การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
6280
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/04/07
คำถามอย่างย่อ
จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
คำถาม
จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
คำตอบโดยสังเขป

1.พหุนิยมหมายถึง ความมากมายในหลายชนิด ทั้งในทางปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและว่า ... ซึ่งทั้งหมดมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ทั้งหมดเหล่านี้อย่างเป็นทางการในนามของการรู้จักในความหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นหนึ่งเดียว หรือความจำกัดในความเป็นหนึ่งเดียว

พหุนิยมทางศาสนา หมายถึงการไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเฉพาะพิเศษ การได้รับผลประโยชน์ของทุกศาสนาจากความจริงและการช่วยเหลือให้รอด

2. พหุนิยม อาจได้รับการพิจารณาในหมู่ศาสนาต่างๆ หรือระหว่างนิกายต่างๆ ในศาสนาที่มีอยู่ก็ได้

3. ในความคิดของเราชาวมุสลิมทั้งหลาย พหุนิยมถูกปฏิเสธก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ในศาสนาอิสลามมีเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ในลักษณะที่ว่าในศาสนาอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องพอเหมือนกับศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ คัมภีร์แห่งฟากฟ้า (อัลกุรอาน) ยังไม่มีการบิดเบือนหรือสังคายนาใดๆ ทั้งสิ้น และความสมบูรณ์ของศาสนาอิสลามก็เท่ากับว่าได้ยกเลิกคำสอนของศาสนาอื่นไปโดยปริยาย

4. การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา ซึ่งหนึ่งในหลักการพื้นฐานของสิ่งนั้นคือ อรรถปริวรรตศาสตร์ และอีกประการหนึ่งคือการรู้จักต่างๆ ในศาสนาและการวิจัย ซึ่งผู้ที่เชื่อถือเขาต่างเชื่อว่าผลทั้งหมดของการเริ่มต้น และก่อนการรู้ของนักอรรถาธิบายขณะที่มีความเข้าใจเนื้อหา การตีความหลากหลายของศาสนามีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งทัศนะที่สำคัญที่สุดคือทัศนะ Shlayr Makhr, Dyltay, Heidegger และ Gadamer

5. ถึงแม้ว่าหัวข้อการสนทนาอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) จะเป็นหัวข้อใหม่ทันสมัยในทางปรัชญาของศาสนา ซึ่งเป็นผลจากการอภิปรายของตะวันตก แต่มีการตีความและแปลความหมายและความเข้าใจเนื้อความ คล้ายศาสตร์บางประเภทในอิสลาม เช่น วิชาอุซูล

6. แนวทางที่กล่าวถึงในแง่ของเงื่อนไขที่จำเป็น เนื่องจากเงื่อนไขและมาตรฐานการตีความ ไม่อาจตัดสินระหว่างความหลากหลายในศาสนา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงความสัมพันธ์ในการทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

7.หัวข้อเรื่องอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) และพหุนิยม เป็นสองหัวข้อที่แยกจากกันโดยละเอียด แต่หนึ่งในแนวคิดของพหุนิยมและอรรถปริวรรตศาสตร์ก็คือ สามารถเป็นตัวกลางระหว่างสองหัวข้อกล่าวคือ ความหลากหลายของการตีความที่มาจากความเข้าใจเดียวกัน, และการเกิดขึ้นของศาสนาที่แตกต่างกัน

8.ปัญหาของแนวคิดดังกล่าวนี้คือ ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องของทุกการตีความได้ และโดยความเป็นจริงแล้วความเข้าใจของมนุษย์ทุกคน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และความเข้าใจ ซึ่งการความเข้าใจนั้นมีหลักอยู่ที่ การเอาใจใส่ถานะของผู้พูดและผู้เขียนระบบคำศัพท์และภาษาที่เขาได้เลือก (อารมณ์ขัน,) และการที่ผู้พูดมีความประสงค์จริงในความเข้าใจอันเฉพาะ

คำตอบเชิงรายละเอียด

ส่วนพหุนิยม (Pluralism) หมายถึงความหลากหลาย (พหูพจน์) ซึ่งใช้ในพื้นที่ต่างๆ ในปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและ ...มีการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันซึ่งจุดร่วมของทั้งหมดอยู่ที่การรู้จักในความหลากหลาย, ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นเอกภาพ หรือการจำกัดความ การผูกขาด (Exclusivism) เป็นต้น[1]

แต่พหุนิยมทางศาสนา (Religious Pluralism) หมายถึง ความจริงและความถูกต้องที่ไม่ได้จำกัดพิเศษเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, เนื่องจากทุกศาสนาได้รับประโยชน์จากความจริง ดังนั้น การปฏิบัติตามโปรแกรมของของศาสนาใดศาสนาหนึ่งพวกเขาก็สามารถได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นได้ ด้วยเหตุนี้ บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ การพิพาทกันระหว่างความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง ที่เกิดขึ้นระหว่างศาสนาต่างๆ, ถูกเปลี่ยนจากการเป็นปฏิปักษ์ การโต้เถียง และการวิวาทกันทางศาสนาให้มีความสอดคล้อง และการเป็นห่วงเป็นใยเอาใจใส่ต่อกันและกัน[2]

ประวัติโดยย่อของพหุนิยมทางศาสนา

พหุนิยมทางศาสนาได้เกิดครั้งแรกในคริสต์ศาสนาในทศวรรษที่ผ่านมา โดย จอห์น เฮก (เกิด ค.ศ. 1922) เขาเป็นผู้วางแผนและได้ส่งเสริมให้เกิดขึ้น เขากล่าวว่า:

ในทัศนะของ ปรากฏการณ์วิทยา นิยามที่ว่าความหลากหลายทางศาสนา (ศาสนาจำนวนมาก) ในรูปคำง่ายๆ หมายถึงความจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ของศาสนาคือ การแสดงแบบฉบับอันหลายหลากเป็นจำนวนมากของแต่ละประเภทเหล่านั้น ในทัศนะของปรัชญา นิยามดังกล่าวคือการสังเกตทางทฤษฎี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีต่างๆ การอ้างอิง และการแข่งขันกับพวกเขา

คำนิยามนี้ หมายถึงทฤษฎีที่ว่า ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก,ได้ประกอบขึ้นโดยการรับรู้ที่แตกต่างกันจากความจริงสุดท้าย  ในความลึกลับแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์"[3] และในที่อื่น ๆ กล่าวว่า :

“ศาสนาที่แตกต่างกัน, เป็นกระแสที่แตกต่างกันของประสบการณ์ทางศาสนา ซึ่งแต่ละจุดนั้นอยู่ในระดับอันเฉพาะเจาะจง ที่เริ่มต้นขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และตัวการที่รู้แจ้งด้วยปัญญาของตน ก็จะถูกกู้คืนในบรรยากาศของวัฒนธรรม.[4]"

พหุนิยมในศาสนา อาจเป็นไปได้ที่จะได้รับการพิจารณาระหว่างศาสนาด้วยกัน ในลักษณะที่ว่าทุกศาสนานั้นถูกต้อง หรือทุกศาสนาต่างได้ประโยชน์จากความจริงทั้งสิ้น หรืออาจเป็นไปได้ที่ว่าในศาสนานั้น อาจแบ่งออกเป็นนิกายต่างๆ และแต่ละนิกายนั้นต่างเป็นเจ้าของความจริงทั้งสิ้น เช่น นิกายซุนนียฺ และชีอะฮฺเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ภายในศาสนาอิสลาม และแต่ละนิกายจะแนะนำตัวเองว่าเป็นอิสลามบริสุทธิ์ แต่ทัศนะของพหุนิยมแล้วทั้งสองนิกายสามารถวางอยู่บนความถูกต้อง หรือกล่าวได้ว่าการได้รับประโยชน์จากความจริง มีอยู่ทั้งสองนิกายก็ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พหุนิยมทางศาสนา สามารถแบ่งออกเป็นความหลากหลายภายนอกและภายในศาสนา

หลักการและวิธีการของพหุนิยมทางศาสนา

สำหรับพหุนิยมทางศาสนา ได้สร้างหลักการต่างๆ ซึ่งจะขอกล่าวถึงบางประการดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

วิธีการที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง "แก่นแท้ของศาสนา" และ "ความจริงศาสนา" โดยให้สาระสำคัญไปที่แก่นและสมองของศาสนา โดยไม่ต้องใส่ใจต่อความจริงต่างๆ ของศาสนา ซึ่งโดยปกติแล้วในวิธีการนี้ หลักการสอน พิธีกรรม และประเพณีภายนอกของพวกเขา จะถือว่าอยู่ในฐานะของความจริงและเป็นเปลือกนอกของศาสนาเท่านั้น

วิธีที่ 2 : คำอธิบายนี้จะเน้นเรื่อง ประสบการณ์แห่งวะฮฺยู และประสบการณ์ทางศาสนา และโดยทั่วไปแล้วจะลดพื้นฐานของศาสนาเข้าไปในระดับประสบการณ์ทางศาสนาเท่านั้น ซึ่งประสบการณ์ทางศาสนาจะอยู่พร้อมกับการรายงาน และการอธิบาย ด้วยเหตุผลที่ว่ามีภารกิจอื่นมากมาย ได้สอดแทรกเข้ามา เช่น ค่าเริ่มต้นต่าง ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และการรู้จักสิ่งเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดความหลากหลาย ดังนั้น ในความเป็นจริงก็เท่ากับเป็นการฉายภาพประสบการณ์ทางศาสนาเดียวกัน ในรูปแบบของวัฒนธรรมหลากหลาย .

วิธีที่ 3 : การอ่าน, คือวิธีการที่มนุษย์เหมือนจริง และเชื่อว่าศาสนาควรให้ความสำคัญและเน้นย้ำ เหนือภารกิจธรรมดาอันเป็นจุดร่วมในโลกนี้ และพิจารณาสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตอันเป็นส่วนรวมเดียวกัน ที่สำคัญบทวิภาษธรรมดานั้นควรเก็บรักษาไว้เพื่อตัวเอง

วิธีที่ 4 : ทุกศาสนามีสาส์นอันเดียวกัน และด้วยการวิเคราะห์เล็ก ๆ น้อยๆ  ก็จะสามารถปลดเปลื้องความแตกต่างออกไปได้ ในความเป็นจริงแล้วความแตกต่างทางศาสนา เกิดจากความแตกต่างในการตีความ และความแตกต่างกันของภาษา ซึ่งสิ่งนี้ไม่จริง

วิธีที่ 5 : วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างความจริง "ในตัวของมัน”และความจริง "ที่อยู่กับเรา" เป็นจริง "ด้วยตนเอง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการรับรู้โดยสมบูรณ์ในสิ่งนั้น จะไม่มีอยู่ ณ ผู้ใด ที่สำคัญความคิดของเราไม่สามารถไปถึงสิ่งนั้นได้ด้วย  แต่สถานะของความจริงที่ว่านั้นมีอยู่ ณ เรา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นความเป็นจริง แต่เนื่องจากว่าศาสนาได้เผชิญกับมนุษย์ และด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับได้เทมันในกรอบของวัฒนธรรมที่มีความแตกต่าง ศาสนาจึงเกิดความหลากหลายขึ้นมา นอกจากนี้ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พระจึงประทานสาส์นของพระองค์อันมีความเหมาะสม ไว้ในภายในวัฒนธรรมของทุกเชื้อชาติ และทุกยุคสมัย

แต่ละวิธีการที่กล่าวมานั้น สิ่งที่อยู่ในขอบเขตที่สามารถกล่าวได้ในช่วงนี้ก็คือ : การวิจารณ์และการพิจารณาอย่างจริงจังที่มีต่อของพวกเขา แม้ว่าบางวิธีการ (วิธีแรก ... ) อาจจะเป็นไปได้ว่ามีการตีความถูกต้อง แต่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในตำราที่เกี่ยวกับอีก

วิธีที่ 6 : วิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีของ อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ตีความเป็นสิ่งสำคัญ และเชื่อในผลของการเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ และความรู้ก่อนของที่ผู้ที่จะตีความในช่วงเวลาที่จะทำความเข้าใจในข้อความ จากทัศนะของวิธีการนี้ ผู้เขียนและผู้พูดในฐานะของผู้ออกความเห็น ซึ่งเขาจะสูญเสียสถานะของการเป็นผู้เขียนของตน หลังจากได้อธิบายข้อความแล้ว บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ประโยคด้วยตัวของมันแล้วมิใช่ความเข้าใจของสิ่งใด ทว่าผู้ตีความต่างหากที่ได้ถ่ายทอดความรู้เบื้องต้น การเริ่มต้นของตน และจิตวิญญาณของความหมายเข้าไปในกายวิภาคศาสตร์ หรือประโยคนั้น อีกนัยหนึ่ง ความหมายที่มีอยู่ภายในของประโยคหนึ่ง เหมือนกับขี้ผึ้ง ซึ่งความคิดของผู้ตีความต่างหาก ได้ถ่ายทอดโครงสร้างการรู้จักและความรู้ของตน ให้มีรูปร่างและรูปแบบอันเฉพาะ ดังนั้น ประโยคจึงมิได้หมายถึงการคุมกำเนิดทางความหมาย แต่ทว่ามันต้องการความหมายอย่างละเอียด และความหมายนี้ผู้ตีความและผู้ฟังต้องถ่ายทอดออกมาในรูปประโยค[5]

ข้อทักท้วงวิธีนี้  : วิธีที่ 6 เป็นแนวร่วมกันระหว่างพหุนิยมและอรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งมีข้อบกพร่องอยู่โดยจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องบางอย่าง เช่น  :

ระบบความเข้าใจของมนุษย์จะตามกฎของการสนทนา ซึ่งบรรดาปวงผู้มีสติทั้งหลายบนโลกนี้ จะตามหลักการของการเจรจาและความเข้าใจ ขบวนการของความเข้าใจและการทำความเข้าใจจะมีหลักการเช่น : ใส่ใจต่อสถานการณ์ผู้พูดและผู้เขียน, ระบบคำศัพท์ของเขา,ภาษาที่เขาได้เลือกในการอธิบาย (อารมณ์ขัน, เป็นสัญลักษณ์อย่างจริงจัง หรือ... ) และหลักการนี้เองที่ผู้พูดมีวัตถุประสงค์ในความเข้าใจอันเฉพาะเจาะจง โดยให้ความมั่นใจในประโยคของตน ซึ่งทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบจากคำสั่งนั้น แน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างของข้อความขึ้นอยู่กับหลักฐานและสถานการณ์ ควรจะพยายามที่จะเข้าใจมัน ขณะที่ตัวบทของศาสนามีทั้งสิ่งที่มายกเลิก และสิ่งที่ถูกยกเลิก, มีทั้งสิ่งทั่วไปและเฉพาะเจาะจง,มีความกว้างและมีเงื่อนไข และ .. ฉะนั้น จะต้องมีความระมัดระวัง และต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของมัน ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจข้อความหนึ่ง, จะต้องมีค่าเริ่มต้น เช่น เข้าใจภาษาของผู้เขียน เครื่องหมายที่บ่งบอกสภาพ คำพูด และ ... แต่ก็ยังมีค่าเริ่มต้นอื่นอีกซึ่งจะทำให้ผู้ฟังห่างไกลจากความเข้าใจในตัวบท ดังนั้นจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมิให้สิ่งเหล่านั้น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับในการทำความเข้าใจกับตัวบท

การวิจารณ์ทฤษฎีของพหุนิยม

ผ่านไปแล้วสำหรับมุมมองในแง่ของการวิจารณ์ ที่มีต่อวิธีการต่างๆ ของพหุนิยมทางศาสนา จำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษตามความเชื่อของเราชาวมุสลิมทั้งหลายว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนและเข้ากันได้ดีกับสติปัญญาเกี่ยวกับความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ซึ่งการมีหลักฐานและเหตุผลเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องว่าศาสนาทั้งหมดเท่าเทียมกัน และเหมือนกันนั้นถือว่า ไม่ถูกต้องแน่นอน  ซึ่งหนึ่งในเหตุผลเหล่านั้นคือ ภูมิปัญญาที่ยอมรับเครื่องหมายต่างๆ คำสอนของศาสนาอิสลาม ความเข้ากันได้เป็นอย่างดีของพวกเขา ความหน้าเชื่อถือของเอกสารแหล่งอ้างอิง ตัวบทของอิสลาม, การมีชีวิตอยู่ การไม่ถูกสังคายนา (ไม่ผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนแปลง) คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม, ปาฏิหาริย์และคำท้าทายของกุรอาน, บทบัญญัติที่ครอบคลุม,การมีประสิทธิภาพ, และหน้าที่ในเชิงบวกของพวกเขา

นอกจากนี้ จุดสำคัญในการสนทนาตรงประเด็นนี้ก็คือ, อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาล่าสุด เมื่อเทียบกับศาสนาอื่นก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าอิสลามอยู่ในฐานะของศาสนาที่มายกเลิก คำสอนของศาสนาก่อนหน้านั้น[6]

การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา

การตีความที่แตกต่างกันหรืออรรถปริวรรตศาสตร์, เป็นอีกหนึ่งในสาขาของนักวิชาการศาสนา ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนต่างเชื่อว่าผลทั้งหมดของการเริ่มต้น ความรู้พื้นฐานต่างๆ ของผู้ตีความทั้งหมดอยู่ในระหว่างการแปลข้อความ หรือการทำความเข้าใจ

ในทัศนะของอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) มีทฤษฎีและทัศนะที่หลากหลาย ซึ่งจะชี้ให้เห็นเป็นดังต่อไปนี้ :

1. ทัศนะของ Shlayr Makhr : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics)  เป็นวิธีการแปลความหมายของตัวบท และหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ดี ซึ่งเกิดจากช่องว่างของเวลาระหว่างผู้อธิบายความกับตัวบท.

2. ทัศนะของ Dyltay : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics), คือพื้นฐานสำหรับวิชามนุษยศาสตร์ ซึ่งตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เขาเชื่อว่า ประวัติศาสตร์มีส่วนร่วมในการตีความของนักอธิบายความทั้งหลาย

3. ทัศนะของ Martin Heidegger : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics), คือการอธิบายลักษณะของความเข้าใจ เงื่อนไขของความสำเร็จของมัน เขาได้เปลี่ยนแนวทางของอรรถปริวรรตศาสตร์ กับปรัชญาของ หรือการรู้จักการมีอยู่ และบนพื้นฐานทางสังคมวิทยา สิ่งนั้นจึงอยู่ในฐานะของการอธิบายถึงสิ่งที่มีคืออะไร และองค์ประกอบของความเข้าใจ และเงื่อนไขของการสำเร็จของมัน

4.ทัศนะของ Gadamer : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics),  คือการรวมขอบเขตต่างๆ เข้าด้วยกัน เขาได้นำเอาข้อวิภาษด้านอภิปรัชญาของ Hydgr มาเสนอในรูปของเรื่องญาณวิทยา และในความเป็นจริงแล้วเขาได้สร้างความเข้าใจภววิทยา อรรถปริวรรตศาสตร์ของ Gadamer ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยไม่ใส่ใจต่อความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือการขาดความน่าเชื่อถือใดๆ ทั้งสิ้น

ในทัศนะของเขา ความคิดของผู้อธิบายความประกอบขึ้นด้วย ความเชื่อและข้อมูล ความคาดหวัง สมมติฐาน พื้นฐานเริ่มต้นของโครงสร้าง ซึ่งจะกำหนด "ความคิด" หรือ"ภูมิทัศน์" ของผู้ตีความ แน่นอนภูมิทัศน์จะขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลากับผู้อธิบายความ และการที่ได้ย้อนไปสู่โลก หรือวัตถุ และตัวบท สิ่งนี้ก็จะถูกปรับและเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการกระทำของการแปลความหมายก็คือ การประกอบภูมิทัศน์เข้าด้วยกัน กล่าวคือ การประกอบและการเชื่อมต่อ ภูมิทัศน์ของความเข้าใจของผู้ตีความ ให้เข้ากับตัวบท ซึ่งงานของอรรถปริวรรตศาสตร์ ก็คือการทำให้ภูมิทัศน์เหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน  หรือทำการตกลงระหว่างชนิดของการสนทนาและการเจรจา ระหว่างผู้อธิบายความกับตัวบท ซึ่งแหล่งที่มาของความแตกต่างในการตีความ, ก็คือการอาศัยค่าเริ่มต้นและภูมิทัศน์เหล่านี้นั่นเอง

ความเห็นของ Gadamer ไม่มีทัศนะใดมีความสัมบูรณ์ ที่เป็นไปได้ที่จะแบกรับมุมมองด้านในทั้งหมด หรือทุกสายพันธุ์ และภูมิทัศน์ ทว่าทุกชนิดของการแปลความหมาย จะดำรงอยู่ในชนิดหรือขอบข่ายที่มีความเฉพาะ โดยให้คำตรงกับข้อความ ดังนั้น การตีความบนพื้นฐานดังกล่าวจะให้เกิดความเป็นกลางเป็นไปไม่ได้ ประกอบกับไม่มีการตัดสินเด็ดขาดขั้นสุดท้าย ในความเป็นจริงแล้ว อรรถปริวรรตศาสตร์ในทัศนะของ Gadamer, การค้นพบความตั้งใจบริสุทธิ์หรือเจตนาของผู้เขียน มิใช่สิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากจะต้องไม่เอาตัวบทมาเป็นภาพทางความความคิดผู้เขียน[7]

การวิจารณ์ทฤษฎีของ Gadamer

เนื่องจากการถกเถียงในแง่ของเทววิทยา และแนวทางปรัชญาของปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสิ่งนั้นย้อนกลับไปสู่ทัศนะของ Gadamer เสียเป็นส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่าวิธีการอื่น ๆ และถูกให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งตรงนี้จะชี้ให้เห็นการวิจารณ์บางอย่างในมุมมองของ Gadamer :

ประการแรก : ด้วยความหมายอะไร ที่เราต้องไม่พิจารณาตัวบทและจุดประสงค์ของผู้เขียน โดยให้คิดในมุมกว้างทั่วๆ ไป? ผู้อธิบายความไม่สามารถแยกหรือคิดต่างไปตามเกณฑ์ของอัตนัย ในการจำแนกขอบข่ายความคิดของตน ไปจากความคิดของผู้เขียนกระนั้นหรือ?

ประการที่สอง : พื้นฐานแนวคิดของ Gadamer, จะเห็นถึงประเภทของความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน ระหว่างความเข้าใจถูกต้องและผิด โดยไม่หลงเหลือเขตแดนอีกต่อไป และในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีนี้มีความคล้ายเหมือนกับทฤษฎีของ"ความสัมพันธ์" ของคานต์ (Kant)

ประการที่สาม : ทั้งทฤษฎีและรูปแบบทั่วไปของ Gadamer สามารถท้วงติงได้ การยอมรับประสิทธิผลของการเริ่มต้น การตัดสิน และประเพณีต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นภารกิจหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ประการที่สี่ : หากทุกความเข้าใจต้องการการเริ่มต้น แน่นอนว่า การเริ่มต้นนั้นก็ต้องการค่าเริ่มต้นด้วยเช่นกัน และสิ่งนี้ในความเป็นจริงก็คือเหตุผลวน และนำไปสู่การสิ้นสุดที่ลำดับซึ่งไม่ถูกต้อง[8]

ประเด็นเกี่ยวกับการตีความต่างๆ ของศาสนา

จนถึงปัจจุบันได้อธิบาย อรรถปริวรรตศาสตร์  และการตีความต่างๆ ของศาสนาไปแล้ว และได้นับทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้นไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะของ Gadamer ซึ่งสะท้อนต่อนักคิดร่วมสมัยจำอย่างมากมาย ซึ่งได้อธิบายประเด็นต่างๆ ไปแล้ว แต่สำหรับความสมบูรณ์ของการวิภาษ จำเป็นต้องพิจารณาถึงประเด็นดังต่อไปนี้  :

ประเด็นแรก : ถึงแม้ว่าปัญหาของ"การตีความต่างๆ ของศาสนา" ส่วนใหญ่จำนำมาจากอรรถปริวรรตศาสตร์ของปรัชญาสมัยใหม่ แต่การอภิปราย การตีความ และความเข้าใจตัวบทก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของศาสตร์อิสลามตั้งแต่โบราณแล้ว อาจกล่าวได้ : ศาสตร์ในแง่ของอรรถปริวรรตศาสตร์ในอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัฟซีรอัลกุรอาน อิลม์อุซูล และเอรฟานทางทฤษฎีก็ได้รับการแนะนำเอาไว้ ตัวอย่างเช่น สามารถกล่าวถึงการวิภาษในเรื่อง : การตีความอัลกุรอานประเภทต่างๆ ด้วยเหตุผลของสติปัญญา, การอ้างอิง,รหัสยะ, การประจักษ์, การตีความออัลกุรอาน ด้วยอัลกุรอาน, การตีความตามแนวคิดของตัวเอง, การวิภาษเรื่องของคำ, และวิธีอื่นอีกมากมาย

 

ประเด็นที่สอง : เนื่องจากตัวบทอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเป็นการสร้าง และเผยแผ่วัฒนธรรมของชาวมุสลิม ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดจะต้องรับผิดชอบการประพันธ์ศาสตร์ต่างๆ ในศาสนาอิสลาม เราสามารถกล่าวได้ว่า การแสดงทฤษฎี หรือการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการล้วนอยู่ในขอบข่ายของความเข้าใจทั้งสิ้น การตีความ หรือการทำความเข้าใจกับตัวบท ถือเป็นบทนำที่เหมาะสมที่สุดในการวิภาษเรื่องเทววิทยา ดังนั้น สาเหตุ และวิธีการที่ถูกนำเสนอ และความเชื่อในความเป็นไปได้ของ"การตีความที่หลากหลาย" จากคำสอนและความเชื่อทางศาสนา, มีความท้าทายอย่างใหญ่หลวงในพื้นที่เหล่านี้ วิธีการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยปัญญาชนอาหรับและมิใช่อาหรับ ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ได้นำมาจากอรรถปริวรรตศาสตร์  ของ" H. G. Gadamer" นักคิดเหล่านี้ได้พยายามนำเอาหลักอุซูลและวิธีวิภาษของ อรรถปริวรรตศาสตร์ปรัชญา  มาใช้ในการตีความ อัลกุรอาน และรายงานของศาสนา และนำไปใช้ในตรรกะความเข้าใจของศาสนาอีกด้วย แน่นอนว่า การเลือกของเขาในกรณีเหล่านี้สามารถสรุปได้ดังนี้ :

1.บทบัญญัติและตัวบทศาสนาเงียบและไม่ออกเสียง

2.สมมติฐานอัตนัยทั้งในและภายนอกความเห็นของผู้อธิบายความและผู้ฟัง, มีผลต่อการตีความตัวบท

3.สาระสำคัญของความจริงของศาสนา จะไม่ตกอยู่มือของผู้ตีความ

4.จะไม่มีการตีความที่บริสุทธิ์หรือมีความบริสุทธิ์อันใดทั้งสิ้น และเราจะอยู่ท่ามกลางการผสมผสานระหว่างความถูกต้องและไม่ถูกต้อง

ประเด็นที่สาม : มุมมองของนักคิดจำนวนมากที่กล่าวถึงข้างต้น มิได้ให้ข้ออ้างจำเป็นต่อเกณฑ์และมาตรฐานต่างๆ ที่สามารถประเมินผลและการตัดสินการตีความที่แตกต่างได้, และไม่ได้ความพยายามที่จะแยกระหว่างการตีความที่ถูกต้อง ออกจากความไม่ถูกต้อง, หรือความสอดคล้องออกจากความไม่สอดคล้องกัน  อีกนัยหนึ่ง : ความเข้าทั้งหมดจะมีค่าเท่ากัน ในกรณีที่วางอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาและทฤษฎีที่ดีกว่า, ผู้ตีความจะต้องพยายามแยก และทำความรู้จักขอบข่ายสติปัญญาของตนออกจากขอบข่ายของ "ผู้ประพันธ์", และตามเกณฑ์และมาตรฐานในการแก้ไขทัศนะของตน เพ่อปรับให้เข้ากันกับความตั้งใจของผู้พูด มิฉะนั้น มุมมองและแนวทางใหม่นี้,นอกเหนือจากความเข้าใจศาสนาแล้ว ยังได้ครอบคลุมวิธีการรู้จักความเข้าใจทางศาสนาด้วย

ตามทัศนะของนักวิชาการอิสลาม, ยอมรับแตกต่างในการทำความเข้าใจกับศาสนาว่าเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มานานแล้ว แต่ความแตกต่างกันนี้ "เป็นเกณฑ์" ซึ่งความหลายของเกณฑ์ในลักษณะหนึ่งได้ตีความตัวบทของศาสนา ดังนั้น"ความพยายามในการทำความเข้าใจ" หรือ "ความต่างในศาสนา" หมายถึง "การตีความตามทัศนะตัวเอง" และการกำหนดความคิดของตนที่มีต่อตัวบทของศาสนา ซึ่งมิได้ให้ความน่าเชื่อถือในทุกความแตกต่างเหล่านั้น

ประเด็นที่สี่ : ดังนั้น สิ่งที่ถูกกล่าวว่าทั้งผู้เสนอและผู้สนับสนุน อรรถปริวรรตศาสตร์ปรัชญา และการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา จะต้องยอมรับ"ผู้อธิบายความเป็นศูนย์กลาง" ในขณะที่ทฤษฎีของนักคิดอิสลาม จะแสวงหาความหมายและความตั้งใจจริงของผู้พูด ( นั่นคือพระเจ้าหรือทูตของพระองค์) เป็นวิธีการหนึ่ง ซึ่ง"ผู้ประพันธ์" คือศูนย์กลาง จากสาตุนี้เองในมุมมองนี้ผู้อธิบายความจึงอยู่ในฐานะของผู้ดำเนินตามตัวบท (อัลกุรอานหรือหะดีษ) ไปตามความตั้งใจของเจ้าของคำพูด ซึ่งสามารถยอมรับทัศนะที่ว่า “ตัวบทคือศูนย์กลาง” ทุกความพยายามและการขวนขวายของผู้อธิบายความ ซึ่งให้ผู้ประพันธ์เป็นแกน หรือตัวบทเป็นแกน ถ้าหากการค้นพบมีความละเอียดอ่อนถูกต้อง และเป็นไปตามความหมายของผู้พูดมากเท่าใด และจากทุกเงื่อนไขที่เขาได้ช่วยให้เขาเข้าถึง ผู้อธิบายความก็จะได้รับประโยชน์มากเท่านั้น เงื่อนไขและข้อบ่งชี้เช่น : เอกสารหลักฐานและพยานหลักฐาน ก็ต้องการฐานความรู้พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ เช่น : กฎการใช้ภาษาของผู้พูด, การรู้จักกฎเกณฑ์ของภาษา เช่น กฎทั่วไปและเฉพาะเจาะจง, ความกว้างอย่างไร้เงื่อนไขหรือมีเงื่อนไข, คลุมเครือหรือชัดเจน, ขอบข่ายหรือเป็นสาเหตุของการประทานตัวบท และ....

ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า, การให้ผู้ประพันธ์เป็นแกน มิได้หมายความว่าเป็นการปฏิเสธความหมายของ ค่าเริ่มต้นทั้งหมด, แม้ว่าค่าเริ่มต้นบางส่วนจะเป็นสาเหตุสนับสนุนความคิดของผู้อธิยายความที่มีต่อตัวบท อันเป็นสาเหตุของการตีความไปตามทัศนะของตนเอง กระนั้นค่าเริ่มต้นและความรู้พื้นฐานก็เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นตัวเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

1.  ความรู้พื้นฐานและสมมุติฐานต่างๆ ซึ่งเป็นบทนำสำหรับการวินิจฉัยและดึงความหมายจากแก่นแท้ของตัวบท เช่น กฎทางวรรณกรรมและทางภาษา

2.ค่าเริ่มต้นของคำพูดและความเชื่อ เช่น วิทยปัญญาของพระเจ้า การชี้นำด้วยคำพูดของพระองค์, การเป็นผู้พูดของอัลกุรอาน, ความชัดแจ้งของอัลกุรอาน, ข้อพิสูจน์ของคัมภีร์และซุนนะฮฺ และ

3.ค่าเริ่มต้น ที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นทางสติปัญญาและข้อสงสัย เพื่อสอบถามและสำรวจตัวบทใหม่

ประเด็นที่ห้า : ประเด็นสุดท้ายซึ่งการพิจารณาจุดนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง, การตอบคำถามนี้เป็นเหตุผลที่แม้กระทั่งในบริบทของกฎระเบียบที่ชัดเจน การทำความเข้าใจ และการวินิจฉัยต่างๆ จึงได้เกิดขึ้น?

สำหรับคำตอบสามารถกล่าวโดยสรุปเช่นนี้ : เป็นที่แน่นอนว่า ความขัดแย้ง ความหลากหลาย, ความขัดแย้งที่ไม่จริงและความแตกต่างในการตีความ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรที่จะเก็บเกี่ยวในแนวตั้งของสิ่งเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น เรื่องหลักกฎหมาย ที่บางครั้งกฎขัดแย้งกับคำตัดสิน, ซึ่งเกี่ยวข้องกับสองเวลา สองโหมดเงื่อนไข และสองสถานะ หรือสองประเด็นที่แตกต่างกัน ซึ่งในกรณีที่วิเคราะห์โดยละเอียดถึงกรณีที่ขัดแย้ง, สามารถขจัดความขัดแย้งออกไปได้ทั้งหมด อีกนัยหนึ่งคือ สามารถนำเอาความขัดแย้งเหล่านั้นมารวมกัน เพื่อหาทางออกที่สมควร

อีกประเภทอหนึ่งของความหลากหลายและแตกต่าง, เกี่ยวกับการมาตรฐานการคิดที่ครอบคลุมของผู้วิจัย หรือผู้ออกความเห็นและผู้อธิบายความ, อีกนัยหนึ่ง เนื่องจากต้นกำเนิดมาจากความแตกต่าง ค่าเริ่มต้นจึงเป็นคำถาม ซึ่งผู้ตีความจำนวนมาก บางครั้งได้ใช้ความเสมอภาพ และบางครั้งก็ใช้ ความแตกต่าง ตั้งเป็นคำถามที่แตกต่างกันต่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ครอบคลุมหลายด้านของตัวบท รวมทั้งความลึกในแง่ต่างๆ ด้านในของคัมภีร์, อันเป็นทำให้ได้รับคำตอบที่หลากหลาย, ซึ่งในความเป็นจริงคำตอบทั้งหมดอยู่ในแนวตั้งและมีความเห็นเข้าด้วยกัน มิได้อยู่ในแนวนอนและมีความขัดแย้งกัน

แต่ในกรณีของความหลากหลายและความขัดแย้ง ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่แท้จริงแต่มิได้อยู่ในแนวตั้ง ที่พาดพิงไปยังความแตกต่างในการตีความ,เหตุผลของสิ่งเหล่านี้สามารถกล่าวได้เช่นนี้ :

ไม่สนใจ หรือผิดพลาดในกฎระเบียบของไวยากรณ์อาหรับและวรรณคดี เช่น ไม่ใส่ใจและละเลยต่อข้อยกเว้น หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในตัวบท ขาดการประยุกต์ใช้หลักการของเหตุผลและตรรกะ, เพียงแค่คิดในวิธีการตีความโดยขาดความสนใจในเทคนิค บริบท เครื่องหมายต่างๆ และสมมาตรทั่วไปของผู้พูด, ไม่ใส่ใจต่อเหตุผลและเครื่องหมายของสติปัญญา, มีการค้นคว้าสายรายงาน และเอกสารประกอบที่ไม่เพียงพอ ขาดการประยุกต์ใช้ความรู้บางอยาง เช่น อิลมุริญาล และดิรอยะฮฺ

สรุป ความหลากหลายในตีความตัวบทของศาสนาหนึ่ง หรือคัมภีร์เล่มหนึ่งในลักษณะของ "หลักเกณฑ์มาตรฐาน" เหมาะสมและในเวลาเดียวกัน "มีความจำกัด" เป็นสิ่งที่ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในกรณีที่มีจำนวนมาก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า, คนที่ไม่ ความสามารถเพียงพอที่จะใช้ตัวบทหนึ่ง อาจจะเรียกร้อง "การตีความใหม่” (Reading) จากศาสนาหรือจากตัวบทของศาสนา แน่นอนว่า ความถูกต้องของสิ่งนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาและภาษา ที่ต่องเป็นผู้กำหนด[9]

สรุป :

ด้วยการแสดง 2 ทฤษฎีของพหุนิยม และการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งสองหัวข้อ เป็นสองประเภทที่แยกกันอย่างละเอียด เป็นข้อพิพาทในการศาสนา ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเขียนบทความ และสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งเนื้อหามีความแตกต่างกันและกันอย่างชัดเจน และในความเป็นจริงแล้วเป็นบทวิภาษใหม่ใน 2 สาขาของวิชาศาสนศาสตร์

แต่จุดร่วมของทั้งสอง,คือ วิธีอรรถปริวรรตศาสตร์ พหุนิยมในฐานะที่เป็น วิธีที่หกที่ถูกล่าวในบทวิภาษเกี่ยวกับพหุนิยม ซึ่งเนื้อหาและการพิจารณาได้อธิบายไปแล้วโดยสังเขป

สุดท้าย, ประเด็นที่จำเป็นต้องพูดถึงในเรื่อง พหุนิยม ก็คือการอภิปรายเรื่อง อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งต้องการรายละเอียดอีกมาก ดังนั้น สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาได้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายหัวข้อดังกล่าว

แหล่งอ้างอิงสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม  :

1ศาสตราจารย์ ฮาดะวี เตหะรานนี, มะฮฺดียฺ, ,มะบานียฺ กะลาม อิจญฺติฮาด.

2ซุรูช,อับดุลกะรีม, ซิรอฏฮอเยะ มุสตะกีม

3 อับดุรเราะซูล, บัยยาต และคนอื่น ๆ , อภิธานศัพท์

4 เราะฮีม พูร อัซเฆาะดียฺ, ฮะซัน, วิจารณ์หนังสือ, ฉบับที่ 4

5 มุจญฺตะฮิด ชุบัสตะรียฺ, มุฮัมมัด, อรรถปริวรรตศาสตร์ อัลกุรอาน และซุนนะฮฺ

 


[1] Golpayegani Rabbani, Ali, การวิเคราะห์และการวิจารณ์พหุนิยมทางศาสนา, หน้า 19, สถาบันความรู้วัฒนธรรมร่วมสมัย, พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง, เตหะราน

   เดียวกันหน้า 20

[2] อ้างแล้ว, หน้า 20

[3] มีร จอลยาดะฮฺ, ดีรพะฌูฮี, แปลโดยบะฮาอุดดีน โครัมชาฮี, หน้า 301, บทความ “ความหลากหลายของศาสนา” ผลงานของจอห์น ฮีก

[4] จอห์นฮีก ปรัชญาศาสนา, แปลโดย บะฮฺรอม ราด, หน้า  238

[5] ศึกษาได้จาก : แนวทางอันเที่ยงตรง, อับดุลกะรีม ซุรูช, สำนักพิมพ์ ซิรอฏ, เตหะราน, นิตยสารกียาน, ฉบับที่ 36, บทความต่างๆ อันเทียงตรง ลำดับที่ 37 และ 38; อับดุรเราะซูลบียาต และคนอื่น ๆ, สารานุกรมศัพท์, สถาบันความคิดทางศาสนาและวัฒนธรรม, บทความพหุนิยมทางศาสนา, พิมพ์ครั้งแรก, ปี 1381

[6] อภิธานศัพท์, หน้า, 161 และ 162

[7] ศึกษาได้จาก :ศาสตราจารย์ ฮาดาวี เตหะรานนี, มะฮฺดียฺ, มะบานี กะลาม อิจญฺติฮาด, สถาบันวัฒนธรรมคิรัด, กุม, พิมพ์ครั้งแรก 1377, หัวข้อ,อรรถปริวรรตศาสตร์, หน้า, 200-224; อับดุรเราะซูล บัยยาต และอื่น ๆ , อภิธานศัพท์, บทความ "อรรถปริวรรตศาสตร์ "

[8] มะบานี กะลาม อิจญฺติฮาด, หน้า 225, 235, อภิธานศัพท์, หน้า 590-592.

[9] การเขียนส่วนนี้ได้หยิบยกประเด็นมาจากบทความ อรรถปริวรรตศาสตร์, เขียนโดยอับดุรเราะซูล บัยยาตียฺ

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ผมทำงานอยู่ในร้านค้าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าของร้านตัดสินใจไล่ผมออกจากงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เหลือให้ผม อนุญาตหรือไม่ที่จะหยิบฉวยของในร้านหรือทรัพย์สินของเขาทดแทนค่าจ้างที่เขายังไม่ได้จ่ายให้ผม ?
    1358 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/09
    คำถามของคุณได้ถูกส่งไปยังสำนักงานมัรญะอ์ตักลีดหลายท่านแล้วและได้คำตอบมาดังนี้ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาคอเมเนอี“การกระทำในลักษณะตอบโต้ลูกหนี้จะเป็นที่อนุมัติก็ต่อเมื่อลูกหนี้อ้างโดยมิชอบว่าตนไม่ได้เป็นหนี้หรือขัดขืนไม่ยอมจ่ายหนี้โดยไม่มีทางอื่นที่จะทวงหนี้ได้นอกจากวิธีนี้แต่หากนอกเหนือจากนี้แล้วการที่จะยึดและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่เป็นที่อนุมัติ”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาซีซตานี“หากเขาเป็นหนี้เราและไม่ยอมจ่ายหนี้ในกรณีที่เขายอมรับว่าเขาเป็นหนี้เราสามารถชดเชยสิ่งนี้ด้วยการริบทรัพย์สินของเขาที่พบเห็น”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมามะการิมชีรอซี“เราไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวดังกล่าวแต่โดยทั่วไปแล้วหากผู้ใดลิดรอนสิทธิผู้อื่นโดยที่ผู้เสียหายเข้าถึงทรัพย์สินของลูกหนี้ได้ก็สามารถริบทรัพย์สินดังกล่าวตามจำนวนที่พึงได้รับโดยมีข้อแม้ว่าจะต้องไม่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาศอฟีกุลพัยกานี“ในประเด็นดังกล่าวเห็นควรที่จะไปหาเจ้าของร้านแล้วทวงหนี้ที่เหลืออย่างละมุนละม่อมหรือฟ้องร้องต่อเจ้าหน้าที่ให้เป็นผู้ดำเนินการ”ท่านอายาตุลลอฮ์มะฮ์ดีฮาดาวีเตหะรานี“หากไม่สามารถทวงหนี้ด้วยกฏหมายหรือด้วยการเจรจากับเจ้าของร้านได้สามารถริบทรัพย์สินของเขาเท่าที่คุณมีสิทธิที่พึงได้รับตามข้อตกลงระหว่างคุณกับเขา” ...
  • บทบาทของผู้เป็นสื่อในการสร้างความใกล้ชิดกับอัลลอฮฺคืออะไร?
    2529 เทววิทยาใหม่ 2554/06/21
    สื่อมีความหมายกว้างมากซึ่งครอบคลุมถึงทุกสิ่งหรือทุกภารกิจอันเป็นสาเหตุนำเราเข้าใกล้ชิดพระผู้อภิบาลได้ถือว่าเป็นสื่อขณะที่โลกนี้วางอยู่บนพื้นฐานของระบบเหตุและผล,สาเหตุและสิ่งเป็นสาเหตุ, ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการชี้นำมนุษย์ให้เจริญก้าวหน้าและพัฒนาไปสู่ความสมบูรณ์, ดังเช่นที่ความต้องการทางธรรมชาติของมนุษย์ทั้งหลายบรรลุและดำเนินไปโดยปัจจัยและสาเหตุทางวัตถุ, ความเมตตาอันล้นเหลือด้านศีลธรรมของพระเจ้า, เฉกเช่นการชี้นำทาง, การอภัยโทษ, การสอนสั่ง, ความใกล้ชิดและความสูงส่งของมนุษย์ก็เช่นเดียวกันวางอยู่บนพื้นฐานของระบบอันเฉพาะเจาะจงซึ่งได้ถูกกำหนดสำหรับมนุษย์แล้วโดยผ่านสาเหตุและปัจจัยต่างๆแน่นอนถ้าปราศจากปัจจัยสื่อและสาเหตุเหล่านี้ไม่อาจเป็นไปได้แน่นอนที่มนุษย์จะได้รับความเมตตาอันล้นเหลือจากพระเจ้าหรือเข้าใกล้ชิดกับพระองค์อัลกุรอานหลายโองการและรายงานจำนวนมากมายได้แนะนำปัจจัยและสาเหตุเหล่านั้นเอาไว้และยืนยันว่าถ้าปราศจากสื่อเหล่านั้นมนุษย์ไม่มีวันใกล้ชิดกับอัลลอฮฺได้อย่างแน่นอน ...
  • หนทางหลุดพ้นจากความลุ่มหลงโลกคืออะไร?
    3009 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/21
    โลกที่มนุษย์อยู่อาศัยนี้มาจากคำว่า«ادنی» มาจากคำว่า«دنیء» และคำว่า«دنائت» ซึ่งหมายถึงความต่ำทรามยิ่งกว่าหรือการไม่มีค่าอันใด (เมื่อเทียบกับการมีชีวิตในปรโลก) หรือถ้ามาจากคำว่า«دنو» หมายถึงความใกล้ชิดยิ่งกว่า (เมื่อเทียบกับชีวิตในปรโลก)อัลกุรอานและรายงานฮะดีซ,ได้แบ่งโลกออกเป็น 2 ส่วน,อันได้แก่โลกที่ได้รับการตำหนิกับโลกที่ได้รับการสรรเสริญ.ส่วนใหญ่คำพูดของบรรดามะอฺซูม (อ.) เมื่อกล่าวถึงโลกและได้เตือนสำทับมนุษย์ว่าอย่างหลงกลโลกหรือออกห่างจากโลกแห่งความหลอกลวง, บ่งชี้ให้เห็นถึงโลกที่ได้รับการตำหนิและไม่ถูกยอมรับ,โลกซึ่งเจ้าของปรารถนามันเพื่อตัวเองเขามองโลกด้วยความอิสระตามอำเภอใจ, ส่วนโลกที่ได้รับการสรรเสริญ, หมายถึงการมองโลกด้วยพ้นธสัญญามิใช่เสรีภาพหมายถึงการใช้ประโยชน์จากอายุขัยที่มีอยู่จากโอกาสที่ได้รับไปในหนทางอันเป็นที่พึงพอใจของอัลลอฮฺและเป็นบันไดก้าวไปเพื่อแสวงหาความสมบูรณ์ด้านจิตวิญญาณ, และการมองโลกเช่นนี้,เป็นการมองด้วยความเสียสละ,และการให้ซึ่งเป็นความง่ายดายสำหรับมนุษย์ทั้งหลายความรักและลุ่มหลงโลกคือแหล่งที่มาของความผิดพลาดทั้งปวง.ความสงบที่ยอดเยี่ยมที่สุดสำหรับมนุษย์คือการปล่อยวางและการช่วยเหลือมนุษย์ให้พ้นจากความรักความลุ่มหลงและความโสโครกทั้งหลายของโลกการปรับปรุงแก้ไขจิตใจและการก้าวไปถึงยังตำแหน่งความเป็นบ่าวที่แท้จริงของพระเจ้า, นอกจากสองแนวทางนี้แล้วอัลกุรอานยังได้กล่าวถึงแนวทางอื่นอีกมากมายซึ่งจะขอกล่าวพอสังเขปดังต่อไปนี้:1.การรู้จักแก่นแท้และฐานภาพของตนเมื่อสัมพันธ์ไปยังโลก2.จงคิดใคร่ครวญให้รอบคอบในตัวตนของโลกและผลกระทบไม่ดีเกี่ยวกับความรักและลุ่มหลงโลก3.สนับสนุนส่งเสริมความศรัทธาพึงปฏิบัติคุณงามความดีมีความสำรวมตนจากบาปสร้างสรรค์ตนเอง,ขัดเกลาจิตวิญญาณและละทิ้งอำนาจฝ่ายต่ำ4.รำลึกถึงความตายและวันฟื้นคืนชีพเสมอ5.ศึกษาประวัติบรรพชนและบั้นปลายสุดท้ายของพวกเขา6.อพยพและต่อสู้ดิ้นรน7.หลีกเลี่ยงความอิจฉาริษยาการสั่งสมทรัพย์สมบัติจำนวนมากมายความหวังอันยาวนานมีความพอใจในสิ่งที่ตนมีรู้จักประมาณตนและมีความเพียงพอในสิ่งที่ต้องการและจำเป็น8.อดทนอดกลั้นและมีขันติธรรมต่อความยากลำบาก ...
  • คำพูดของอิมามศอดิกที่ว่า “ยี่สิบห้าอักขระแห่งวิชาการจะแพร่หลายในยุคที่อิมามมะฮ์ดีปรากฏกาย” หมายความว่าอย่างไร?
    2052 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/03/04
    ความเจริญรุดหน้าทางวิทยาการทั้งทางโลกและทางธรรมนั้น เป็นสิ่งที่จะเกิดขึ้นในยุคที่ท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)ปรากฏกาย วิทยาการจะรุ่งเรืองถึงขีดสุดในยุคนี้ ดังที่ปรากฏในฮะดีษที่ผู้ถามอ้างอิงไว้ข้างต้น อย่างไรก็ดี ฮะดีษทำนองนี้มิได้ระบุว่ามนุษย์ในยุคดังกล่าวจะสามารถเรียนรู้วิทยาการทั้งยี่สิบเจ็ดอักขระอย่างรวดเร็วเหมือนกันหมดทุกคน ทว่าฮะดีษของอิมามศอดิก(อ.)ข้างต้นใช้คำว่า “أخرج”[1] อันหมายถึงการที่ท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)จะนำอักขระที่เหลือออกมาเผยแพร่ เพื่อให้มนุษยชาติได้มีโอกาสเรียนรู้วิทยาการทั้งยี่สิบเจ็ดอักขระอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ อันเป็นการแผ่ขยายโอกาสอย่างกว้างขวาง แต่การที่ทุกคนสามารถจะเรียนรู้ได้ครบยี่สิบเจ็ดอักขระเท่าเทียมกันได้หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับความไฝ่รู้ของแต่ละคน ซึ่งแน่นอนว่าย่อมมีบุคคลจำนวนหนึ่งเท่านั้นที่บรรลุถึงวิทยฐานะอันสูงส่ง โดยจะเป็นผู้จัดตั้งสถานศึกษาและประสิทธิประสาทวิชาการแก่ผู้ที่สนใจสืบไป ดังที่อิมามอลี(อ.)กล่าวไว้ว่า “เสมือนว่าฉันกำลังเห็นเหล่าชีอะฮ์ของฉันกางเต๊นท์ในมัสญิดกูฟะฮ์เพื่อเป็นสถานที่สอนความรู้อันบริสุทธิจากอัลกุรอานแก่ประชาชน”[2] ข้อสรุป: แม้ว่าท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)จะเปิดศักราชแห่งการศึกษาวิทยาการถึงยี่สิบเจ็ดอักขระภายหลังจากที่ท่านปรากฏกาย อันกล่าวได้ว่าอาจเป็นโอกาสในการก้าวกระโดดทางวิชาการ แต่ก็มีบางคนในยุคนั้นที่ไม่สามารถจะบรรลุถึงเป้าหมายดังกล่าวได้ การจะบรรลุเป้าหมายทางวิชาการจะต้องอาศัยความพากเพียร เปรียบดั่งเป้าหมายแห่งตักวาที่ทุกคนสามารถไขว่คว้ามาได้ด้วยความบากบั่น ฉะนั้น ในเมื่อการบรรลุถึงจุดสูงสุดของตักวายังต้องอาศัยความอุตสาหะ การบรรลุถึงวิชาการทั้งยี่สิบเจ็ดอักขระก็ต้องอาศัยความพยายามและความมุมานะเช่นกัน [1] الْعِلْمُ‏ سَبْعَةٌ وَ عِشْرُونَ‏ حَرْفاً فَجَمِيعُ مَا جَاءَتْ بِهِ الرُّسُلُ حَرْفَانِ فَلَمْ يَعْرِفِ النَّاسُ حَتَّى الْيَوْمِ غَيْرَ الْحَرْفَيْنِ فَإِذَا قَامَ قَائِمُنَا أَخْرَجَ الْخَمْسَةَ وَ الْعِشْرِينَ حَرْفاً فَبَثَّهَا ...
  • การปรากฏกายชั้นศุฆรอเป็นหัวข้อหนึ่งในหลักมะฮ์ดะวียัตหรือไม่?
    1553 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/03/07
    การปรากฏกายชั้นศุฆรอเป็นสำนวนที่เกี่ยวโยงกับการเร้นกายขั้นศุฆรอ ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ในเมื่อท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)เคยมีการเร้นกายขั้นศุฆรอ(เล็ก)ก่อนการเร้นกายขั้นกุบรอ(ใหญ่) ก็ย่อมจะมีการปรากฏกายชั้นศุฆรอก่อนจะปรากฏกายขั้นกุบรอระดับโลกเช่นกัน อนึ่ง สำนวนดังกล่าวไม่มีพื้นเพจากฮะดีษใดๆ ...
  • ท่านนบี(ซ.ล.)เคยกล่าวไว้ดังนี้หรือไม่? “หากผู้คนล่วงรู้ถึงอภินิหารของอลี(อ.) จะทำให้พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าเพราะจะโจษขานว่าอลีก็คือพระเจ้านั่นเอง(นะอูซุบิลลาฮ์)”
    3260 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/19
    เราไม่พบฮะดีษที่คุณยกมาในหนังสือเล่มใดแต่มีฮะดีษชุดที่มีความหมายคล้ายคลึงกันปรากฏอยู่ในตำราหลายเล่มซึ่งขอหยิบยกฮะดีษบทหนึ่งจากหนังสืออัลกาฟีมานำเสนอพอสังเขปดังนี้อบูบะศี้รเล่าว่าวันหนึ่งขณะที่ท่านนบี(ซ.ล.)นั่งพักอยู่ท่านอิมามอลี(อ.)ก็เดินมาหาท่านท่านนบีกล่าวแก่อิมามอลี(อ.)ว่า “เธอคล้ายคลึงอีซาบุตรของมัรยัมและหากไม่เกรงว่าจะมีผู้คนบางกลุ่มยกย่องเธอเสมือนอีซาแล้วฉันจะสาธยายคุณลักษณะของเธอกระทั่งผู้คนจะเก็บดินใต้เท้าของเธอไว้เพื่อเป็นสิริมงคล ...
  • อัลกุรอานและรายงานกล่าวถึงหรือนำเสนอเรื่องราวของเคฎ (อ.) ไว้บ้างหรือเปล่า?
    2590 تاريخ بزرگان 2555/09/29
    อัลกุรอาน มิได้กล่าวถึงนามของ ท่านเคฎ ไว้อย่างตรงไปตรงมา แต่กล่าวในฐานะของ "عَبْداً مِنْ عِبادِنا آتَيْناهُ رَحْمَةً مِنْ عِنْدِنا وَ عَلَّمْناهُ مِنْ لَدُنَّا عِلْماً" “แล้วทั้งสองได้พบบ่าวคนหนึ่งจากปวงบ่าวของเรา ที่เราได้ประทานความเมตตาจากเราให้แก่เขา และเราได้สอนความรู้จากเราให้แก่เขา”[i] โองการสาธยายถึงฐานะภาพความเป็นบ่าว และความรู้อันเฉพาะของเขา,และอยู่ในฐานะของครูของมูซา บิน อิมรอน ซึ่งรายงานจำนวนมากมายกล่าวแนะนำถึงชายผู้มีความรู้นี้คือ เคฎ นั่นเอง เขาเป็นหนึ่งในผู้มีความรู้ และได้รับความโปรดโปรานอันเฉพาะจากพระผู้อภิบาล นอกจากนั้นท่านยังล่วงรู้ในระบบกฎเกณฑ์การสร้างสรรค์โลก ความเร้นลับบางประการ และในด้านหนึ่งเป็นครูของศาสดามูซา บิน อิมรอน แม้ว่ามูซาจะมีความรู้เหนือพวกเขาอยู่หลายด้านก็ตาม บางส่วนของรายงาน และคำอรรถาธิบายโองการอัลกุรอาน เข้าใจได้ว่าเขามีฐานะเป็นนะบี และเป็นหนึ่งในศาสดาที่ถูกส่งมา ซึ่งอัลลอฮฺ ทรงแต่งตั้งเขาขึ้นเพื่อประชาชาติของเขา เพื่อเชิญชวนพวกเขาไปสู่การเคารพภักดีพระเจ้าองค์เดียว การเป็นศาสดา และคัมภีร์แห่งฟากฟ้า ปาฏิหาริย์ของท่านคือ ทุกครั้งที่ต้องการท่านจะกล่าวว่า โดยอนุมัติของพระเจ้าต้นไม้ที่แห้งหรือแผ่นดินที่แล้งก็จะกลายเป็นสีเขียวขจีทันที ด้วยเหตุนี้เอง จึงเรียกชื่อเขาว่า เคฎ (อ.) ซึ่งเป็นสมัญญานามของท่าน ชื่อจริงของท่านคือ ตาลียา ...
  • ประโยคที่ว่า لاتعادوا الایام فتعادیکم หมายความว่าอย่างไร?
    1922 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/19
    ประโยคดังกล่าวแปลว่า “จงอย่าเป็นศัตรูกับวันเวลาแล้ววันเวลาจะไม่เป็นศัตรูกับท่าน”ประโยคนี้ปรากฏอยู่ในฮะดีษของท่านนบี(ซ.ล.)บางบทอัยยามในที่นี้หมายถึงวันเวลาในรอบสัปดาห์สำนวนนี้ต้องการชี้ให้เห็นความสำคัญของวันเวลาและไม่ควรมองวันเวลาในแง่ลบเพราะอาจจะทำให้ประสบเคราะห์กรรมได้ควรคิดว่าวันเวลาเปี่ยมด้วยความเมตตาของพระองค์ที่เราจะต้องขวนขวายไว้อย่างไรก็ดีประโยคนี้ยังสามารถอธิบายได้อีกรูปแบบหนึ่งซึ่งจะนำเสนอในคำตอบแบบสมบูรณ์ ...
  • ถ้าหากพิจารณาบทดุอาอฺต่างๆ ในอัลกุรอาน จะเห็นว่าดุอาอฺเหล่านั้นได้ให้ความสำคัญต่อตัวเองก่อน หลังจากนั้นเป็นคนอื่น เช่นโองการอัลกุรอาน ที่กล่าวว่า “อะลัยกุม อันฟุซะกุม” แต่เมื่อพิจารณาดุอาอฺของท่านหญิงฟาฏิมะฮฺจะพบว่าท่านหญิงดุอาอฺให้กับคนอื่นก่อนเป็นอันดับแรก, ดังนั้น ประเด็นนี้จะมีทางออกอย่างไร?
    3729 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/12/21
    ในตำแหน่งของการขัดเกลาจิตวิญญาณและยกระดับจิตใจตนเองนั้น, มนุษย์ต้องคำนึงถึงตัวเองก่อนบุคคลอื่นเพราะสิ่งนี้เป็นคำสั่งของอัลกุรอานและรายงานนั่นเอง, เนื่องจากถ้าปราศจากการขัดเกลาจิตวิญญาณแล้วการชี้แนะแนวทางแก่บุคคลอื่นจะบังเกิดผลน้อยมาก, แต่ส่วนในตำแหน่งของดุอาอฺหรือการวิงวอนขอสิ่งที่ต้องการจากพระเจ้า,ถือว่าเป็นความเหมาะสมอย่างยิ่งที่มนุษย์จะวอนขอให้แก่เพื่อนบ้านหรือบุคคลอื่นก่อนตัวเอง, มีรายงานฮะดีซจำนวนมากของเราได้บ่งชี้และเน้นย้ำถึงประเด็นดังกล่าวเอาไว้อย่างมาก, เนื่องจากการกระทำอย่างนี้นอกจากจะไม่ทำให้ความปรารถนาล่าช้าออกไปแล้ว, ทว่ายังเป็นสาเหตุทำให้ความปรารถนาของตนสัมฤทธิผลโดยเร็วอีกต่างหากและสิ่งนั้นก็จะทวีคูณมากยิ่งขึ้นไป ...
  • การคบชู้หมายถึงอะไร?
    942 สิทธิและกฎหมาย 2557/05/22
    การซินา หมายถึง การมีเพศสัมพันธ์โดยผิดประเวณีกับหญิงอื่น ที่มิใช่ภรรยาตามชัรอีย์ (ภรรยาที่สมรสถาวร หรือชั่วคราว) การซินาในทัศนะอัลกุรอาน, ถือเป็นบาปใหญ่ อัลลอฮฺ ตรัสถึงการซินาไว้ว่า “จงอย่าเข้าใกล้การลอบผิดประเวณี เนื่องจากเป็นการลามกและทางอันชั่วช้ายิ่ง”[1],[2] การกระทำดังกล่าว ถ้ากระทำโดยหญิงมีสามี หรือชายมีภรรยาอยู่แล้ว เรียกว่า การเป็นชู้[3] แต่ถ้ามิได้เป็นไปในลักษณะดังกล่าวมา จะไม่ถือว่าเป็นการทำชู้ เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับบทบัญญัติของการซินา และการลงโทษที่จะติดตามมา อันถือว่าเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ และหน้าขยะแขยงยิ่งนี้ กรุณาศึกษาจากคำตอบต่อไปนี้ อย่างไรหรือที่เรียกว่า ซินา, 8243 (ไซต์ 8288) การลงโทษ และการลุแก่โทษ กรณีการทำชู้ 7159 (ไซต์ 7508) ฮุกุ่มของการซินากับหญิงมีสามี 2688 (ไซต์ 2914) สิทธิของอัลลอฮฺ หรือสิทธิของมนุษย์ กรณีของการทำชู้ 9716 [1] อัลกุรอาน บทอิสรอ โองการ 32 "وَ لا تَقْرَبُوا الزِّنى‏ إِنَّهُ كانَ فاحِشَةً وَ ساءَ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    24304 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    19975 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    18897 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    18572 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    17334 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    16600 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    16164 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    16109 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    15629 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    15311 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ