมีการบริโภคและสามารถเจริญเติบโตได้ แต่ไม่มีความรู้สึก ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวตามต้องการ เสมือนพืชที่เจริญงอกงามทว่าไร้ความรู้สึก ประสาทสัมผัสและการเคลื่อนไหวตามต้องการ และเนื่องจากทารกระยะแรกมีปราณประเภทนี้ก่อนวิญญาณจะสถิต จึงทำให้มีชีวิตและเจริญเติบโตได้ ...
  • ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์มีบุคลิกภาพด้านใดบ้าง?
    3873 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.) 2554/09/22
    มิติบุคลิกภาพด้านต่างๆของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ลึกซึ้งและละเอียดอ่อนในลักษณะที่จะต้องได้รับการพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนเท่านั้นจึงจะสามารถประจักษ์ได้ซึ่งการนี้จะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อมีการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับมิติด้านศีลธรรมและจิตใจความรู้และการต่อสู้ของนางทั้งในเชิงการเมืองและสังคมขอหยิบยกบุคลิกภาพอันโดดเด่นของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์(ที่กล่าวถึงในตำราฝ่ายซุนหนี่และชีอะฮ์)มานำเสนอโดยสังเขปดังนี้1. ท่านหญิงใช้ชีวิตเรียบง่ายและพอใจวิถีชีวิตสมถะทั้งที่สามารถจะได้รับความสะดวกสบายขั้นสูงสุด2. บริจาคของรักของตนมากมายทั้งที่ยังจำเป็นต้องใช้3. ทำอิบาอะฮ์และวิงวอนต่ออัลลอฮ์สม่ำเสมอด้วยความบริสุทธิใจ4. เป็นภาพลักษณ์แห่งจริตกุลสตรีและความเหนียมอาย5. แบบฉบับที่สมบูรณ์ด้านการสวมฮิญาบตามวิถีอิสลาม6. มีความรู้อันกว้างขวางซึ่งประจักษ์ได้จากการรับทราบเนื้อหาในตำรา"มุศฮัฟฟาฏิมะฮ์"7.
  • แต่ละเมืองสามารถมีนมาซวันศุกร์ได้เพียงแห่งเดียวไช่หรือไม่?
    1625 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/11
    ต่อข้อคำถามดังกล่าวบทบัญญัติศาสนาให้ถือระยะห่างระหว่างนมาซวันศุกร์สองแห่งเป็นเกณฑ์.บรรดามัรญะอ์ระดับสูงระบุว่า: ระยะห่างหนึ่งฟัรสัค(6กม.) ถือเป็นระยะห่างที่น้อยที่สุดระหว่างนมาซวันศุกร์สองแห่งหากมีการนมาซวันศุกร์สักแห่งแล้วไม่ควรมีนมาซวันศุกร์แห่งอื่นภายในรัศมีหนึ่งฟัรสัคอีกฉะนั้น การนมาซวันศุกร์สองแห่งที่เว้นระยะห่างหนึ่งฟัรสัคแล้วถือว่าถูกต้องทั้งสองแห่ง. อนึ่ง พิกัดที่ใช้วัดระยะห่างในที่นี้คือสถานที่จัดนมาซวันศุกร์มิได้วัดจากเขตเมือง เมืองใหญ่ที่มีรัศมีหลายฟัรสัคจึงสามารถจัดนมาซวันศุกร์ได้หลายแห่ง.[1]แต่หากเมืองใดมีการนมาซวันศุกร์สองแห่งโดยเว้นระยะห่างไม่ถึงหนึ่งฟัรสัค, ที่ใดที่เริ่มช้ากว่าให้ถือว่าเป็นโมฆะ แต่หากทั้งสองแห่งกล่าวตักบีเราะตุลเอียะฮ์รอมพร้อมกันให้ถือว่าทั้งสองเป็นโมฆะ.
  • จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
    6844 เทววิทยาใหม่ 2555/04/07
    1.พหุนิยมหมายถึง ความมากมายในหลายชนิด ทั้งในทางปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและว่า ... ซึ่งทั้งหมดมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ทั้งหมดเหล่านี้อย่างเป็นทางการในนามของการรู้จักในความหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นหนึ่งเดียว หรือความจำกัดในความเป็นหนึ่งเดียว พหุนิยมทางศาสนา หมายถึงการไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเฉพาะพิเศษ การได้รับผลประโยชน์ของทุกศาสนาจากความจริงและการช่วยเหลือให้รอด 2. พหุนิยม อาจได้รับการพิจารณาในหมู่ศาสนาต่างๆ หรือระหว่างนิกายต่างๆ ในศาสนาที่มีอยู่ก็ได้ 3. ในความคิดของเราชาวมุสลิมทั้งหลาย พหุนิยมถูกปฏิเสธก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ในศาสนาอิสลามมีเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ในลักษณะที่ว่าในศาสนาอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องพอเหมือนกับศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ คัมภีร์แห่งฟากฟ้า (อัลกุรอาน) ยังไม่มีการบิดเบือนหรือสังคายนาใดๆ ทั้งสิ้น และความสมบูรณ์ของศาสนาอิสลามก็เท่ากับว่าได้ยกเลิกคำสอนของศาสนาอื่นไปโดยปริยาย 4. การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา ซึ่งหนึ่งในหลักการพื้นฐานของสิ่งนั้นคือ อรรถปริวรรตศาสตร์ และอีกประการหนึ่งคือการรู้จักต่างๆ ในศาสนาและการวิจัย ...
  • ผู้ที่มาร่วมพิธีฝังศพท่านนบี(ซ.ล.)มีใครบ้าง?
    3800 تاريخ بزرگان 2555/03/14
    ตำราประวัติศาสตร์และฮะดีษของฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์เล่าเหตุการณ์ฝังศพท่านนบี(ซ.ล.)ว่า อลี บิน อบีฏอลิบ(อ.) และฟัฎล์ บิน อับบ้าส และอุซามะฮ์ บิน เซด ร่วมกันอาบน้ำมัยยิตแก่ท่านนบี บุคคลกลุ่มแรกที่ร่วมกันนมาซมัยยิตก็คือ อับบาส บิน อับดุลมุฏ็อลลิบและชาวบนีฮาชิม หลังจากนั้นเหล่ามุฮาญิรีน กลุ่มอันศ้อร และประชาชนทั่วไปก็ได้นมาซมัยยิตทีละกลุ่มตามลำดับ สามวันหลังจากนั้น ท่านอิมามอลี ฟัฎล์ และอุซามะฮ์ได้ลงไปในหลุมและช่วยกันฝังร่างของท่านนบี(ซ.ล.) หากเป็นไปตามรายงานดังกล่าวแล้ว อบูบักรและอุมัรมิได้อยู่ในพิธีฝังศพท่านนบี(ซ.ล.) แม้จะได้ร่วมนมาซมัยยิตเสมือนมุสลิมคนอื่นๆก็ตาม ...
  • ถ้าหากศาสนาถูกส่งมาเพื่อพัฒนาความก้าวหน้าของโลก และปรโลกของมนุษย์ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุใดโลกบางส่วนที่มิใช่สังคมศาสนาจึงมีความก้าวหน้ามากกว่าสังคมศาสนา?
    2157 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/01/23
    ศาสนาอิสลามมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ทั้งหลายและเป็นกฎเกณฑ์สำหรับมนุษยชาติ.ดังที่เราจะเห็นว่ามะดีนะตุลนบี (ซ็อลฯ) คือตัวอย่างสังคมแห่งกฎเกณฑ์หมายถึงมนุษย์ทุกคนได้สร้างความสัมพันธ์ต่อกันภายใต้กฎเกณฑ์อันเดียวกันท่านชะฮีดซ็อดร์

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    27192 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    22564 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    21731 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    20199 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    18590 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    18289 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    18219 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    17342 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    17106 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    16526 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...

ลิ้งก์ต่างๆ