การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
1874
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/01/23
คำถามอย่างย่อ
เงื่อนไขถูกต้องสำหรับการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เป็นเช่นไร?
คำถาม
เงื่อนไขถูกต้องสำหรับการใช้ประโยชน์จากธรรมชาติ เป็นเช่นไร?
คำตอบโดยสังเขป

มีความแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงกับศาสนาอื่น ที่มองเห็นความต้องการของมนุษย์เพียงด้านเดียว และให้ความสนใจเฉพาะด้านวัตถุปัจจัย หรือด้านจิตวิญาณเพียงอย่างเดียว, อิสลามได้เลือกสายกลาง. เพื่อเป็นครรลองดำเนินชีวิตถูกต้องแก่ประชาชาติ โดยให้มนุษย์เลือกใช้ความโปรดปรานต่างๆ จากพระเจ้าอย่างถูกต้องและถูกวิธี ซึ่งไม่เพียงแต่จะไม่ขัดแย้งกับปัญหาด้านจิตวิญญาณและปรโลกเท่านั้น, ทว่ายังถือเป็นเส้นทางนำไปสู่การเจริญเติบโต และความผาสุกของมนุษย์อีกต่างหาก

คำตอบเชิงรายละเอียด

ศาสนาและสำนักคิดด้านภูมิปัญญาที่มีบทบาทต่อสังคมมนุษย์, ได้มีคำสั่งสอนในเชิงปฏิบัติและคำอนุญาตสำหรับการเติมเต็มความต้องการต่างๆ ของมนุษย์ และเป็นหลักประกันต่อความจำเริญผาสุกของพวกเขา

ส่วนสำนักคิดต่างๆ ที่เน้นเรื่องวัตถุปัจจัยทางโลก โดยทั่วไปแล้วจะไม่ใส่ใจต่อเรื่องจิตวิญญาณและศีลธรรม หรือโดยหลักการแล้วจะไม่มีความเชื่อเรื่องนี้ ทว่ามีความเชื่อว่าความเจริญผาสุกของมนุษย์ อยู่ที่การแสวงประโยชน์ให้ได้มากที่สุดจากความสุขทางวัตถุ, ในทางตรงกันข้ามศาสนาบางศาสนาหรือบางสำนักคิดจะวางพื้นฐานการงาน ไว้บนการอบรมสั่งสอนจิตวิญญาณของมนุษย์ให้สูงส่ง ซึ่งไม่เพียงแค่ไม่สนับสนุนการเติมเต็มด้านวัตถุปัจจัยเท่านั้น, ทว่าความเจริญผาสุกของมนุษย์นั้นคือ การห่างไกล หรือการหลีกเลี่ยงจากการแสวงหาความสุขทางโลกแห่งวัตถุปัจจัยภายนอก อีกนัยหนึ่งได้สอนให้มนุษย์ละทิ้งและปล่อยวางโลกและทุกสิ่งที่เป็นของโลกนี้,ไม่ว่าจะเป็นตำแหน่งลาภยศหรือวัตถุปัจจัยทั้งปวง, อย่างไรก็ตามความเข้าใจด้านความผาสุกของมวลมนุษยชาตินั้น ขึ้นอยู่กับโลกทัศน์ทางศาสนา การตีความของเขาเกี่ยวกับโลกและมนุษย์

เกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถกล่าวได้ว่า การให้ความสนใจทางวัตถุปัจจัยชนิดเลยเถิด และไม่มีเงื่อนไข หรือการแสวงหาความสุขต่างๆ อย่างไร้พรมแดนในเรื่องของกิเลสราคะ และความต้องการอันเป็นสัญชาติญาณของมนุษย์ ซึ่งในโลกวัตถุปัจจุบันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมตะวันตก ปฏิกิริยาความรุนแรงเมื่อต้องเผชิญกับความจำกัดต่างๆ ในนามของศาสนา ซึ่งกำหนดให้พวกเขาแสวงหาประโยชน์ทางวัตถุปัจจัยด้วยความพอดี

อิสลามมิได้สอนให้แยกปัญหาทางจิตวิญญาณออกจากโลก หรือแยกออกจากการใช้ประโยชน์จากความเมตตาของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ คำสอนต่างๆ ทางศาสนาของบรรดานักบวช และการห้ามมิให้ใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานต่างๆ ของพระเจ้า, ท่านอิมามซอดิก (.) กล่าวว่า :อัลลอฮฺ (ซบ.) ได้ประทานศาสนาแก่ศาสดานูฮฺ อิบรอฮีม มูซา และอีซา (.) อันเป็นหลักการสายกลางที่เป็นธรรมชาติยิ่ง ซึ่งไม่ใช่ทั้งนักบวช หรือพวกฤษีชีไพร หรือเป็นพวกปลีกวิเวก ทว่าในศาสนานี้ได้กำหนดให้สิ่งสะอาด เป็นที่อนุมัติ (ฮะลาล) และสิ่งสกปรกเป็นที่ต้องห้าม (ฮะรอม) และได้ปลดเปลื้องภาระอันหนักอึ้งลงจากไหล่ของบรรดาบุรุษทั้งหลาย[1]

ท่านเราะซูล (ซ็อล ) และบรรดาผู้นำผู้บริสุทธิ์ (.)  ได้ตักเตือนและกำชับอย่างหนักแน่นแก่ประชาชาติของตน เรื่องการออกห่างจากการเป็นนักบวช หรือการปลีกวิเวกออกจากสังคม เช่น :

สหายคนหนึ่งของท่านอิมามอะลี (.) ได้มาพบท่านอิมาม เพื่อร้องเรียนเรื่องน้องชายคนหนึ่งของเขา ซึ่งได้ทำตนเหมือนนักบวชกล่าวคือ เขาไม่บริโภคเนื้อสัตว์ต่างๆ, สวมใส่เสื้อผ้าสมถะ, หลีกเลี่ยงปัญหาเรื่องเพศ, และอื่นๆ .... ท่านอิมาม (.) กล่าวว่า : ให้เขามาหาฉัน และเมื่ออาซิมได้มาถึงท่านอิมามได้จ้องมองเขาด้วยใบหน้าบึ้งตึง และมีความโมหะ ท่านอิมาม (.) กล่าวกับเขาว่า : ความหายนะจงมีแด่เธอ โอ้ อาซิมเอ๋ย ทำไมเธอจึงคิดเช่นนี้ว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงทำให้ความสุขสำราญทางโลก และความโปรดปรานต่างๆ เป็นมุบาฮฺสำหรับเธอ, เธอไม่พอใจดอกหรือที่ได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น?  เบื้องพระพักตร์ของอัลลฮฺ (ซบ.) เธอเล็กยิ่งกว่าสภาพที่เธอเป็นอยู่ (จะแสดงทัศนะตัวเองออกมา) เธอไม่เมตตาสงสารลูกและภรรยาดอกหรือ? เธอคิดว่าสมควรแล้วหรือสิ่งที่สะอาดทั้งหลาย ที่อัลลอฮ (ซบ.) ทรงอนุมัติแก่เธอแล้ว เธอจะหลีกเลี่ยงและไม่สนใจในการใช้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านั้น”?[2]

อย่างไรก็ตามประเด็นที่เราจะต้องไม่ลืมเลือนไปคือ, สิ่งที่ได้รับการประณามจากโลกนี้แต่มนุษย์กับมีจิตผูกพันอยู่กับสิ่งเหล่านั้น, ในลักษณะที่ว่าทำให้มนุษย์หลงลืมหน้าที่ของตนที่มีต่อสิ่งถูกสร้างอื่น หรือมีต่ออัลลอฮฺ และเป็นสาเหตุทำให้เขาหยิ่งจองหอง, หลงลืมปรโลก, ขายศักดิ์ศรีให้แก่คนอื่น, ฟุ่มเฟือยสุลุ่ยสุหร่าย, เนรคุณ,อกตัญญู, และอื่นๆ นอกเหนือจากนี้แล้ว ถ้าหากเรายอมรับว่าโลกนี้เป็นสะพานสำหรับปรโลก และเป็นทางผ่านไปถึงยังอำนาจของพระเจ้าแล้ว เราก็จะไม่ถูกตำหนิแต่อย่างใด ขณะเดียวกันเกี่ยวกับประเด็นนี้มีรายงานจำนวนมากมายจากบรรดาอิมาม (.) ซึ่งจะหยิบยกเป็นตัวอย่างสัก 2 ตัวรายงาน ดังต่อไปนี้ :  

1. มีชายคนหนึ่งได้ประณามโลกต่อหน้าท่านอิมามอะลี (.), ท่านอิมามได้กล่าวเตือนสติเขาว่า : โลกนี้คือสถานที่พำนัก สำหรับบรรดาผู้ที่มีสัตย์จริง สถานที่ให้ความสุขสมบูรณ์สำหรับผู้ที่รู้จักโลก เป็นบ้านที่ปราศจากความต้องการสำหรับผู้ที่ตระเตรียมเสบียงไว้แล้ว เป็นสถานที่ตักเตือนสำหรับผู้ที่ต้องการคำตักเตือน เป็นสถานที่สุญูดสำหรับหมู่มิตรของอัลลอฮฺ เป็นสถานที่สรรเสริญสำหรับมวลมลาอิกะฮฺแห่งอัลลฮฺ เป็นสถานที่ลงวะฮฺยู เป็นสถานที่ทำการค้าขายของหมู่มิตรแห่งอัลลอฮฺ ซึ่งพวกเขาได้แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ และได้สวรรค์เป็นกำไรตอบแทน

2.อิบนุอบียะอฺกูบกล่าวว่า : ฉันได้กล่าวกับท่านอิมามซอดิก (.) ว่า พวกเรารักโลกนี้นี้, ท่านอิมาม (.) กล่าวกับฉันว่า วัตถุประสงค์ของเธอเกี่ยวกับโลกคืออะไร? ฉันกล่าวว่า : ฉันต้องการแต่งงาน ต้องการไปฮัจญฺ ต้องการช่วยเหลือเลี้ยงดูครอบครัว ต้องการช่วยเหลือและบริจาคแก่มิตรสหาย ท่านอิมามกล่าวว่า : สิ่งเหล่านี้มิใช่ภารกิจของโลกนี้ ทว่าเป็นภารกิจที่เกี่ยวข้องกับปรโลก.

หัวข้อเกี่ยวข้อง :

ความสุขสบายในโลกและปรโลก, 2902, (ไซต์ : 3112)

ความอุตสาหพยายามเพื่อโลกและปรโลก, 1821 (ไซต์ : 2130)



[1] กุลัยนียฺ,มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูล, อัลกาฟียฺ, เล่ม 8, หน้า 22, ฮะดีซที่ 1, ดารุลกุตุบ อัลอสลามียะฮฺ, เตหะราน, ปี 1365.

[2] อ้างแล้วเล่มเดิม, เล่ม 1,หน้า 410.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • บทบาทของผู้เป็นสื่อในการสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺคืออะไร?
    2462 เทววิทยาใหม่ 2554/06/21
    สื่อมีความหมายกว้างมากซึ่งครอบคลุมถึงทุกสิ่งหรือทุกภารกิจอันเป็นสาเหตุนำเราเข้าใกล้ชิดพระผู้อภิบาลได้ถือว่าเป็นสื่อขณะที่โลกนี้วางอยู่บนพื้นฐานของระบบเหตุและผล,สาเหตุและสิ่งเป็นสาเหตุ, ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการชี้นำมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์, ดังเช่นที่ความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายบรรลุและดำเนินไปโดยปัจจัยและสาเหตุทางวัตถุ, ความเมตตาอันล้นเหลือด้านศีลธรรมของพระเจ้า, เฉกเช่นการชี้นำทาง, การอภัยโทษ, การสอนสั่ง, ความใกล้ชิดและความสูงส่งของมนุษย์ก็เช่นเดียวกันวางอยู่บนพื้นฐานของระบบอันเฉพาะเจาะจงซึ่งได้ถูกกำหนดสำหรับมนุษย์แล้วโดยผ่านสาเหตุและปัจจัยต่างๆแน่นอนถ้าปราศจากปัจจัยสื่อและสาเหตุเหล่านี้ไม่อาจเป็นไปได้แน่นอนที่มนุษย์จะได้รับความเมตตาอันล้นเหลือจากพระเจ้าหรือเข้าใกล้ชิดกับพระองค์อัลกุรอานหลายโองการและรายงานจำนวนมากมายได้แนะนำปัจจัยและสาเหตุเหล่านั้นเอาไว้และยืนยันว่าถ้าปราศจากสื่อเหล่านั้นมนุษย์ไม่มีวันใกล้ชิดกับอัลลอฮฺได้อย่างแน่นอน ...
  • เราสามารถทำงานในร้านที่ผลิตหรือขายอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อสุกรได้หรือไม่?
    511 ข้อมูลน่ารู้ 2557/03/04
    บรรดามัรญะอ์ตักลี้ด (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต่างก็ไม่อนุญาตให้ทำงานในสถานประกอบการที่จัดจำหน่ายสิ่งฮะรอม (ไม่อนุมัติตามหลักอิสลาม) ฉะนั้น หากหน้าที่ของท่านคือการจัดจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นการเฉพาะ งานดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งฮะรอม ส่วนกรณีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่มีข้อห้ามประการใด อย่างไรก็ดี สามารถสัมผัสอาหารฮะรอมตามที่ระบุในคำถามได้ (โดยไม่บาป) แต่หากสัมผัสขณะที่ร่างกายเปียกชื้น จะต้องชำระล้างนะญิส (มลทินภาวะทางศาสนา) ด้วยน้ำสะอาดตามที่ศาสนากำหนด ...
  • แถวนมาซญะมาอะฮฺควรตั้งอย่างไร? การเคลื่อนในนมาซทำให้บาฎิลหรือไม่?
    2055 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/21
    เกี่ยวกับคำถามของท่านในเรื่องการจัดแถวนมาซญะมาอะฮฺมีกล่าวไว้แล้วในหนังสือฟิกฮต่างๆ :1. มะอฺมูมต้องไม่ยืนล้ำหน้าอิมามญะมาอะฮฺ[1]2. มุสตะฮับถ้าหากมะอฺมูม,เป็นชายเพียงคนเดียว, ให้ยืนด้านขวามือของอิมามญะมาอะฮฺ[2], และเป็นอิฮฺติยาฏวาญิบให้ยืนถอยไปด้านหลังของอิมามญะมาอะฮฺแต่ถ้ามีมะอฺมูมหลายคนให้ยืนด้านหลังของอิมามญะมาอะฮฺ[3]ดังนั้นโดยทั่วไปของเรื่องนี้ต้องการให้แต่ละคนจากมะอฺมูมคนที่ 1 และ 2 ปฏิบัติหน้าที่ของตนส่วนคำตอบสำหรับคำถามที่ว่ามะอฺมูมคนที่สองเป็นสาเหตุทำให้มะอฺมูมคนแรกต้องเคลื่อนที่ในนมาซญะมาอะฮฺอันเป็นสาเหตุทำให้นมาซของเขาบาฏิลหรือไม่นั้น, ต้องกล่าวว่า: การกระทำใดก็ตามที่ทำให้รูปแบบของมนาซต้องสูญเสียไปถือว่านมาซบาฏิล, เช่นการกอดอกหรือการกระโดดและฯลฯ[4]มัรฮูมซัยยิดกาซิมเฎาะบาเฏาะบาอียัซดีกล่าวว่า[5]ขณะนมาซ,ถ้าได้เคลื่อนเพื่อหันให้ตรงกับกิบละฮฺ[6]ถือว่าถูกต้อง,แม้ว่าจะถอยไปสองสามก้าวหรือมากกว่านั้น, เนื่องจากการเคลื่อนเพียงเท่านี้ไม่นับว่าเป็นอากับกริยาเพิ่มในนมาซทั้งที่มิได้มีการเคลื่อนมากมายและไม่ถือเป็นการทำลายรูปลักษณ์ของนมาซหรือเคลื่อนมากไปกว่านั้นก็ยังไม่ถือว่าทำลายรูปลักณ์ของนมาซอยู่ดีด้วยเหตุนี้มีรายงานอนุญาตให้กระทำเช่นนั้นด้วย[7]ดังนั้นในนมาซญะมาอะฮฺ, ถ้ามีการเคลื่อนเล็กน้อยเพื่อจัดระเบียบแถวนมาซญะมาอะฮฺหรือเพื่อเปิดทางให้คนอื่นได้มีโอกาสร่วมนมาซญะมาอะฮฺถือว่าไม่เป็นไรคำตอบเดียวกันโปรดพิจารณาหนังสือจากสำนักมัรญิอฺตักลีดต่างๆเช่น:สำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺมะการิมชีรอซียฺ:การกระทำลักษณะดังกล่าวถือว่าไม่เป็นไรแต่มีเงื่อนไขว่าขณะที่มะอฺมูมถอยมาด้านหลังมิใช่ช่วงที่อิมามกำลังกล่าวซิกรฺสำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺบะฮฺญัต:โดยทั่วไปอนุญาตให้มะอฺมูมยืนอยู่ในระดับเดียวกันกับอิมามแม้ว่าอิฮฺติยาฏเป็นการดีกว่าให้อิมามยืนออกหน้าเล็กน้อยสำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺฟาฎิลลันกะรอนียฺ:การตามที่ถือว่าถูกต้องและเป็นมุสตะฮับกรณีที่มะอฺมูมมีเพียงคนเดียวให้ถือปฏิบัติไปเช่นนั้นแต่ถ้ามะอฺมูมมีหลายคนทั้งหมดต้องยืนด้านหลังอิมามญะมาอะฮฺ[1]บรรดาฟุกะฮากลุ่มหนึ่งแสดงทัศนะว่าแม้การยืนพอดีกับอิมามญะมาอะฮฺก็ไม่อนุญาต : เตาฎีฮุลมะซาอิลมะรอญิอฺเล่ม 1,หน้า 781 และ 782 , ปัญหาข้อ 1432[2]ฟุกะฮาบางท่านได้เน้นถึงมุสตะฮับข้อนี้เอาไว้และกล่าวไว้ในริซาละฮฺของตน[3]อัลวะซีละฮฺอิลานัยลิลฟะฎีละฮฺหน้า 107, ญามิอฺอับบาสซีวะตักมีลออน (มะฮฺชี) เล่ม 1, หน้า 96[4]อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 628, ปัญหาข้อที่ 1151[5]ซัยยิดมุฮัมมัดกาซิมเฏาะบาเฏาะบาอียัซดี, คำถามตอบ, หน้า 47 (ซีดีจากญามิอฺอัลฟิกฮฺ)[6]หันให้ตรงกับกิบละฮฺ[7]วะซาอิลุชชีอะฮฺ, เล่ม 4, หน้า 1279, รายงานบทที่ 1 และเล่มที่ 5, หน้า 443, บทที่ ...
  • การทำหมันแมวเพื่อป้องกันมิให้จรจัด แต่ก็มีผลกระทบไม่ดีด้านความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม ฮุกุ่มเป็นอย่างไรบ้าง?
    2410 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    สำนักฯพณฯท่านผู้นำอายะตุลลอฮฺอัลอุซมาคอเมเนอี (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่าน):ถ้าหากเป็นการการล่วงละเมิดหรือทำร้ายสัตว์ถือว่าไม่อนุญาตสำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺอัลอุซมามะการิมชีรอซียฺ (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่าน):ถ้าหากการกระทำเช่นนั้นเป็นสิ่งจำเป็นที่เลี่ยงไม่ได้ถือว่าไม่เป็นไรคำตอบของท่านอายะตุลลอฮฺฮาดะวีเตหะรานนียฺ(ขอความจำเริญจงประสบแด่ท่าน) ตอบว่า:ถ้าหากการกระทำเช่นนี้มิได้เป็นการทำร้ายสัตว์และถือว่ามีความจำเป็นด้วยแล้วถือว่าไม่เป็นไร ...
  • เกี่ยวกับวิลายะฮฺที่มีเหนือมุอฺมิน ซึ่งอยู่ในอำนาจของอะอิมมะฮฺ, ท่านมีทัศนะอย่างไร?
    1814 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/01/23
    คำตอบของท่านอายะตุลลอฮฺ มะฮฺดี ฮาดะวี เตหะรานนี (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครอง) มีรายละเอียดดังนี้ :บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) มีวิลายะฮฺทั้งวิลายะฮฺตักวีนีและตัชรีอียฺเหนือบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย แต่การปฏิบัติวิลายะฮฺขึ้นอยู่กับความเหมาะสม ...
  • ถ้าหากบนผิวหนังมีจุด่างดำ หรือสีน้ำตาล สามารถผ่าตัด หรือยิงเลเซอร์ได้ไหม ถ้าสามียินยอม?
    2541 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    ทัศนะของมัรญิอฺตักลีดบางท่านเกี่ยวกับการผ่าตัดจุดด่างดำปานบนผิวหนังด้วยการยิงเลเซอร์เช่นสำนักฯพณฯท่านผู้นำอายะตุลลอฮฺอัลอุซมาคอเมเนอี (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่าน):ถ้าหากว่าไม่มีการสัมผัสหรือมองที่ฮะรอมและไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงตามมาไม่เป็นไรสำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺอัลอุซมาซิตตานียฺ (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่าน):ถ้าหากการผ่าตัดนั้น (ลำบากนาน) ไม่เป็นไรสำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺอัลอุซมามะการิมชีรอซียฺ (ขออัลลอฮฺทรงคุ้มครองท่าน):กรณีที่ไม่ผสมผสานกับฮะรอมหรือไม่มีอันตรายจากผลข้างเคียงอย่างอื่นโดยตัวของมันไม่เป็นไร, แต่ถ้ามีฮะรอมร่วมปนอยู่ด้วย (เช่นการสัมผัสการมองของแพทย์) เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้นอนุญาตให้ทำได้ ...
  • ทำไมอิมามฮุซัยน (อ.) จึงไม่ลุกขึ้นยืนในสมัยของมุอาวิยะฮ ?
    2662 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.) 2554/03/08
    สำหรับคำตอบที่ว่าเพราะเหตุใดท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) จึงไม่ลุกขึ้นยืนต่อสู้ในสมัยมุอาวิยะฮฺนั้นสามารถกล่าวได้ว่าอาจเป็นเพราะประเด็นเหล่านี้ :1. เป็นเพราะการให้เกียรติและเคารพในสนธิสัญญาของพี่ชายและอิมามของท่านท่านอิมามฮะซันมุจญฺตะบา(อ.) ซึ่งท่านได้ทำสนธิสัญญาฉบับนี้กับมุอาวิยะฮฺและมุอาวิยะฮฺเองแสร้งให้เกียรติสนธิสัญญาดังกล่าวนั้น2. มุอาวิยะฮฺหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าด้วยเลือดกับอิมามฮุซัยนฺ (อ.) เนื่องจากเกียรติยศศักดิ์ศรีและชาติตระกูลของอิมามที่สูงส่งกว่าประกอบคำทำนายของท่านนบีมุฮัมมัด (ซ็อลฯ) ที่ว่าราชวงศ์อุมัยยะฮฺต้องล่มสลายหลังจากชะฮาดัตของท่นอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ซึ่งมุอาวิยะฮฺพยายามหลีกหนีความจริงข้อนี้นอกจากนั้นแล้วเขายังได้สั่งเสียงให้ตนในตระกูลหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าดังกล่าวด้วยแต่ยะซีดในฐานะที่เป็นคนหยิ่งผยองเมาสุราเป็นนิจศีลเขาจึงไม่ได้ปฏิบัติตามคำสั่งเสียของบิดาของเขาฉะนั้นตั้งแต่วันแรกที่ขึ้นปกครองเขาได้ประกาศการเผชิญหน้ากับท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) และขีดเส้นตายว่าต้องสังหารท่านอิมามให้จงได้3. มุอาวิยะฮฺเป็นนักการเมืองที่มีฝีมือและชาญฉลาดดูจากภายนอกเหมือนเป็นผู้รักษาระเบียบและข้อบังคับของอิสลามแต่ยังสามารถปกปิดความเลวร้ายภายในที่เขาได้สร้างขึ้นต่อหน้าสาธารณชนได้เป็นอย่างดีเรียกว่าเป็นคนที่มากด้วยเล่ห์เพทุบายขณะยะซีดในฐานะที่เป็นคนหนุ่มและขาดประสบการณ์และดำเนินชีวิตไปในทางเสียหายมากด้วยราคะและชอบเล่นกับลิงและสุนัขใช้ชีวิตแบบคนโง่เขลาทั่วไปซึ่งไม่มีผู้ใดปฏิเสธได้เลยถึงพฤติกรรมที่ชั่วร้ายของเขาดังนั้นการนิ่งเงียบของอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ต่อพฤติกรรมชั่วร้ายของเขาถือว่าเป็นการยืนยันและสนับสนุนความชั่วของเขาและนั้นหมายถึงการทำลายรากของศาสนาอิสลามใหสิ้นไป4. แต่อิมาม (อ.) ได้ลุกขึ้นต่อสู้ในสมัยของมุอาวิยะฮฺเป็นไปได้ที่มุอาวิยะฮฺจะทำลายขบวนการของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ให้จบลงอย่างง่ายดายด้วยวิธีการและอำนาจที่มีอยู่ในมือขณะนั้นเขาต้องโฆษณาอย่างกว้างขวางว่าตนเป็นฝ่ายถูกต้องแต่เราจะพบว่ายะซีดไร้ความสามารถในการทำลายเป้าหมายของอาชูรอสิ่งที่เขาได้กระทำลงไปมันละลายหายไปหมดสิ้น5.การขาดการสนับสนุนอย่างจริงใจจากประชาชนสำหรับอิมาม (อ.) ในสมัยของมุอาวิยะฮฺซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญ ขณะที่ในสมัยของยะซีด,จะเห็นว่ามีจดหมายนับพันฉบับจากประชาชนชาวกูฟะฮฺที่ส่งมาเชิญท่านอิมาม (อ.) และพวกเขาพร้อมให้การสนับสนุนการยืนหยัดต่อสู้ของท่านอิมามดังนั้นถ้าอิมาม (อ.) ไม่เข้าไปในอิรักเพื่อปฏิบัติตามคำเรียกร้องในทัศนะของประชาชนก็จะกล่าวว่าอิมามกลัวตายหรือท่านอิมามไม่แยแสต่อความเลวร้ายหรือการอธรรมและอาชญากรรมที่พวกอุมัยยะฮฺได้ก่อขึ้น อีกด้านหนึ่งท่านอิมามไม่ใส่ใจต่อเสียงเรียกร้องของประชาชนซึ่งทั้งหมดเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ไม่อาจทดแทนได้] ...
  • ในวันอีดกุรบาน สามารถจะเชือดสัตว์กุรบานที่เขาหักได้หรือไม่?
    2333 สิทธิและกฎหมาย 2555/03/04
    หากกุรบานในที่นี้หมายถึงการเชือดกุรบานในพิธีฮัจย์ที่ต้องกระทำในวันอีดกุรบาน ณ แผ่นดินมินา อุละมาส่วนใหญ่ให้ทัศนะไว้ว่า หากสัตว์ที่จะนำมาเชือดกุรบานมีเขาแต่เดิมอยู่ ทว่าปัจจุบันไม่มี หรือหักไป สามารถนำมาเชือดกุรบานได้[1] เว้นแต่ว่าเขาภายในหักหรือถูกตัดไป ในกรณีนี้จะทำให้กุรบานไม่ถูกต้อง แต่หากเขาภายนอกหักถือว่าไม่เป็นไร[2] ส่วนการเชือดกุรบานนอกพิธีฮัจย์ที่เหนียตกระทำเพื่อผลบุญในเชิงมุสตะฮับนั้น หากจะเชือดสัตว์ที่เขาหักก็ไม่มีปัญหาใดๆ อย่างไรก็ดี เราได้สอบถามปัญหานี้จากสำนักงานของมัรญะอ์ตักลี้ดท่านต่างๆได้ความดังนี้ อายะตุลลอฮ์คอเมเนอี,ซีสตานี, มะการิมชีรอซี : ไม่มีปัญหาใดๆ อายะตุลลอฮ์ศอฟี โฆลพอยฆอนี: สามารถกระทำได้ อินชาอัลลอฮ์ ขอพระองค์ทรงตอบรับ คำถามนี้ไม่มีคำตอบเชิงรายละเอียด [1] ผู้ที่มีทัศนะเช่นนี้ได้แก่ อายะตุลลอฮ์.. อะรอกี, ศอฟี, บะฮ์ญัต, ตับรีซี, คูอี, ซีสตานี ดู: มะฮ์มูดี,มุฮัมมัด ริฎอ, บทบัญญัติฮัจย์(พร้อมภาคผนวก),หน้า 497,สำนักพิมพ์มะอ์ชัร,เตหราน,ฮ.ศ.1429 [2] อิมามโคมัยนี,ซัยยิดรูฮุลลอฮ์,บทบัญญัติฮัจย์,หน้า 258 ...
  • เราสามารถที่จะทำน้ำนมาซหรืออาบน้ำยกฮะดัษทั้งที่ได้เขียนตาไว้หรือไม่?
    1673 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    ในการทำน้ำนมาซหรือการอาบน้ำยกฮะดัษจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆที่จะสกัดกั้นมิให้น้ำไหลถึงผิวได้ดังนั้นหากได้เขียนในวงขอบตาการอาบน้ำนมาซและการอาบน้ำยกฮะดัษถือว่าถูกต้องแต่ถ้าหากได้เขียนบริเวณรอบตาหรือบริเวณคิ้วก็จะต้องพิจารณาว่ามีความหนาแน่นถึงขั้นสกัดมิให้น้ำเข้าไปถึงบริเวณที่จะต้องทำน้ำนมาซหรือการอาบน้ำยกฮะดัษหรือไม่?เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่บรรดาฟุกะฮาอ์มีทัศนะเอกฉันท์จึงขอยกคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวของท่านอายาตุลลอฮ์บะฮ์ญัตมาณที่นี้“หากได้เขียนบริเวณรอบนอกของดวงตาและที่เขียนตามีความมันจนคนทั่วไปเชื่อว่าจะสกัดกั้นมิให้น้ำเข้าถึงและมั่นใจว่าเขียนขอบตาก่อนที่จะทำการอาบน้ำยกฮะดัษจะต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหม่”[1][1]บะฮ์ญัต, มุฮัมหมัดตะกี, การวินิจฉัย, เล่มที่ 1,สำนักพิมพ์ท่านอายาตุลลอฮ์บะฮ์ญัต, กุม, พิมพ์ครั้งที่ 1, 1428 ฮ.ศ. ...
  • ในกุรอานมีกี่ซูเราะฮ์ที่มีชื่อเหมือนบรรดานบี?
    13602 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/03/04
    ในกุรอานมีหกซูเราะฮ์ที่มีชื่อคล้ายบรรดานบี ได้แก่ ซูเราะฮ์นู้ห์, อิบรอฮีม, ยูนุส, ยูซุฟ, ฮู้ด และ มุฮัมมัด อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของฮะดีษบางบททำให้นักอรรถาธิบายกุรอานเชื่อว่า ซูเราะฮ์บางซูเราะฮ์อย่างเช่น ฏอฮา[1], ยาซีน[2], มุดดัษษิร[3], มุซซัมมิ้ล[4] หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) จึงอาจจะจัดได้ว่าซูเราะฮ์ต่างๆข้างต้นถือเป็นซูเราะฮ์ที่มีชื่อเหมือนบรรดานบีได้เช่นเดียวกัน คำถามนี้ไม่มีคำตอบเชิงรายละเอียด [1] มะการิม ชีรอซี,นาศิร,ตัฟซี้รเนมูเนะฮ์,เล่ม 13,หน้า 157,ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เตหราน,ปี 1374 [2] เพิ่งอ้าง,เล่ม 18,หน้า 315 [3] ฮุซัยนี ฮะมะดอนี,มุฮัมมัด ฮุเซน, รัศมีอันเจิดจรัส,เล่ม 17,หน้า 174,ลุฏฟี,เตหราน,ฮ.ศ.1404 [4] เพิ่งอ้าง,เล่ม 17,หน้า 149 ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    23355 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    18707 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    17945 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    17908 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    17061 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    15657 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    15514 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    15119 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    15050 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    14768 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ