การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
1738
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/01/23
คำถามอย่างย่อ
เงื่อนไขถูกต้องสำหรับการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เป็นเช่นไร?
คำถาม
เงื่อนไขถูกต้องสำหรับการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เป็นเช่นไร?
คำตอบโดยสังเขป

มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับศาสนาอื่น ที่มองเห็นความต้องการของมนุษย์เพียงด้านเดียว และให้ความสนใจเฉพาะด้านวัตถุปัจจัย หรือด้านจิตวิญาณเพียงอย่างเดียว, อิสลามได้เลือกสายกลาง. เพื่อเป็นครรลองดำเนินชีวิตถูกต้องแก่ประชาชาติ โดยให้มนุษย์เลือกใช้ความโปรดปรานต่างๆ จากพระเจ้าอย่างถูกต้องและถูกวิธี ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่ขัดแย้งกับปัญหาด้านจิตวิญญาณและปรโลกเท่านั้น, ทว่ายังถือเป็นเส้นทางนำไปสู่การเจริญเติบโต และความผาสุกของมนุษย์อีกต่างหาก

คำตอบเชิงรายละเอียด

ศาสนาและสำนักคิดด้านภูมิปัญญาที่มีบทบาทต่อสังคมมนุษย์, ได้มีคำสั่งสอนในเชิงปฏิบัติและคำอนุญาตสำหรับการเติมเต็มความต้องการต่างๆ ของมนุษย์ และเป็นหลักประกันต่อความจำเริญผาสุกของพวกเขา

ส่วนสำนักคิดต่างๆ ที่เน้นเรื่องวัตถุปัจจัยทางโลก โดยทั่วไปแล้วจะไม่ใส่ใจต่อเรื่องจิตวิญญาณและศีลธรรม หรือโดยหลักการแล้วจะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ ทว่ามีความเชื่อว่าความเจริญผาสุกของมนุษย์ อยู่ที่การแสวงประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากความสุขทางวัตถุ, ในทางตรงกันข้ามศาสนาบางศาสนาหรือบางสำนักคิดจะวางพื้นฐานการงาน ไว้บนการอบรมสั่งสอนจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงส่ง ซึ่งไม่เพียงแค่ไม่สนับสนุนการเติมเต็มด้านวัตถุปัจจัยเท่านั้น, ทว่าความเจริญผาสุกของมนุษย์นั้นคือ การห่างไกล หรือการหลีกเลี่ยงจากการแสวงหาความสุขทางโลกแห่งวัตถุปัจจัยภายนอก อีกนัยหนึ่งได้สอนให้มนุษย์ละทิ้งและปล่อยวางโลกและทุกสิ่งที่เป็นของโลกนี้,ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งลาภยศหรือวัตถุปัจจัยทั้งปวง, อย่างไรก็ตามความเข้าใจด้านความผาสุกของมวลมนุษยชาตินั้น ขึ้นอยู่กับโลกทัศน์ทางศาสนา การตีความของเขาเกี่ยวกับโลกและมนุษย์

เกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถกล่าวได้ว่า การให้ความสนใจทางวัตถุปัจจัยชนิดเลยเถิด และไม่มีเงื่อนไข หรือการแสวงหาความสุขต่างๆ อย่างไร้พรมแดนในเรื่องของกิเลสราคะ และความต้องการอันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ ซึ่งในโลกวัตถุปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก ปฏิกิริยาความรุนแรงเมื่อต้องเผชิญกับความจำกัดต่างๆ ในนามของศาสนา ซึ่งกำหนดให้พวกเขาแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุปัจจัยด้วยความพอดี

อิสลามมิได้สอนให้แยกปัญหาทางจิตวิญญาณออกจากโลก หรือแยกออกจากการใช้ประโยชน์จากความเมตตาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ คำสอนต่างๆ ทางศาสนาของบรรดานักบวช และการห้ามมิให้ใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานต่างๆ ของพระเจ้า, ท่านอิมามซอดิก (.) กล่าวว่า :อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานศาสนาแก่ศาสดานูฮฺ อิบรอฮีม มูซา และอีซา (.) อันเป็นหลักการสายกลางที่เป็นธรรมชาติยิ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งนักบวช หรือพวกฤษีชีไพร หรือเป็นพวกปลีกวิเวก ทว่าในศาสนานี้ได้กำหนดให้สิ่งสะอาด เป็นที่อนุมัติ (ฮะลาล) และสิ่งสกปรกเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) และได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งลงจากไหล่ของบรรดาบุรุษทั้งหลาย[1]

ท่านเราะซูล (ซ็อล ) และบรรดาผู้นำผู้บริสุทธิ์ (.)  ได้ตักเตือนและกำชับอย่างหนักแน่นแก่ประชาชาติของตน เรื่องการออกห่างจากการเป็นนักบวช หรือการปลีกวิเวกออกจากสังคม เช่น :

สหายคนหนึ่งของท่านอิมามอะลี (.) ได้มาพบท่านอิมาม เพื่อร้องเรียนเรื่องน้องชายคนหนึ่งของเขา ซึ่งได้ทำตนเหมือนนักบวชกล่าวคือ เขาไม่บริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ, สวมใส่เสื้อผ้าสมถะ, หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องเพศ, และอื่นๆ .... ท่านอิมาม (.) กล่าวว่า : ให้เขามาหาฉัน และเมื่ออาซิมได้มาถึงท่านอิมามได้จ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง และมีความโมหะ ท่านอิมาม (.) กล่าวกับเขาว่า : ความหายนะจงมีแด่เธอ โอ้ อาซิมเอ๋ย ทำไมเธอจึงคิดเช่นนี้ว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงทำให้ความสุขสำราญทางโลก และความโปรดปรานต่างๆ เป็นมุบาฮฺสำหรับเธอ, เธอไม่พอใจดอกหรือที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น?  เบื้องพระพักตร์ของอัลลฮฺ (ซบ.) เธอเล็กยิ่งกว่าสภาพที่เธอเป็นอยู่ (จะแสดงทัศนะตัวเองออกมา) เธอไม่เมตตาสงสารลูกและภรรยาดอกหรือ? เธอคิดว่าสมควรแล้วหรือสิ่งที่สะอาดทั้งหลาย ที่อัลลอฮ (ซบ.) ทรงอนุมัติแก่เธอแล้ว เธอจะหลีกเลี่ยงและไม่สนใจในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น”?[2]

อย่างไรก็ตามประเด็นที่เราจะต้องไม่ลืมเลือนไปคือ, สิ่งที่ได้รับการประณามจากโลกนี้แต่มนุษย์กับมีจิตผูกพันอยู่กับสิ่งเหล่านั้น, ในลักษณะที่ว่าทำให้มนุษย์หลงลืมหน้าที่ของตนที่มีต่อสิ่งถูกสร้างอื่น หรือมีต่ออัลลอฮฺ และเป็นสาเหตุทำให้เขาหยิ่งจองหอง, หลงลืมปรโลก, ขายศักดิ์ศรีให้แก่คนอื่น, ฟุ่มเฟือยสุลุ่ยสุหร่าย, เนรคุณ,อกตัญญู, และอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ถ้าหากเรายอมรับว่าโลกนี้เป็นสะพานสำหรับปรโลก และเป็นทางผ่านไปถึงยังอำนาจของพระเจ้าแล้ว เราก็จะไม่ถูกตำหนิแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเกี่ยวกับประเด็นนี้มีรายงานจำนวนมากมายจากบรรดาอิมาม (.) ซึ่งจะหยิบยกเป็นตัวอย่างสัก 2 ตัวรายงาน ดังต่อไปนี้ :  

1. มีชายคนหนึ่งได้ประณามโลกต่อหน้าท่านอิมามอะลี (.), ท่านอิมามได้กล่าวเตือนสติเขาว่า : โลกนี้คือสถานที่พำนัก สำหรับบรรดาผู้ที่มีสัตย์จริง สถานที่ให้ความสุขสมบูรณ์สำหรับผู้ที่รู้จักโลก เป็นบ้านที่ปราศจากความต้องการสำหรับผู้ที่ตระเตรียมเสบียงไว้แล้ว เป็นสถานที่ตักเตือนสำหรับผู้ที่ต้องการคำตักเตือน เป็นสถานที่สุญูดสำหรับหมู่มิตรของอัลลอฮฺ เป็นสถานที่สรรเสริญสำหรับมวลมลาอิกะฮฺแห่งอัลลฮฺ เป็นสถานที่ลงวะฮฺยู เป็นสถานที่ทำการค้าขายของหมู่มิตรแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขาได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ และได้สวรรค์เป็นกำไรตอบแทน

2.อิบนุอบียะอฺกูบกล่าวว่า : ฉันได้กล่าวกับท่านอิมามซอดิก (.) ว่า พวกเรารักโลกนี้นี้, ท่านอิมาม (.) กล่าวกับฉันว่า วัตถุประสงค์ของเธอเกี่ยวกับโลกคืออะไร? ฉันกล่าวว่า : ฉันต้องการแต่งงาน ต้องการไปฮัจญฺ ต้องการช่วยเหลือเลี้ยงดูครอบครัว ต้องการช่วยเหลือและบริจาคแก่มิตรสหาย ท่านอิมามกล่าวว่า : สิ่งเหล่านี้มิใช่ภารกิจของโลกนี้ ทว่าเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับปรโลก.

หัวข้อเกี่ยวข้อง :

ความสุขสบายในโลกและปรโลก, 2902, (ไซต์ : 3112)

ความอุตสาหพยายามเพื่อโลกและปรโลก, 1821 (ไซต์ : 2130)



[1] กุลัยนียฺ,มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูล, อัลกาฟียฺ, เล่ม 8, หน้า 22, ฮะดีซที่ 1, ดารุลกุตุบ อัลอสลามียะฮฺ, เตหะราน, ปี 1365.

[2] อ้างแล้วเล่มเดิม, เล่ม 1,หน้า 410.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • อัลกุรอาน บทใดขณะประทานลงมามีมลาอิกะฮฺ จำนวน 70,000 ท่าน รายล้อมอยู่?
    2152 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/05/17
    ตามรายงานที่บันทึกไว้, สิ่งที่กล่าวมาเป็นความพิเศษเฉพาะบทอันอาม ท่านอิมาม ซอดิก (อ.) กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า : บทอันอามมีประโยคคล้ายกัน ซึ่งได้ประทานลงมาในคราวเดียวกัน, ขณะที่มีมลาอิกะฮฺจำนวน 70,000 ท่าน ห้อมล้อมและแบกอัลกุรอาน บทนี้เอาไว้ จนกระทั่งไปนำอัลกุรอานบทนี้มาให้ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ดังนั้น จงให้เกียรติและแสดงความเคารพอัลกุรอาน บทนี้ให้มากเถิด เนื่องจากในบทนี้มีพระนามอันไพจิตรของอัลลอฮฺ ถูกกล่าวซ้ำถึง 70 ครั้ง และถ้าหากประชาชนทราบถึงความยิ่งใหญ่และความจริงของบทนี้ เขาจะไม่มีวันปล่อยอัลกุรอานบทนี้ไป[1] คำถามนี้ไม่มีคำตอบเป็นรายละเอียด. [1] กุลัยนี้, มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูบ, กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 622, ฮะดีซที่ 12, ดารุลกุตุบ อิสลามียะฮฺ, เตหะราน, 18212 (ค.ศ.th17866) ...
  • ภารกิจของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) หลังจากปรากฏกายแล้วคืออะไร? แล้วเป็นไปได้ไหมที่ท่านจะถูกทำชะฮาดัตโดยน้ำมือของสตรีชราที่มีนวดเครา?
    1792 เทววิทยาใหม่ 2554/04/21
    ในเวลานั้นท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) จะได้รับอนุญาตจากอัลลอฮฺให้จัดตั้งทั้งด้านวัตถุปัจจัยและด้านคุณธรรมมโนธรรมเพื่อจะได้จัดตั้งรัฐบาลแห่งความยุติธรรมขึ้นมาปกครองโลกซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลที่ใหญ่ที่สุดบนโลกนี้ ท่านจะเป็นผู้สนับสนุนส่งเสริมเกียรติและคุณค่าของความเป็นมนุษย์พร้อมกับเรียกร้องไปสู่ความปลอดภัยชีวิตมนุษย์จะกลายเป็นชีวิตแห่งพระเจ้าในเวลานั้นท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) จะได้รับการช่วยเหลือจากเหล่ะสุระเสียงแห่งฟากฟ้าเพื่อแนะนำตัวเองแก่ประชาโลกทั้งหลายบรรดาผู้ที่รักในความยุติธรรมและความจริงต่างให้การตอบรับและเชื่อฟังปฏิบัติตามท่านกันอย่างถ้วนหน้า หลังจากนั้นรัฐบาลแห่งมะฮฺดียฺจะได้รับการจัดตั้งขึ้น[1]แน่นอนท่านอิมามจะเผชิญหน้าอย่างรุนแรงกับกองกำลังและบุคคลที่ขัดขวางมนุษย์ไม่ให้ไปถึงยังความสมบูรณ์ท่านจะมีชัยชนะเหนือบรรดาผู้ที่ขัดขวางตั้งตนเป็นศัตรูและบรรดาผู้ปฏิเสธทั้งหลายดั่งเช่นที่อัลกุรอานบทเกาะซ็อซโองการที่ 5 กล่าวว่า:"وَ نُریدُ أَنْ نَمُنَّ عَلَى الَّذینَ اسْتُضْعِفُوا فِی الْأَرْضِ وَ نَجْعَلَهُمْ أَئِمَّةً وَ نَجْعَلَهُمُ الْوارِثین"،“และเราปรารถนาที่จะให้ความโปรดปรานแก่บรรดาผู้ที่อ่อนแอในแผ่นดิน เราจะทำให้พวกเขาเป็นผู้นำและทำให้พวกเขาเป็นผู้สืบทอด”ประเด็นดังกล่าวนี้กับประเด็นที่ว่าท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) จะกล่าวเทศนาข้างๆบัยตุลลอฮฺอัลฮะรอมตามคำบอกกล่าวของท่านอิมามบากิร (อ.) เพื่อว่าเป็นที่ชัดเจนมาก[2]ประเด็นเกี่ยวกับการเป็นชะฮาดะฮฺและการวายชนม์ของท่านอิมามซะมาน (อ.) มีรายงานที่แตกต่างกันแต่เนื่องจากสิ่งที่จะเกิดขึ้นนั้นเป็นเรื่องของอนาคตกาลจึงต้องอาศัยการรายงานที่เป็นหลักฐานชัดแจ้งทว่าการที่กล่าวว่าท่านอิมาม (อ.) จะได้รับชะฮีดโดยสตรีชรานางหนึ่งไม่เป็นที่ยอมรับของบรรดาอุละมาอฺ (นักปราชญ์) ส่วนใหญ่ดังจึงไม่สามารถสรุปได้ว่าประเด็นนี้เป็นเรื่องจริงอย่างแน่นอนนักค้นคว้าวิจัยท่านหนึ่งกล่าวว่าประเด็นดังกล่าวนี้มีอยู่ในเฉพาะหนังสืออัลซอมมุนนาซิบเท่านั้น[3]สมมุติว่าความโดยทั่วไปของรายงานเป็นที่ยอมรับแต่กระนั้นก็ต้องตระหนักว่าสิ่งที่เป็นที่ยอมรับแน่นอนก็คือโลกจะได้รับการปกครองโดยน้ำมือของท่านอิมามมะฮฺดียฺ (อ.) บนพื้นฐานของความยุติธรรมและความเสมอภาคขบวนการกดขี่ข่มเหงจะถูกทำลายทิ้งโดยสิ้นเชิงขณะเดียวกันเราก็ไม่มีเหตุผลแน่นอนว่าโลกจะปราศจากคนบาปเช่นนี้หรือโลกจะไม่มีคนประเภทนี้อยู่อย่างแน่นอนแหล่งอ้างอิงเพื่อศึกษาเพิ่มเติม:1- กิตาบอัลฆัยบะฮฺอันนุอฺมานียฺหน้า 329,3312- เฌชอันดอซียฺเบะฮุกูมัตมะฮฺดียฺ (อ.) นัจญฺมุดดีนตะบัซซียฺ3. บิฮารุลอันวารมัจญิลิซซียฺเล่ม 52 หน้า 337,3384- กะมาลุดดีนเชคซะดูกหน้า 3725- อัศรฺซินเดกีย์มุฮัมมัดฮะกีม6- มะฮฺดียฺตะญัซซุมอุมีดวะเนะญาตอะซีซุลลอฮฺฮัยดะรียฺ[1] เนะมอเยะฮอเย ...
  • ฮุกุมของการขับร้องเพลงวันประสูติพร้อมกับการบรรเลง (ในงานเฉพาะสตรี)เป็นอย่างไร?
    1620 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/11
    ในทัศนะของอิสลามเพลงบรรเลง[1]หรือการขับร้องที่มีลักษณะ“ฆินาอ์”ถือเป็นฮะรอมกล่าวคือไม่ว่าจะเป็นการร้อง, การแสดง, การฟังและการรับค่าจ้างในการนี้ล้วนถือว่าเป็นฮะรอมและเพลงบรรเลงในลักษณะนี้ไม่แตกต่างว่าจะบรรเลงในงานเฉพาะสตรีหรือบุรุษหรืองานเนื่องในโอกาสวันประสูติหรือนอกเหนือจากนี้ก็ตามฆินาหมายถือเพลงบรรเลงหรือเสียงขับร้องที่มีจังหวะปลุกเร้าอารมณ์ผู้ฟังในลักษณะที่เหมาะสำหรับงานรื่นเริงที่ไร้สาระทั่วไปฆินาถือเป็นฮะรอมไม่ว่าจะเป็นการร้องเพลงหรือการอ่านทำนองเสนาะบทร้อยแก้วหรือร้อยกรองและไม่ว่าจะมีเนื้อหาที่ผิดบาปหรือแม้จะเป็นเนื้อหาที่ถูกต้องเช่นกุรอานหรือดุอาหรือบทวิงวอนต่อพระผู้เป็นเจ้าหรือการอ่านมุศีบัตมีข้อยกเว้นเพียงกรณีเดียวนั่นก็คือฆินาของบรรดาสตรีในงานแต่งงานที่เป็นส่วนของสตรีและอิฮ์ติยาฏวาญิบอนุญาตให้กระทำได้เฉพาะคืนส่งตัวเจ้าสาวและงานที่ได้จัดขึ้นสำหรับคืนส่งตัวจะก่อนหรือหลังจากพิธีแต่ไม่ใช่สำหรับงานแต่งงานทั้งงานและเป็นที่ต้องห้ามสำหรับงานของสุภาพบุรุษโดยเด็ดขาดไม่ว่ากรณีใด[2]ท่านอายะตุ้ลลอฮ์อัลอุซมาคอเมเนอีได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า“ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องดนตรีบรรเลงเพลงที่ปลุกเร้าอารมณ์แต่การขับร้องเพลงในพิธีแต่งงานเฉพาะสตรีอาจถือว่าไม่เป็นไร[3][1]เป็นที่แน่ชัดว่าในกรณีนี้เราจะต้องย้อนกลับไปดูคำฟัตวาของมัรญะอ์ของตนเองและสิ่งที่กล่าวมาคือทัศนะของท่านอิมามโคมัยนี (รอ.) และท่านอายาตุลลอฮ์คอเมเนอี[2]นะญาตุลอิบ้าด(ของอิมามโคมัยนี), การค้าขายที่เป็นฮะรอม, หน้าที่ 222, ปัญหาที่ 9[3]ประมวลปัญหาศาสนาของอิมามโคมัยนี(พร้อมภาคผนวก),เล่มที่ 2, ดนตรีและฆินา, หน้าที่ 962 และคำถามที่ 1134, การตีกลองในพิธีแต่งงานมีฮุกุมอย่างไร? ...
  • ฮะดีษนี้น่าเชื่อถือหรือไม่? : "เราได้บันดาลให้อลี(อ.)ลูกเขยของเจ้า(นบี)ได้รับการบันทึกไว้ในซูเราะฮ์อินชิร้อห์"
    2172 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/11/09
    เราไม่พบฮะดีษใดๆที่มีเนื้อหาเช่นนี้อย่างไรก็ดีในตำราตัฟซี้รเชิงฮะดีษมีฮะดีษหลายบทที่อรรถาธิบายโองการفإذا فرغت فأنصب وإلی ربک فارغب ว่า "เมื่อเจ้า(นบี)ปฏิบัติภารกิจศาสนทูตลุล่วงแล้วก็จงแต่งตั้งอลี(อ.)เป็นผู้นำเหนือปวงชน" หรือฮะดีษที่อธิบายโองการแรกของซูเราะฮ์นี้ที่รายงานจากอิมามศอดิก(อ.)ว่า "ประเด็นวิลายัตของอิมามอลี(อ.)เป็นปัจจัยในการเปิดหัวใจท่านนบี(ซ.ล.)"ในแง่ของสายรายงานฮะดีษเหล่านี้จัดว่าเศาะฮี้ห์เนื่องจากในสายรายงานฮะดีษนี้มีนักรายงานที่เป็นที่ไว้วางใจของผู้เชี่ยวชาญด้านริญ้าลเป็นพิเศษอาทิเช่นอิบนิอบีอุมัยร์ผู้เป็นหนึ่งในนักรายงานนามอุโฆษอย่างไรก็ดี  ตำราฮะดีษหลายเล่มได้แบ่งหมวดความประเสริฐของอิมามอลี(อ.)เป็นการเฉพาะอันมีเนื้อหาคล้ายกันนี้อาทิเช่นหมวดว่าด้วยการแต่งตั้งท่านอิมามอลี(อ.)ในบทอัลฮุจญะฮ์ของหนังสืออุศูลุลกาฟีย์นอกจากนี้หมวดที่39 หนังสือบิฮารุลอันว้ารเล่มที่36ก็ได้อัญเชิญโองการที่เกี่ยวกับท่านอิมามอลี(อ.)ไว้อนึ่งฮะดีษประเภทนี้เพียงแค่เผยบุคคลตัวอย่างในโองการเท่านั้นมิได้มีจุดประสงค์อธิบายเชิงตีความแต่อย่างใด ...
  • เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น,อิสลามมีทัศนะอย่างไรบ้าง?
    2834 การตีความ (ตัฟซีร) 2554/06/22
    แนวคิดที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตอยู่บนเส้นทางช้างเผือกหรือดาวเคราะห์ดวงอื่นหรือมีสิ่งมีสติปัญญาอื่นอยู่อีกหรือไม่, เป็นหนึ่งในคำถามที่มนุษย์เฝ้าติดตามค้นหาคำตอบอยู่จนถึงปัจจุบันนี้, แต่ตราบจนถึงเดี๋ยวนี้ยังไม่ได้รับคำตอบที่แน่นอน. อัลกุรอานบางโองการได้กล่าวถึงสิ่งมีชีวิตอื่นในชั้นฟ้าเอาไว้อาทิเช่น1. ในการตีความของคำว่า “มินดาบะติน” ในโองการที่กล่าวว่า :”และหนึ่งจากบรรดาสัญญาณ (อำนาจ) ของพระองค์คือการสร้างชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินและสิ่งที่ (ประเภท) มีชีวิตทั้งหลายพระองค์ทรงแพร่กระจายไปทั่วในระหว่างทั้งสองและพระองค์เป็นผู้ทรงอานุภาพที่จะรวบรวมพวกเขาเมื่อพระองค์ทรงประสงค์”[1]2.ในการตีความประโยคที่ว่า “มันฟิซซะมาวาติ” และ “มาฟิซซะมาวาติ” ในโองการที่กล่าวว่า:“ทั้งหมดที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและแผ่นดินต่างวอนขอต่อพระองค์ ,ทุกๆวันพระองค์ทรงมีภารกิจ”[2]“สิ่งที่อยู่ในชั้นฟ้าทั้งหลายและสิ่งที่อยู่ในแผ่นดินที่เป็นเหล่าสัตว์โลกและมลาอิกะฮฺ,จะกราบอัลลอฮฺเท่านั้นขณะที่พวกเขา (มลาอิกะฮฺ) จะไม่หยิ่งผยอง,[3]“ชั้นฟ้าทั้งเจ็ดและแผ่นดินและทุกคนที่อยู่ในนั้นต่างสดุดีสรรเสริญแด่พระองค์”[4]3. ในการตีความประโยคที่ว่า “มะชาริกิวะมะฆอริบิ” ในโองการที่กล่าวว่า:“ขอสาบานต่อพระผู้อภิบาลแห่งทิศตะวันออกและทิศตะวันตกว่าแท้จริงเราเป็นผู้มีความสามารถ”[5]4. ในการตีความประโยคที่ว่า “อัลอาละมีน”[6] ในโองการที่กล่าวว่า:“การสรรเสริญทั้งมวลเป็นสิทธิของอัลลอฮฺพระผู้อภิบาลแห่งสากลโลก”[7]บรรดาโองการต่างๆที่ยกมานั้นเฉพาะโองการแรก[8]และโองการที่มีคำว่าอัลอาละมีนเท่านั้นที่มีความเป็นไปได้ว่าโองการอาจบ่งชี้ให้เห็นถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวเคราะห์ดวงอื่น[9]อัลลามะฮฺเฏาะบาเฏาะบาอี (รฮ.) อธิบายโองการแรกไว้ว่า: ภายนอกของโองการให้ความหมายว่าในชั้นฟ้าทั้งหลายมีสิ่งมีชีวิตอื่น (สรรพสัตว์) เหมือสิ่งมีชีวิตบนโลกนี้[10]เจ้าของตัฟซีรเนะมูเนะฮฺกล่าวว่า: โองการนี้บ่งบอกให้เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตในชั้นฟ้าอื่นอีกแม้ว่าปัจจุบันนักวิชาการยังไม่พบหลักฐานแน่นอนและยังไม่ได้ประเมินผลประเด็นดังกล่าวก็ตามแต่ได้ลงความเห็นคร่าวๆว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่น, แต่อัลกุรอานได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความจริงดังกล่าวว่าในท้องฟ้าอันกว้างไพศาลนี้ยังมีสิ่งมีชีวิตอื่น,อีกมากมาย[11]รายงานฮะดีซจากท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า: “บรรดาดาวทั้งหลายที่อยู่ในฟากฟ้า,ประหนึ่งเมืองต่างๆบนโลกนี้, ซึ่งแต่ละเมือง (ดาวแตะละดวงมีสัมพันธ์กับดาวดวงอื่น) มีความเกี่ยวข้องกันของแสง[12]เกี่ยวกับการบ่งชี้ของโองการดังกล่าวที่ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นนั้นจำเป็นต้องพิจารณาประเด็นต่อไปนี้1. คำว่า “สะมาอฺ” และ “สะมาวาต” ในอัลกุรอานนั้นมีหลายความหมายด้วยกันเช่น: หมายถึงด้านบน, ดาวเคราะห์ในฟากฟ้า, ชั้นบรรยากาศของพื้นโลกและ ...[13]การบ่งชี้ของโองการถึงสิ่งมีชีวิตบนดาวดวงอื่นจะถูกต้องก็ต่อเมื่อคำว่า “สะมาวาต” ในโองการที่กำลังวิพากกันอยู่ให้ความหมายว่าดาวเคราะห์แห่งฟากฟ้าขณะที่เป็นไปได้ว่าคำว่า “สะมาวาต” ในโองการข้างต้นอาจหมายถึงชั้นต่างๆของชั้นบรรยากาศที่อยู่รายลอบพื้นโลกและวัตถุประสงค์ของดาบะตินอาจหมายถึงชิ้นส่วนเล็กๆ ...
  • กรุณานำเสนอฮะดีษที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความสำคัญของการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์พร้อมกับระบุแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่?
    1863 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/03/14
    ท่านอิมามอลี(อ.)เคยกล่าวว่า “ญิฮาดคือประตูสวรรค์บานหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮ์ได้เปิดกว้างสำหรับกัลญาณมิตรของพระองค์ ญิฮาดคืออาภรณ์แห่งความยำเกรง เสื้อเกราะอันแข็งแกร่งของอัลลอฮ์ และโล่ห์ที่ไว้ใจได้ ฉะนั้น ผู้ใดที่ละทิ้งญิฮาดโดยไม่แยแส อัลลอฮ์จะทรงสวมอาภรณ์แห่งความต่ำต้อยแก่เขา อันจะทำให้ประสบภัยพิบัติ ความน่าอดสูจะกระหน่ำลงมาใส่เขา แสงแห่งปัญญาจะดับลงในใจเขา การเพิกเฉยต่อญิฮาดจะทำให้สัจธรรมผินหน้าจากเขา ความต่ำต้อยถาโถมสู่เขา และจะไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเขาอีกต่อไป ...
  • สร้อยนามหมายถึงอะไร? แล้ว “อบุลกอซิม”สร้อยนามของท่านนบีนั้นได้มาอย่างไร?
    3077 تاريخ بزرگان 2555/03/04
    ตามธรรมเนียมของชาวอรับแล้ว ชื่อที่มีคำว่า “อบู”(พ่อของ...) หรือ “อุมมุ”(แม่ของ...) นำหน้านั้น เรียกกันว่า “กุนียะฮ์” (สร้อยนาม) ในทัศนะของอรับเผ่าต่างๆนั้น ธรรมเนียมการตั้งสร้อยนามถือเป็นการยกย่องบุคคล ตัวอย่างสร้อยนาม อบุลกอซิม, อบุลฮะซัน, อุมมุสะละมะฮ์, อุมมุกุลษูม ฯลฯ[1] ศาสนาอิสลามก็ให้ความสำคัญแก่สร้อยนามเช่นกัน ฆ็อซซาลีกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า “ท่านนบี(ซ.ล.)มักจะให้เกียรติเรียกเหล่าสหายด้วยสร้อยนามเพื่อเป็นการเชื่อมสัมพันธไมตรี ส่วนผู้ที่ไม่มีสร้อยนาม ท่านก็จะเลือกสร้อยนามให้เขา และจะเรียกสร้อยนามนั้น กระทั่งผู้คนก็เรียกตามท่าน แม้กระทั่งผู้ที่ไม่มีบุตรที่จะนำมาตั้งสร้อยนาม ท่านนบี(ซ.ล.)ก็จะตั้งให้เขา ยิ่งไปกว่านั้น ท่านยังตั้งสร้อยนามแก่เด็กๆด้วย อาทิเช่นเรียกว่าอบูนั้น อบูนี้ เพื่อเชื่อมสัมพันธ์กับเด็กๆ”[2] รายงานจากอิมามริฎอ(อ.)ว่า إذا كان الرجل حاضرا فكنه و إن كان غائبا فسمه “หากจะเรียกชื่อผู้ใดต่อหน้า ให้เรียกด้วยสร้อยนามของเขา แต่หากพูดถึงลับหลังก็สามารถเรียกชื่อจริงได้”[3] นอกจากนี้ยังมีฮะดีษจากท่านนบี(ซ.ล.)ว่า السُّنَّةُ وَ الْبِرُّ أَنْ يُكَنَّى الرَّجُلُ بِاسْمِ ابْنِهِ ...
  • มีการกล่าวถึงรายชื่อบุคคลทั้งห้าในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลหรือไม่?
    1778 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/11
    ดังที่ฮะดีษบางบทกล่าวไว้ว่ารายชื่อของบุคคลทั้งห้าผู้เป็นชาวผ้าคลุม (อ.) อันประกอบด้วยท่านศาสดา (ซ.ล.), อิมามอลี (อ.), ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.), อิมามฮะซัน (อ.), อิมามฮุเซน (อ.) มีการกล่าวถึงในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลซึ่งในการถกระหว่างอิมามริฏอ (อ.) กับบาทหลวงคริสต์และแร็บไบยิวได้มีกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวด้วย ...
  • สตรีสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในโลกไซเบอร์โดยไม่ขออนุญาตจากสามีหรือไม่?
    1431 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    คำตอบของบรรดามัรยิอ์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมีดังนี้อายาตุลลอฮ์คอเมเนอี “หากไม่จำเป็นที่จะต้องครอบครองทรัพย์สินของสามีก็ถือว่าไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตแต่จะต้องคำนึงว่าการติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมส่วนใหญ่จะทำให้เกิด... หรืออาจจะทำให้ตกในการกระทำบาปซึ่งไม่อนุญาต”อายาตุลลอฮ์ซิซตานี “การติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมถือว่าไม่อนุญาต”อายาตุลลอฮ์ศอฟีกุลฟัยกานี “โดยรวมแล้วการติดต่อสื่อสารในลักษณะนี้แม้ว่าสามีอนุญาติก็ไม่ถือว่าสามารถจะกระทำได้”ฮาดาวีเตหะรานี “หากการติดต่อสื่อสารในโลกไซเบอร์อยู่ในขอบเขตที่อนุญาตและไม่เกรงที่จะเกิดบาปเป็นที่อนุญาตและไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาติจากสามี” ...
  • มนุษย์สามารถเข้าถึงเรื่องจิตวิญญาณโดยปราศจากศาสนาได้หรือไม่?
    2475 จริยธรรมทฤษฎี 2555/09/08
    รูปภาพของจิตวิญญาณสมัยที่โจทย์ขานกันอยู่ในปัจจุบัน มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับภาพทางจิตวิญญาณ ในความคิดของเราในฐานะมุสลิมหนึ่ง เนื่องจากความก้าวหน้าทางจิตวิญญาณของมุสลิมนั้น มีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับคำสอนศาสนา จิตวิญญาณทางศาสนา, วางอยู่บนพื้นฐานของการปฏิบัติตามตำแนะนำสั่งสอนของศาสนา จึงจะก่อให้เกิดสถานดังกล่าว คำแนะนำและความรู้เกี่ยวกับความจริงที่พ้นญาณวิสัย เหนือโลกวัตถุและความจริงที่วางอยู่บนพื้นฐานดังกล่าว จะพบว่ามนุษย์ในระบบของการสร้างสรรค์ มีสถานภาพพิเศษ กำลังดำเนินชีวิตไปในหนทางพิเศษ อันเป็นหนทางที่ต้องอาศัยพฤติกรรมอันเฉพาะบางอย่าง อีกนัยหนึ่ง จิตวิญญาณทางศาสนา เป็นความรู้สึกหนึ่งที่มนุษย์มีต่อข้อเท็จจริง ซึ่งจะพบว่าความรู้สึกนั้นตั้งอยู่เหนือโลกของวัตถุ ขณะเดียวกันก็วางอยู่บนข้อตกลงและเงื่อนไขอันเฉพาะ ถ้าหากพิจารณาสติปัญญาที่มีขอบเขตของจำกัด ในการรู้จักมิติต่างๆ ของการมีอยู่ของมนุษย์ การรับรู้ถึงความต้องการที่แท้จริงของเขา และในที่สุดการเลือกวิธีการต่างๆ ว่าจะดำเนินไปอย่างไร เพื่อไปให้ถึงสิ่งที่ธรรมชาติของมนุษย์ถวิลหา ดังนั้น ตรงนี้จึงไม่อาจพึงความรู้ในเชิงของเหตุผล หรือสติปัญญาได้เพียงอย่างเดียว ทว่าต้องพึ่งคำแนะนำและผู้ชี้นำทาง ซึ่งการทำความเข้าใจ และการครอบคลุมของสิ่งนั้นต้องเหนือกว่า สติปัญญา และสิ่งนั้นก็คือ วะฮฺยู ของพระเจ้า ซึ่งได้มาถึงสังคมมนุษย์โดยผ่านขบวนการของบรรดาเราะซูล ซึ่งได้แนะนำมนุษย์ให้เดินไปสู่สัจธรรมความจริงสูงสุด อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานเราะซูลลงมาคนแล้วคนเล่า ทรงทำให้ศาสนาของพระองค์สมบูรณ์ มนุษย์มีหน้าที่ตรวจสอบโดยละเอียด ในบทบัญญัติของศาสนาต่างๆ ที่มีความสมบูรณ์ที่สุด และดีที่สุดอันเป็นที่ยอมรับ ณ พระผู้เป็นเจ้า และยึดถือปฏิบัติตามศาสนานั้น แน่นอน วิธีการนี้เท่านั้นที่จะสามารถตอบสนอง ความต้องการด้านจิตวิญญาณของตน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    20776 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    15722 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    14982 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    14404 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    12420 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    12194 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    11243 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    10952 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • อิสลามมีทัศนะเกี่ยวกับการอ่านเร็วบางไหม? โปรดให้ความเห็นด้วยว่า อิสลามเห็นด้วยกับการอ่านเร็วไหมในประเด็นใด?
    10677 คำถามเบ็ดเตล็ด 2555/05/17
    การอ่านเร็ว หรือการอ่านช้าขึ้นอยู่กับบุคคลที่ค้นคว้า ส่วนคำสอนศาสนานั้นมิได้ระบุถึงประเด็นเหล่านี้ แต่สิ่งที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการอัลกุรอานคือ จงอ่านด้วยท่องทำนองอย่างชัดเจน ดังที่กล่าวว่า : "وَ رتّلِ القُرآنَ تَرتیلاً" และจงอ่านอัล-กุรอานเป็นจังหวะอย่างตั้งใจ[1] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอธิบายว่า จงอย่ารีบเร่งอ่านอัลกุรอานเหมือนกับบทกลอน และจงอย่าทิ้งช่วงกระจัดกระจายเหมือนก้อนกรวด[2] เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะอ่านอัลกุรอานจบทุกๆ สามวัน ท่านกล่าวว่า ถ้าหากฉันต้องการอ่านให้จบน้อยกว่า 3 วัน ก็สามารถทำได้ แต่เมื่ออ่านโองการเหล่านั้น ฉันจะคิดและใคร่ครวญเกี่ยวกับโองการเหล่านั้นว่า โองการเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร และถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องอะไร ในเวลาใด, ด้วยเหตุนี้ ฉันจะอ่านอัลกุรอานจบหนึ่งรอบในทุก 3 วัน[3] ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาเรื่องราวบางชนิดจึงขึ้นอยู่ผู้ศึกษา และเนื้อหาสาระที่ศึกษา บางคนสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่เขียนได้เป็นอย่างดี ส่วนบางคนอาจศึกษาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การใคร่ครวญ และการคิดขณะศึกษาและการได้รับเนื้อเรื่องอย่างถูกต้อง คำถามนี้ไม่คำตอบเป็นรายละเอียด [1] บทมุซัมมิล 4 [2] กุลัยนี,กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 614, ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    10644 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ