การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
6577
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/04/07
คำถามอย่างย่อ
จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
คำถาม
จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
คำตอบโดยสังเขป

1.พหุนิยมหมายถึง ความมากมายในหลายชนิด ทั้งในทางปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและว่า ... ซึ่งทั้งหมดมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ทั้งหมดเหล่านี้อย่างเป็นทางการในนามของการรู้จักในความหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นหนึ่งเดียว หรือความจำกัดในความเป็นหนึ่งเดียว

พหุนิยมทางศาสนา หมายถึงการไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเฉพาะพิเศษ การได้รับผลประโยชน์ของทุกศาสนาจากความจริงและการช่วยเหลือให้รอด

2. พหุนิยม อาจได้รับการพิจารณาในหมู่ศาสนาต่างๆ หรือระหว่างนิกายต่างๆ ในศาสนาที่มีอยู่ก็ได้

3. ในความคิดของเราชาวมุสลิมทั้งหลาย พหุนิยมถูกปฏิเสธก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ในศาสนาอิสลามมีเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ในลักษณะที่ว่าในศาสนาอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องพอเหมือนกับศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ คัมภีร์แห่งฟากฟ้า (อัลกุรอาน) ยังไม่มีการบิดเบือนหรือสังคายนาใดๆ ทั้งสิ้น และความสมบูรณ์ของศาสนาอิสลามก็เท่ากับว่าได้ยกเลิกคำสอนของศาสนาอื่นไปโดยปริยาย

4. การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา ซึ่งหนึ่งในหลักการพื้นฐานของสิ่งนั้นคือ อรรถปริวรรตศาสตร์ และอีกประการหนึ่งคือการรู้จักต่างๆ ในศาสนาและการวิจัย ซึ่งผู้ที่เชื่อถือเขาต่างเชื่อว่าผลทั้งหมดของการเริ่มต้น และก่อนการรู้ของนักอรรถาธิบายขณะที่มีความเข้าใจเนื้อหา การตีความหลากหลายของศาสนามีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งทัศนะที่สำคัญที่สุดคือทัศนะ Shlayr Makhr, Dyltay, Heidegger และ Gadamer

5. ถึงแม้ว่าหัวข้อการสนทนาอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) จะเป็นหัวข้อใหม่ทันสมัยในทางปรัชญาของศาสนา ซึ่งเป็นผลจากการอภิปรายของตะวันตก แต่มีการตีความและแปลความหมายและความเข้าใจเนื้อความ คล้ายศาสตร์บางประเภทในอิสลาม เช่น วิชาอุซูล

6. แนวทางที่กล่าวถึงในแง่ของเงื่อนไขที่จำเป็น เนื่องจากเงื่อนไขและมาตรฐานการตีความ ไม่อาจตัดสินระหว่างความหลากหลายในศาสนา ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเป็นเพียงความสัมพันธ์ในการทำความเข้าใจเท่านั้นเอง

7.หัวข้อเรื่องอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) และพหุนิยม เป็นสองหัวข้อที่แยกจากกันโดยละเอียด แต่หนึ่งในแนวคิดของพหุนิยมและอรรถปริวรรตศาสตร์ก็คือ สามารถเป็นตัวกลางระหว่างสองหัวข้อกล่าวคือ ความหลากหลายของการตีความที่มาจากความเข้าใจเดียวกัน, และการเกิดขึ้นของศาสนาที่แตกต่างกัน

8.ปัญหาของแนวคิดดังกล่าวนี้คือ ไม่สามารถตัดสินความถูกต้องของทุกการตีความได้ และโดยความเป็นจริงแล้วความเข้าใจของมนุษย์ทุกคน ขึ้นอยู่กับกฎเกณฑ์และความเข้าใจ ซึ่งการความเข้าใจนั้นมีหลักอยู่ที่ การเอาใจใส่ถานะของผู้พูดและผู้เขียนระบบคำศัพท์และภาษาที่เขาได้เลือก (อารมณ์ขัน,) และการที่ผู้พูดมีความประสงค์จริงในความเข้าใจอันเฉพาะ

คำตอบเชิงรายละเอียด

ส่วนพหุนิยม (Pluralism) หมายถึงความหลากหลาย (พหูพจน์) ซึ่งใช้ในพื้นที่ต่างๆ ในปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและ ...มีการนำไปใช้งานที่แตกต่างกันซึ่งจุดร่วมของทั้งหมดอยู่ที่การรู้จักในความหลากหลาย, ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นเอกภาพ หรือการจำกัดความ การผูกขาด (Exclusivism) เป็นต้น[1]

แต่พหุนิยมทางศาสนา (Religious Pluralism) หมายถึง ความจริงและความถูกต้องที่ไม่ได้จำกัดพิเศษเฉพาะในศาสนาใดศาสนาหนึ่ง, เนื่องจากทุกศาสนาได้รับประโยชน์จากความจริง ดังนั้น การปฏิบัติตามโปรแกรมของของศาสนาใดศาสนาหนึ่งพวกเขาก็สามารถได้รับการช่วยเหลือให้รอดพ้นได้ ด้วยเหตุนี้ บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ การพิพาทกันระหว่างความถูกต้องกับความไม่ถูกต้อง ที่เกิดขึ้นระหว่างศาสนาต่างๆ, ถูกเปลี่ยนจากการเป็นปฏิปักษ์ การโต้เถียง และการวิวาทกันทางศาสนาให้มีความสอดคล้อง และการเป็นห่วงเป็นใยเอาใจใส่ต่อกันและกัน[2]

ประวัติโดยย่อของพหุนิยมทางศาสนา

พหุนิยมทางศาสนาได้เกิดครั้งแรกในคริสต์ศาสนาในทศวรรษที่ผ่านมา โดย จอห์น เฮก (เกิด ค.ศ. 1922) เขาเป็นผู้วางแผนและได้ส่งเสริมให้เกิดขึ้น เขากล่าวว่า:

ในทัศนะของ ปรากฏการณ์วิทยา นิยามที่ว่าความหลากหลายทางศาสนา (ศาสนาจำนวนมาก) ในรูปคำง่ายๆ หมายถึงความจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ของศาสนาคือ การแสดงแบบฉบับอันหลายหลากเป็นจำนวนมากของแต่ละประเภทเหล่านั้น ในทัศนะของปรัชญา นิยามดังกล่าวคือการสังเกตทางทฤษฎี โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างประเพณีต่างๆ การอ้างอิง และการแข่งขันกับพวกเขา

คำนิยามนี้ หมายถึงทฤษฎีที่ว่า ศาสนาที่ยิ่งใหญ่ของโลก,ได้ประกอบขึ้นโดยการรับรู้ที่แตกต่างกันจากความจริงสุดท้าย  ในความลึกลับแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์"[3] และในที่อื่น ๆ กล่าวว่า :

“ศาสนาที่แตกต่างกัน, เป็นกระแสที่แตกต่างกันของประสบการณ์ทางศาสนา ซึ่งแต่ละจุดนั้นอยู่ในระดับอันเฉพาะเจาะจง ที่เริ่มต้นขึ้นในประวัติศาสตร์ของมนุษย์ และตัวการที่รู้แจ้งด้วยปัญญาของตน ก็จะถูกกู้คืนในบรรยากาศของวัฒนธรรม.[4]"

พหุนิยมในศาสนา อาจเป็นไปได้ที่จะได้รับการพิจารณาระหว่างศาสนาด้วยกัน ในลักษณะที่ว่าทุกศาสนานั้นถูกต้อง หรือทุกศาสนาต่างได้ประโยชน์จากความจริงทั้งสิ้น หรืออาจเป็นไปได้ที่ว่าในศาสนานั้น อาจแบ่งออกเป็นนิกายต่างๆ และแต่ละนิกายนั้นต่างเป็นเจ้าของความจริงทั้งสิ้น เช่น นิกายซุนนียฺ และชีอะฮฺเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ภายในศาสนาอิสลาม และแต่ละนิกายจะแนะนำตัวเองว่าเป็นอิสลามบริสุทธิ์ แต่ทัศนะของพหุนิยมแล้วทั้งสองนิกายสามารถวางอยู่บนความถูกต้อง หรือกล่าวได้ว่าการได้รับประโยชน์จากความจริง มีอยู่ทั้งสองนิกายก็ได้ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ พหุนิยมทางศาสนา สามารถแบ่งออกเป็นความหลากหลายภายนอกและภายในศาสนา

หลักการและวิธีการของพหุนิยมทางศาสนา

สำหรับพหุนิยมทางศาสนา ได้สร้างหลักการต่างๆ ซึ่งจะขอกล่าวถึงบางประการดังต่อไปนี้ กล่าวคือ

วิธีการที่ 1: ความแตกต่างระหว่าง "แก่นแท้ของศาสนา" และ "ความจริงศาสนา" โดยให้สาระสำคัญไปที่แก่นและสมองของศาสนา โดยไม่ต้องใส่ใจต่อความจริงต่างๆ ของศาสนา ซึ่งโดยปกติแล้วในวิธีการนี้ หลักการสอน พิธีกรรม และประเพณีภายนอกของพวกเขา จะถือว่าอยู่ในฐานะของความจริงและเป็นเปลือกนอกของศาสนาเท่านั้น

วิธีที่ 2 : คำอธิบายนี้จะเน้นเรื่อง ประสบการณ์แห่งวะฮฺยู และประสบการณ์ทางศาสนา และโดยทั่วไปแล้วจะลดพื้นฐานของศาสนาเข้าไปในระดับประสบการณ์ทางศาสนาเท่านั้น ซึ่งประสบการณ์ทางศาสนาจะอยู่พร้อมกับการรายงาน และการอธิบาย ด้วยเหตุผลที่ว่ามีภารกิจอื่นมากมาย ได้สอดแทรกเข้ามา เช่น ค่าเริ่มต้นต่าง ภูมิหลังทางวัฒนธรรม และการรู้จักสิ่งเหล่านี้เองที่ก่อให้เกิดความหลากหลาย ดังนั้น ในความเป็นจริงก็เท่ากับเป็นการฉายภาพประสบการณ์ทางศาสนาเดียวกัน ในรูปแบบของวัฒนธรรมหลากหลาย .

วิธีที่ 3 : การอ่าน, คือวิธีการที่มนุษย์เหมือนจริง และเชื่อว่าศาสนาควรให้ความสำคัญและเน้นย้ำ เหนือภารกิจธรรมดาอันเป็นจุดร่วมในโลกนี้ และพิจารณาสิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตอันเป็นส่วนรวมเดียวกัน ที่สำคัญบทวิภาษธรรมดานั้นควรเก็บรักษาไว้เพื่อตัวเอง

วิธีที่ 4 : ทุกศาสนามีสาส์นอันเดียวกัน และด้วยการวิเคราะห์เล็ก ๆ น้อยๆ  ก็จะสามารถปลดเปลื้องความแตกต่างออกไปได้ ในความเป็นจริงแล้วความแตกต่างทางศาสนา เกิดจากความแตกต่างในการตีความ และความแตกต่างกันของภาษา ซึ่งสิ่งนี้ไม่จริง

วิธีที่ 5 : วิธีนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างระหว่างความจริง "ในตัวของมัน”และความจริง "ที่อยู่กับเรา" เป็นจริง "ด้วยตนเอง” ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการรับรู้โดยสมบูรณ์ในสิ่งนั้น จะไม่มีอยู่ ณ ผู้ใด ที่สำคัญความคิดของเราไม่สามารถไปถึงสิ่งนั้นได้ด้วย  แต่สถานะของความจริงที่ว่านั้นมีอยู่ ณ เรา ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นความเป็นจริง แต่เนื่องจากว่าศาสนาได้เผชิญกับมนุษย์ และด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับได้เทมันในกรอบของวัฒนธรรมที่มีความแตกต่าง ศาสนาจึงเกิดความหลากหลายขึ้นมา นอกจากนี้ พระเจ้าทรงประสงค์ที่จะสร้างการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ พระจึงประทานสาส์นของพระองค์อันมีความเหมาะสม ไว้ในภายในวัฒนธรรมของทุกเชื้อชาติ และทุกยุคสมัย

แต่ละวิธีการที่กล่าวมานั้น สิ่งที่อยู่ในขอบเขตที่สามารถกล่าวได้ในช่วงนี้ก็คือ : การวิจารณ์และการพิจารณาอย่างจริงจังที่มีต่อของพวกเขา แม้ว่าบางวิธีการ (วิธีแรก ... ) อาจจะเป็นไปได้ว่ามีการตีความถูกต้อง แต่ต้องมีการตรวจสอบเพิ่มเติมในตำราที่เกี่ยวกับอีก

วิธีที่ 6 : วิธีการนี้เป็นหนึ่งในวิธีของ อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์ของผู้ตีความเป็นสิ่งสำคัญ และเชื่อในผลของการเริ่มต้นอย่างเต็มรูปแบบ และความรู้ก่อนของที่ผู้ที่จะตีความในช่วงเวลาที่จะทำความเข้าใจในข้อความ จากทัศนะของวิธีการนี้ ผู้เขียนและผู้พูดในฐานะของผู้ออกความเห็น ซึ่งเขาจะสูญเสียสถานะของการเป็นผู้เขียนของตน หลังจากได้อธิบายข้อความแล้ว บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ประโยคด้วยตัวของมันแล้วมิใช่ความเข้าใจของสิ่งใด ทว่าผู้ตีความต่างหากที่ได้ถ่ายทอดความรู้เบื้องต้น การเริ่มต้นของตน และจิตวิญญาณของความหมายเข้าไปในกายวิภาคศาสตร์ หรือประโยคนั้น อีกนัยหนึ่ง ความหมายที่มีอยู่ภายในของประโยคหนึ่ง เหมือนกับขี้ผึ้ง ซึ่งความคิดของผู้ตีความต่างหาก ได้ถ่ายทอดโครงสร้างการรู้จักและความรู้ของตน ให้มีรูปร่างและรูปแบบอันเฉพาะ ดังนั้น ประโยคจึงมิได้หมายถึงการคุมกำเนิดทางความหมาย แต่ทว่ามันต้องการความหมายอย่างละเอียด และความหมายนี้ผู้ตีความและผู้ฟังต้องถ่ายทอดออกมาในรูปประโยค[5]

ข้อทักท้วงวิธีนี้  : วิธีที่ 6 เป็นแนวร่วมกันระหว่างพหุนิยมและอรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งมีข้อบกพร่องอยู่โดยจะชี้ให้เห็นข้อบกพร่องบางอย่าง เช่น  :

ระบบความเข้าใจของมนุษย์จะตามกฎของการสนทนา ซึ่งบรรดาปวงผู้มีสติทั้งหลายบนโลกนี้ จะตามหลักการของการเจรจาและความเข้าใจ ขบวนการของความเข้าใจและการทำความเข้าใจจะมีหลักการเช่น : ใส่ใจต่อสถานการณ์ผู้พูดและผู้เขียน, ระบบคำศัพท์ของเขา,ภาษาที่เขาได้เลือกในการอธิบาย (อารมณ์ขัน, เป็นสัญลักษณ์อย่างจริงจัง หรือ... ) และหลักการนี้เองที่ผู้พูดมีวัตถุประสงค์ในความเข้าใจอันเฉพาะเจาะจง โดยให้ความมั่นใจในประโยคของตน ซึ่งทั้งหมดจะแจ้งให้ทราบจากคำสั่งนั้น แน่นอนว่าบางสิ่งบางอย่างของข้อความขึ้นอยู่กับหลักฐานและสถานการณ์ ควรจะพยายามที่จะเข้าใจมัน ขณะที่ตัวบทของศาสนามีทั้งสิ่งที่มายกเลิก และสิ่งที่ถูกยกเลิก, มีทั้งสิ่งทั่วไปและเฉพาะเจาะจง,มีความกว้างและมีเงื่อนไข และ .. ฉะนั้น จะต้องมีความระมัดระวัง และต้องตรวจสอบที่มาที่ไปของมัน ดังนั้น เพื่อทำความเข้าใจข้อความหนึ่ง, จะต้องมีค่าเริ่มต้น เช่น เข้าใจภาษาของผู้เขียน เครื่องหมายที่บ่งบอกสภาพ คำพูด และ ... แต่ก็ยังมีค่าเริ่มต้นอื่นอีกซึ่งจะทำให้ผู้ฟังห่างไกลจากความเข้าใจในตัวบท ดังนั้นจำเป็นต้องหลีกเลี่ยงมิให้สิ่งเหล่านั้น เข้ามายุ่งเกี่ยวกับในการทำความเข้าใจกับตัวบท

การวิจารณ์ทฤษฎีของพหุนิยม

ผ่านไปแล้วสำหรับมุมมองในแง่ของการวิจารณ์ ที่มีต่อวิธีการต่างๆ ของพหุนิยมทางศาสนา จำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษตามความเชื่อของเราชาวมุสลิมทั้งหลายว่า มีหลักฐานที่ชัดเจนและเข้ากันได้ดีกับสติปัญญาเกี่ยวกับความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ซึ่งการมีหลักฐานและเหตุผลเหล่านี้ แสดงให้เห็นว่าการเรียกร้องว่าศาสนาทั้งหมดเท่าเทียมกัน และเหมือนกันนั้นถือว่า ไม่ถูกต้องแน่นอน  ซึ่งหนึ่งในเหตุผลเหล่านั้นคือ ภูมิปัญญาที่ยอมรับเครื่องหมายต่างๆ คำสอนของศาสนาอิสลาม ความเข้ากันได้เป็นอย่างดีของพวกเขา ความหน้าเชื่อถือของเอกสารแหล่งอ้างอิง ตัวบทของอิสลาม, การมีชีวิตอยู่ การไม่ถูกสังคายนา (ไม่ผิดเพี้ยนหรือเปลี่ยนแปลง) คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิม, ปาฏิหาริย์และคำท้าทายของกุรอาน, บทบัญญัติที่ครอบคลุม,การมีประสิทธิภาพ, และหน้าที่ในเชิงบวกของพวกเขา

นอกจากนี้ จุดสำคัญในการสนทนาตรงประเด็นนี้ก็คือ, อิสลามเป็นศาสนาสุดท้ายที่ถูกประทานลงมาล่าสุด เมื่อเทียบกับศาสนาอื่นก่อนหน้านี้ นั่นหมายความว่าอิสลามอยู่ในฐานะของศาสนาที่มายกเลิก คำสอนของศาสนาก่อนหน้านั้น[6]

การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา

การตีความที่แตกต่างกันหรืออรรถปริวรรตศาสตร์, เป็นอีกหนึ่งในสาขาของนักวิชาการศาสนา ซึ่งบรรดาผู้สนับสนุนต่างเชื่อว่าผลทั้งหมดของการเริ่มต้น ความรู้พื้นฐานต่างๆ ของผู้ตีความทั้งหมดอยู่ในระหว่างการแปลข้อความ หรือการทำความเข้าใจ

ในทัศนะของอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) มีทฤษฎีและทัศนะที่หลากหลาย ซึ่งจะชี้ให้เห็นเป็นดังต่อไปนี้ :

1. ทัศนะของ Shlayr Makhr : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics)  เป็นวิธีการแปลความหมายของตัวบท และหลีกเลี่ยงความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องหรือไม่ดี ซึ่งเกิดจากช่องว่างของเวลาระหว่างผู้อธิบายความกับตัวบท.

2. ทัศนะของ Dyltay : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics), คือพื้นฐานสำหรับวิชามนุษยศาสตร์ ซึ่งตรงข้ามกับวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ เขาเชื่อว่า ประวัติศาสตร์มีส่วนร่วมในการตีความของนักอธิบายความทั้งหลาย

3. ทัศนะของ Martin Heidegger : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics), คือการอธิบายลักษณะของความเข้าใจ เงื่อนไขของความสำเร็จของมัน เขาได้เปลี่ยนแนวทางของอรรถปริวรรตศาสตร์ กับปรัชญาของ หรือการรู้จักการมีอยู่ และบนพื้นฐานทางสังคมวิทยา สิ่งนั้นจึงอยู่ในฐานะของการอธิบายถึงสิ่งที่มีคืออะไร และองค์ประกอบของความเข้าใจ และเงื่อนไขของการสำเร็จของมัน

4.ทัศนะของ Gadamer : อรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics),  คือการรวมขอบเขตต่างๆ เข้าด้วยกัน เขาได้นำเอาข้อวิภาษด้านอภิปรัชญาของ Hydgr มาเสนอในรูปของเรื่องญาณวิทยา และในความเป็นจริงแล้วเขาได้สร้างความเข้าใจภววิทยา อรรถปริวรรตศาสตร์ของ Gadamer ส่วนใหญ่เป็นการอธิบายขั้นตอนเพื่อให้เกิดความเข้าใจ โดยไม่ใส่ใจต่อความถูกต้อง ความน่าเชื่อถือ หรือการขาดความน่าเชื่อถือใดๆ ทั้งสิ้น

ในทัศนะของเขา ความคิดของผู้อธิบายความประกอบขึ้นด้วย ความเชื่อและข้อมูล ความคาดหวัง สมมติฐาน พื้นฐานเริ่มต้นของโครงสร้าง ซึ่งจะกำหนด "ความคิด" หรือ"ภูมิทัศน์" ของผู้ตีความ แน่นอนภูมิทัศน์จะขับเคลื่อนไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลากับผู้อธิบายความ และการที่ได้ย้อนไปสู่โลก หรือวัตถุ และตัวบท สิ่งนี้ก็จะถูกปรับและเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งการกระทำของการแปลความหมายก็คือ การประกอบภูมิทัศน์เข้าด้วยกัน กล่าวคือ การประกอบและการเชื่อมต่อ ภูมิทัศน์ของความเข้าใจของผู้ตีความ ให้เข้ากับตัวบท ซึ่งงานของอรรถปริวรรตศาสตร์ ก็คือการทำให้ภูมิทัศน์เหล่านี้เชื่อมต่อเข้าด้วยกัน  หรือทำการตกลงระหว่างชนิดของการสนทนาและการเจรจา ระหว่างผู้อธิบายความกับตัวบท ซึ่งแหล่งที่มาของความแตกต่างในการตีความ, ก็คือการอาศัยค่าเริ่มต้นและภูมิทัศน์เหล่านี้นั่นเอง

ความเห็นของ Gadamer ไม่มีทัศนะใดมีความสัมบูรณ์ ที่เป็นไปได้ที่จะแบกรับมุมมองด้านในทั้งหมด หรือทุกสายพันธุ์ และภูมิทัศน์ ทว่าทุกชนิดของการแปลความหมาย จะดำรงอยู่ในชนิดหรือขอบข่ายที่มีความเฉพาะ โดยให้คำตรงกับข้อความ ดังนั้น การตีความบนพื้นฐานดังกล่าวจะให้เกิดความเป็นกลางเป็นไปไม่ได้ ประกอบกับไม่มีการตัดสินเด็ดขาดขั้นสุดท้าย ในความเป็นจริงแล้ว อรรถปริวรรตศาสตร์ในทัศนะของ Gadamer, การค้นพบความตั้งใจบริสุทธิ์หรือเจตนาของผู้เขียน มิใช่สิ่งที่ต้องพิจารณา เนื่องจากจะต้องไม่เอาตัวบทมาเป็นภาพทางความความคิดผู้เขียน[7]

การวิจารณ์ทฤษฎีของ Gadamer

เนื่องจากการถกเถียงในแง่ของเทววิทยา และแนวทางปรัชญาของปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าสิ่งนั้นย้อนกลับไปสู่ทัศนะของ Gadamer เสียเป็นส่วนใหญ่ และมีจำนวนมากกว่าวิธีการอื่น ๆ และถูกให้ความสำคัญมากกว่า ซึ่งตรงนี้จะชี้ให้เห็นการวิจารณ์บางอย่างในมุมมองของ Gadamer :

ประการแรก : ด้วยความหมายอะไร ที่เราต้องไม่พิจารณาตัวบทและจุดประสงค์ของผู้เขียน โดยให้คิดในมุมกว้างทั่วๆ ไป? ผู้อธิบายความไม่สามารถแยกหรือคิดต่างไปตามเกณฑ์ของอัตนัย ในการจำแนกขอบข่ายความคิดของตน ไปจากความคิดของผู้เขียนกระนั้นหรือ?

ประการที่สอง : พื้นฐานแนวคิดของ Gadamer, จะเห็นถึงประเภทของความสัมพันธ์ได้อย่างชัดเจน ระหว่างความเข้าใจถูกต้องและผิด โดยไม่หลงเหลือเขตแดนอีกต่อไป และในความเป็นจริงแล้วทฤษฎีนี้มีความคล้ายเหมือนกับทฤษฎีของ"ความสัมพันธ์" ของคานต์ (Kant)

ประการที่สาม : ทั้งทฤษฎีและรูปแบบทั่วไปของ Gadamer สามารถท้วงติงได้ การยอมรับประสิทธิผลของการเริ่มต้น การตัดสิน และประเพณีต่างๆ ซึ่งทั้งหมดเป็นภารกิจหนึ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ประการที่สี่ : หากทุกความเข้าใจต้องการการเริ่มต้น แน่นอนว่า การเริ่มต้นนั้นก็ต้องการค่าเริ่มต้นด้วยเช่นกัน และสิ่งนี้ในความเป็นจริงก็คือเหตุผลวน และนำไปสู่การสิ้นสุดที่ลำดับซึ่งไม่ถูกต้อง[8]

ประเด็นเกี่ยวกับการตีความต่างๆ ของศาสนา

จนถึงปัจจุบันได้อธิบาย อรรถปริวรรตศาสตร์  และการตีความต่างๆ ของศาสนาไปแล้ว และได้นับทฤษฎีต่างๆ เหล่านั้นไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งทัศนะของ Gadamer ซึ่งสะท้อนต่อนักคิดร่วมสมัยจำอย่างมากมาย ซึ่งได้อธิบายประเด็นต่างๆ ไปแล้ว แต่สำหรับความสมบูรณ์ของการวิภาษ จำเป็นต้องพิจารณาถึงประเด็นดังต่อไปนี้  :

ประเด็นแรก : ถึงแม้ว่าปัญหาของ"การตีความต่างๆ ของศาสนา" ส่วนใหญ่จำนำมาจากอรรถปริวรรตศาสตร์ของปรัชญาสมัยใหม่ แต่การอภิปราย การตีความ และความเข้าใจตัวบทก็มีอยู่ในประวัติศาสตร์ของศาสตร์อิสลามตั้งแต่โบราณแล้ว อาจกล่าวได้ : ศาสตร์ในแง่ของอรรถปริวรรตศาสตร์ในอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตัฟซีรอัลกุรอาน อิลม์อุซูล และเอรฟานทางทฤษฎีก็ได้รับการแนะนำเอาไว้ ตัวอย่างเช่น สามารถกล่าวถึงการวิภาษในเรื่อง : การตีความอัลกุรอานประเภทต่างๆ ด้วยเหตุผลของสติปัญญา, การอ้างอิง,รหัสยะ, การประจักษ์, การตีความออัลกุรอาน ด้วยอัลกุรอาน, การตีความตามแนวคิดของตัวเอง, การวิภาษเรื่องของคำ, และวิธีอื่นอีกมากมาย

 

ประเด็นที่สอง : เนื่องจากตัวบทอันศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเป็นการสร้าง และเผยแผ่วัฒนธรรมของชาวมุสลิม ซึ่งมีบทบาทสำคัญที่สุดจะต้องรับผิดชอบการประพันธ์ศาสตร์ต่างๆ ในศาสนาอิสลาม เราสามารถกล่าวได้ว่า การแสดงทฤษฎี หรือการศึกษาเกี่ยวกับวิธีการล้วนอยู่ในขอบข่ายของความเข้าใจทั้งสิ้น การตีความ หรือการทำความเข้าใจกับตัวบท ถือเป็นบทนำที่เหมาะสมที่สุดในการวิภาษเรื่องเทววิทยา ดังนั้น สาเหตุ และวิธีการที่ถูกนำเสนอ และความเชื่อในความเป็นไปได้ของ"การตีความที่หลากหลาย" จากคำสอนและความเชื่อทางศาสนา, มีความท้าทายอย่างใหญ่หลวงในพื้นที่เหล่านี้ วิธีการเหล่านี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นโดยปัญญาชนอาหรับและมิใช่อาหรับ ในช่วงปีที่ผ่านมา ซึ่งส่วนใหญ่ได้นำมาจากอรรถปริวรรตศาสตร์  ของ" H. G. Gadamer" นักคิดเหล่านี้ได้พยายามนำเอาหลักอุซูลและวิธีวิภาษของ อรรถปริวรรตศาสตร์ปรัชญา  มาใช้ในการตีความ อัลกุรอาน และรายงานของศาสนา และนำไปใช้ในตรรกะความเข้าใจของศาสนาอีกด้วย แน่นอนว่า การเลือกของเขาในกรณีเหล่านี้สามารถสรุปได้ดังนี้ :

1.บทบัญญัติและตัวบทศาสนาเงียบและไม่ออกเสียง

2.สมมติฐานอัตนัยทั้งในและภายนอกความเห็นของผู้อธิบายความและผู้ฟัง, มีผลต่อการตีความตัวบท

3.สาระสำคัญของความจริงของศาสนา จะไม่ตกอยู่มือของผู้ตีความ

4.จะไม่มีการตีความที่บริสุทธิ์หรือมีความบริสุทธิ์อันใดทั้งสิ้น และเราจะอยู่ท่ามกลางการผสมผสานระหว่างความถูกต้องและไม่ถูกต้อง

ประเด็นที่สาม : มุมมองของนักคิดจำนวนมากที่กล่าวถึงข้างต้น มิได้ให้ข้ออ้างจำเป็นต่อเกณฑ์และมาตรฐานต่างๆ ที่สามารถประเมินผลและการตัดสินการตีความที่แตกต่างได้, และไม่ได้ความพยายามที่จะแยกระหว่างการตีความที่ถูกต้อง ออกจากความไม่ถูกต้อง, หรือความสอดคล้องออกจากความไม่สอดคล้องกัน  อีกนัยหนึ่ง : ความเข้าทั้งหมดจะมีค่าเท่ากัน ในกรณีที่วางอยู่บนพื้นฐานทางศาสนาและทฤษฎีที่ดีกว่า, ผู้ตีความจะต้องพยายามแยก และทำความรู้จักขอบข่ายสติปัญญาของตนออกจากขอบข่ายของ "ผู้ประพันธ์", และตามเกณฑ์และมาตรฐานในการแก้ไขทัศนะของตน เพ่อปรับให้เข้ากันกับความตั้งใจของผู้พูด มิฉะนั้น มุมมองและแนวทางใหม่นี้,นอกเหนือจากความเข้าใจศาสนาแล้ว ยังได้ครอบคลุมวิธีการรู้จักความเข้าใจทางศาสนาด้วย

ตามทัศนะของนักวิชาการอิสลาม, ยอมรับแตกต่างในการทำความเข้าใจกับศาสนาว่าเป็นความจริงที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้มานานแล้ว แต่ความแตกต่างกันนี้ "เป็นเกณฑ์" ซึ่งความหลายของเกณฑ์ในลักษณะหนึ่งได้ตีความตัวบทของศาสนา ดังนั้น"ความพยายามในการทำความเข้าใจ" หรือ "ความต่างในศาสนา" หมายถึง "การตีความตามทัศนะตัวเอง" และการกำหนดความคิดของตนที่มีต่อตัวบทของศาสนา ซึ่งมิได้ให้ความน่าเชื่อถือในทุกความแตกต่างเหล่านั้น

ประเด็นที่สี่ : ดังนั้น สิ่งที่ถูกกล่าวว่าทั้งผู้เสนอและผู้สนับสนุน อรรถปริวรรตศาสตร์ปรัชญา และการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา จะต้องยอมรับ"ผู้อธิบายความเป็นศูนย์กลาง" ในขณะที่ทฤษฎีของนักคิดอิสลาม จะแสวงหาความหมายและความตั้งใจจริงของผู้พูด ( นั่นคือพระเจ้าหรือทูตของพระองค์) เป็นวิธีการหนึ่ง ซึ่ง"ผู้ประพันธ์" คือศูนย์กลาง จากสาตุนี้เองในมุมมองนี้ผู้อธิบายความจึงอยู่ในฐานะของผู้ดำเนินตามตัวบท (อัลกุรอานหรือหะดีษ) ไปตามความตั้งใจของเจ้าของคำพูด ซึ่งสามารถยอมรับทัศนะที่ว่า “ตัวบทคือศูนย์กลาง” ทุกความพยายามและการขวนขวายของผู้อธิบายความ ซึ่งให้ผู้ประพันธ์เป็นแกน หรือตัวบทเป็นแกน ถ้าหากการค้นพบมีความละเอียดอ่อนถูกต้อง และเป็นไปตามความหมายของผู้พูดมากเท่าใด และจากทุกเงื่อนไขที่เขาได้ช่วยให้เขาเข้าถึง ผู้อธิบายความก็จะได้รับประโยชน์มากเท่านั้น เงื่อนไขและข้อบ่งชี้เช่น : เอกสารหลักฐานและพยานหลักฐาน ก็ต้องการฐานความรู้พื้นฐานเป็นสิ่งสำคัญ เช่น : กฎการใช้ภาษาของผู้พูด, การรู้จักกฎเกณฑ์ของภาษา เช่น กฎทั่วไปและเฉพาะเจาะจง, ความกว้างอย่างไร้เงื่อนไขหรือมีเงื่อนไข, คลุมเครือหรือชัดเจน, ขอบข่ายหรือเป็นสาเหตุของการประทานตัวบท และ....

ฉะนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่า, การให้ผู้ประพันธ์เป็นแกน มิได้หมายความว่าเป็นการปฏิเสธความหมายของ ค่าเริ่มต้นทั้งหมด, แม้ว่าค่าเริ่มต้นบางส่วนจะเป็นสาเหตุสนับสนุนความคิดของผู้อธิยายความที่มีต่อตัวบท อันเป็นสาเหตุของการตีความไปตามทัศนะของตนเอง กระนั้นค่าเริ่มต้นและความรู้พื้นฐานก็เป็นสิ่งจำเป็น และเป็นตัวเลือกที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

1.  ความรู้พื้นฐานและสมมุติฐานต่างๆ ซึ่งเป็นบทนำสำหรับการวินิจฉัยและดึงความหมายจากแก่นแท้ของตัวบท เช่น กฎทางวรรณกรรมและทางภาษา

2.ค่าเริ่มต้นของคำพูดและความเชื่อ เช่น วิทยปัญญาของพระเจ้า การชี้นำด้วยคำพูดของพระองค์, การเป็นผู้พูดของอัลกุรอาน, ความชัดแจ้งของอัลกุรอาน, ข้อพิสูจน์ของคัมภีร์และซุนนะฮฺ และ

3.ค่าเริ่มต้น ที่ก่อให้เกิดคำถามขึ้นทางสติปัญญาและข้อสงสัย เพื่อสอบถามและสำรวจตัวบทใหม่

ประเด็นที่ห้า : ประเด็นสุดท้ายซึ่งการพิจารณาจุดนี้มีความจำเป็นอย่างยิ่ง, การตอบคำถามนี้เป็นเหตุผลที่แม้กระทั่งในบริบทของกฎระเบียบที่ชัดเจน การทำความเข้าใจ และการวินิจฉัยต่างๆ จึงได้เกิดขึ้น?

สำหรับคำตอบสามารถกล่าวโดยสรุปเช่นนี้ : เป็นที่แน่นอนว่า ความขัดแย้ง ความหลากหลาย, ความขัดแย้งที่ไม่จริงและความแตกต่างในการตีความ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วควรที่จะเก็บเกี่ยวในแนวตั้งของสิ่งเหล่านั้น  ตัวอย่างเช่น เรื่องหลักกฎหมาย ที่บางครั้งกฎขัดแย้งกับคำตัดสิน, ซึ่งเกี่ยวข้องกับสองเวลา สองโหมดเงื่อนไข และสองสถานะ หรือสองประเด็นที่แตกต่างกัน ซึ่งในกรณีที่วิเคราะห์โดยละเอียดถึงกรณีที่ขัดแย้ง, สามารถขจัดความขัดแย้งออกไปได้ทั้งหมด อีกนัยหนึ่งคือ สามารถนำเอาความขัดแย้งเหล่านั้นมารวมกัน เพื่อหาทางออกที่สมควร

อีกประเภทอหนึ่งของความหลากหลายและแตกต่าง, เกี่ยวกับการมาตรฐานการคิดที่ครอบคลุมของผู้วิจัย หรือผู้ออกความเห็นและผู้อธิบายความ, อีกนัยหนึ่ง เนื่องจากต้นกำเนิดมาจากความแตกต่าง ค่าเริ่มต้นจึงเป็นคำถาม ซึ่งผู้ตีความจำนวนมาก บางครั้งได้ใช้ความเสมอภาพ และบางครั้งก็ใช้ ความแตกต่าง ตั้งเป็นคำถามที่แตกต่างกันต่อคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ ครอบคลุมหลายด้านของตัวบท รวมทั้งความลึกในแง่ต่างๆ ด้านในของคัมภีร์, อันเป็นทำให้ได้รับคำตอบที่หลากหลาย, ซึ่งในความเป็นจริงคำตอบทั้งหมดอยู่ในแนวตั้งและมีความเห็นเข้าด้วยกัน มิได้อยู่ในแนวนอนและมีความขัดแย้งกัน

แต่ในกรณีของความหลากหลายและความขัดแย้ง ซึ่งอยู่ในรูปแบบที่แท้จริงแต่มิได้อยู่ในแนวตั้ง ที่พาดพิงไปยังความแตกต่างในการตีความ,เหตุผลของสิ่งเหล่านี้สามารถกล่าวได้เช่นนี้ :

ไม่สนใจ หรือผิดพลาดในกฎระเบียบของไวยากรณ์อาหรับและวรรณคดี เช่น ไม่ใส่ใจและละเลยต่อข้อยกเว้น หรือเงื่อนไขต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในตัวบท ขาดการประยุกต์ใช้หลักการของเหตุผลและตรรกะ, เพียงแค่คิดในวิธีการตีความโดยขาดความสนใจในเทคนิค บริบท เครื่องหมายต่างๆ และสมมาตรทั่วไปของผู้พูด, ไม่ใส่ใจต่อเหตุผลและเครื่องหมายของสติปัญญา, มีการค้นคว้าสายรายงาน และเอกสารประกอบที่ไม่เพียงพอ ขาดการประยุกต์ใช้ความรู้บางอยาง เช่น อิลมุริญาล และดิรอยะฮฺ

สรุป ความหลากหลายในตีความตัวบทของศาสนาหนึ่ง หรือคัมภีร์เล่มหนึ่งในลักษณะของ "หลักเกณฑ์มาตรฐาน" เหมาะสมและในเวลาเดียวกัน "มีความจำกัด" เป็นสิ่งที่ปฏิเสธและหลีกเลี่ยงไม่ได้ในกรณีที่มีจำนวนมาก แต่ไม่ต้องสงสัยเลยว่า, คนที่ไม่ ความสามารถเพียงพอที่จะใช้ตัวบทหนึ่ง อาจจะเรียกร้อง "การตีความใหม่” (Reading) จากศาสนาหรือจากตัวบทของศาสนา แน่นอนว่า ความถูกต้องของสิ่งนั้น เป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านศาสนาและภาษา ที่ต่องเป็นผู้กำหนด[9]

สรุป :

ด้วยการแสดง 2 ทฤษฎีของพหุนิยม และการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา เป็นที่ชัดเจนว่าทั้งสองหัวข้อ เป็นสองประเภทที่แยกกันอย่างละเอียด เป็นข้อพิพาทในการศาสนา ซึ่งในปีที่ผ่านมามีการเขียนบทความ และสิ่งพิมพ์ซึ่งได้รับการกล่าวถึงอย่างกว้างขวาง ซึ่งเนื้อหามีความแตกต่างกันและกันอย่างชัดเจน และในความเป็นจริงแล้วเป็นบทวิภาษใหม่ใน 2 สาขาของวิชาศาสนศาสตร์

แต่จุดร่วมของทั้งสอง,คือ วิธีอรรถปริวรรตศาสตร์ พหุนิยมในฐานะที่เป็น วิธีที่หกที่ถูกล่าวในบทวิภาษเกี่ยวกับพหุนิยม ซึ่งเนื้อหาและการพิจารณาได้อธิบายไปแล้วโดยสังเขป

สุดท้าย, ประเด็นที่จำเป็นต้องพูดถึงในเรื่อง พหุนิยม ก็คือการอภิปรายเรื่อง อรรถปริวรรตศาสตร์ ซึ่งต้องการรายละเอียดอีกมาก ดังนั้น สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถศึกษาได้จากหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการอภิปรายหัวข้อดังกล่าว

แหล่งอ้างอิงสำหรับการศึกษาเพิ่มเติม  :

1ศาสตราจารย์ ฮาดะวี เตหะรานนี, มะฮฺดียฺ, ,มะบานียฺ กะลาม อิจญฺติฮาด.

2ซุรูช,อับดุลกะรีม, ซิรอฏฮอเยะ มุสตะกีม

3 อับดุรเราะซูล, บัยยาต และคนอื่น ๆ , อภิธานศัพท์

4 เราะฮีม พูร อัซเฆาะดียฺ, ฮะซัน, วิจารณ์หนังสือ, ฉบับที่ 4

5 มุจญฺตะฮิด ชุบัสตะรียฺ, มุฮัมมัด, อรรถปริวรรตศาสตร์ อัลกุรอาน และซุนนะฮฺ

 


[1] Golpayegani Rabbani, Ali, การวิเคราะห์และการวิจารณ์พหุนิยมทางศาสนา, หน้า 19, สถาบันความรู้วัฒนธรรมร่วมสมัย, พิมพ์ครั้งที่หนึ่ง, เตหะราน

   เดียวกันหน้า 20

[2] อ้างแล้ว, หน้า 20

[3] มีร จอลยาดะฮฺ, ดีรพะฌูฮี, แปลโดยบะฮาอุดดีน โครัมชาฮี, หน้า 301, บทความ “ความหลากหลายของศาสนา” ผลงานของจอห์น ฮีก

[4] จอห์นฮีก ปรัชญาศาสนา, แปลโดย บะฮฺรอม ราด, หน้า  238

[5] ศึกษาได้จาก : แนวทางอันเที่ยงตรง, อับดุลกะรีม ซุรูช, สำนักพิมพ์ ซิรอฏ, เตหะราน, นิตยสารกียาน, ฉบับที่ 36, บทความต่างๆ อันเทียงตรง ลำดับที่ 37 และ 38; อับดุรเราะซูลบียาต และคนอื่น ๆ, สารานุกรมศัพท์, สถาบันความคิดทางศาสนาและวัฒนธรรม, บทความพหุนิยมทางศาสนา, พิมพ์ครั้งแรก, ปี 1381

[6] อภิธานศัพท์, หน้า, 161 และ 162

[7] ศึกษาได้จาก :ศาสตราจารย์ ฮาดาวี เตหะรานนี, มะฮฺดียฺ, มะบานี กะลาม อิจญฺติฮาด, สถาบันวัฒนธรรมคิรัด, กุม, พิมพ์ครั้งแรก 1377, หัวข้อ,อรรถปริวรรตศาสตร์, หน้า, 200-224; อับดุรเราะซูล บัยยาต และอื่น ๆ , อภิธานศัพท์, บทความ "อรรถปริวรรตศาสตร์ "

[8] มะบานี กะลาม อิจญฺติฮาด, หน้า 225, 235, อภิธานศัพท์, หน้า 590-592.

[9] การเขียนส่วนนี้ได้หยิบยกประเด็นมาจากบทความ อรรถปริวรรตศาสตร์, เขียนโดยอับดุรเราะซูล บัยยาตียฺ

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ในทัศนะของอิสลาม ชาวฮินดูถือว่าเป็นนะญิสหรือไม่ และจะต้องออกห่างพวกเขาหรือไม่?
    2757 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/17
    บรรดามัรญะอ์ได้ฟัตวาว่ากาฟิรเป็นนะญิส และจะต้องหลีกเลี่ยงความเปียกชื้นจากพวกเขาท่านอิมามโคมัยนีได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า “กาฟิรคือผู้ที่ไม่เชื่อในพระผู้เป็นเจ้า หรือตั้งภาคีต่อพระเจ้า หรือไม่ยอมรับในการเป็นศาสนทูตของท่านศาสดามูฮัมหมัด ( ศ็อลฯ ) เขาผู้นั้นถือเป็นนะญิส [ 1 ] มัรญะอ์ท่านอื่นๆ อาทิเช่น อายะตุลลอฮ์ คอเมเนอี ก็มีคำวินิจฉัยเช่นเดียวกันนี้ [ 2 ] เนื่องจากชาวฮินดูนับถือพระเจ้าหลายองค์ ซึ่งถือได้ว่าพวกเขาตั้งภาคี อีกทั้งบูชาเทวรูปด้วย ดังนั้นพวกเขาคือกาฟิรและเป็นนะญิส ข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านที่คุณมั่นใจว่านางสัมผัสขณะเปียกชื้นแล้ว ก็ถือว่าเป็นนะญิสด้วยเช่นกัน ซึ่งก็แน่นอนว่าจำเป็นต้องใช้น้ำชำระล้างสิ่งของที่เป็นนะญิส [ 3 ] หากคุณสงสัยในหนึ่งในกรณีเหล่านี้:1. ร่างกายของนางสัมผัสกับสิ่งของหรือไม่2. ตัวการสัมผัส ( ร่างกายหรือมือของเขา ) หรือสิ่งที่ถูกสัมผัส ( สิ่งของ ) มีความเปียกชื้นหรือไม่3. ความเปียกชื้นถูกถ่ายโอนระหว่างสองสิ่งดังกล่าวหรือไม่คุณสามารถปล่อยวางข้อสงสัยของคุณได้ และถือว่าสิ่งของเหล่านั้นไม่เป็นนะญิส [ 1 ] ประมวลปัญหาศาสนาพร้อมภาคผนวก,อิมามโคมัยนี,เล่ม 1,หน้า 76,ปัญหาที่ 106 ...
  • อยากทราบว่าปัจจุบันมีการเปรียบเทียบทองหนึ่งโนโค้ดอย่างไร เท่ากับทองกี่กรัม?
    2377 สิทธิและกฎหมาย 2555/03/04
    เมื่อแบ่งระยะรอบเดือนของภรรยาออกเป็นสามช่วงเท่าๆกัน หากสามีร่วมประเวณีทางช่องทางปกติในช่วงเวลาที่หนึ่ง โดยหลักอิห์ติยาฏแล้ว ต้องจ่ายสินไหมเป็นทองสิบแปดโนโค้ดแก่ผู้ยากไร้ ในกรณีร่วมประเวณีในช่วงเวลาที่สอง ต้องจ่ายทองเก้าโนโค้ด และหากเป็นช่วงเวลาที่สามต้องจ่ายทองสี่โนโค้ดครึ่ง [ 1 ] สิบแปดโนโค้ดเท่ากับหนึ่งมิษก้อลตามหลักศาสนา เทียบเท่าน้ำหนักสี่กรัมครึ่ง [ 2 ] อย่างไรก็ดี มีทัศนะแตกต่างกันเล็กน้อยในหมู่นักวิชาการศาสนาเกี่ยวกับเรื่องสินไหมดังกล่าว ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากตำราที่อ้างอิงในเชิงอรรถ คำตอบของท่านอายะตุลลอฮ์ มะฮ์ดี ฮาดะวี เตหรานีมีดังต่อไปนี้: การร่วมหลับนอนในช่วงมีประจำเดือนถือเป็นเรื่องต้องห้าม แต่ไม่จำเป็นต้องจ่ายสินไหมใดๆนอกจากการขออภัยโทษจากอัลลอฮ์ อย่างไรก็ดี เพื่อความรอบคอบจึงควรจ่ายสินไหมหนึ่งดีน้ารแก่ผู้ยากไร้หากร่วมหลับนอนในช่วงแรกของรอบเดือน ครึ่งดีน้ารในกรณีร่วมหลับนอนช่วงกลางรอบเดือน และเศษหนึ่งส่วนสี่ของดีน้ารสำหรับผู้ที่กระทำช่วงท้ายรอบเดือน หนึ่งดีน้ารในที่นี้เทียบเท่าทองสี่กรัมครึ่ง [ 1 ] ประมวลปัญหาศาสนาของอิมามโคมัยนี ( พร้อมภาคผนวก ) , ...
  • เงินฝากบัญชีสินเชื่อที่อยู่อาศัย โดยใช้ประโยชน์จากสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย จำเป็นต้องจ่ายคุมซ์หรือไม่?
    1864 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/22
    ท่านผู้นำสูงสุดตอบคำถามที่ถามว่า บุคคลที่ไม่มีที่อยู่อาศัย ได้เก็บสะสมเงินฝากเพื่อเตรียมไว้ซื้อบ้านและที่อยู่อาศัย เงินฝากต้องจ่ายคุมซ์ด้วยหรือไม่? ตอบว่า : การสะสมทรัพย์ถือเป็นรายได้ประเภทหนึ่ง ถ้าเตรียมไว้เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิต เมื่อครบรอบปีต้องจ่ายคุมซ์ด้วย เว้นเสียแต่ว่าได้สะสมเงินไว้เพื่อจัดซื้อของใช้ที่จำเป็นในชีวิต หรือเพื่อสำรองค่าใช้จ่ายจำเป็น ในกรณีนี้ ถ้าหากเลยรอบปีต้องจ่ายคุมซ์ไปแล้ว ( เช่น สองสามเดือนหลังรอบปีคุมซ์ ) เขาได้ใช้ไปในเรื่องดังกล่าวนั้น ไม่ต้องจ่ายคุมซ์ [ 1 ] ดังนั้น บัญชีเงินฝากตามทัศนะของท่านผู้นำ ซึ่งได้สะสมไว้เพื่อซื้อบ้านที่อยู่ เมื่อครบรอบปีต้องจ่ายคุมซ์ด้วย [ 1 ]  เตาฎีฮุลมะซาอิล ( อัลมะฮฺชียิ ลิลอิมามอัลโคมัยนี ) เล่ม 2, หน้า 79, คำถามที่ 909 ...
  • ฮะดีษร็อฟอ์ (เพิกถอน) คืออะไร?
    2770 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/04
    ฮะดีษร็อฟอ์เป็นชื่อเรียกของฮะดีษสองบทจากท่านนบี ( ซ.ล. ) ซึ่งหนึ่งในสองบทกล่าวถึงการผ่อนผันข้อบังคับหรือสถานะนานาประเภท รวมทั้งผลต่อเนื่องต่างๆในอิสลามให้พ้นจากผู้บรรลุนิติภาวะในลักษณะบทเฉพาะกาล อีกบทหนึ่งกล่าวถึงการผ่อนผันข้อบังคับบางประการเฉพาะสำหรับบุคคลบางกลุ่มฮะดีษแรก แม้จะมีข้อแตกต่างเกี่ยวกับรายละเอียดของภาระที่ผ่อนผันอยู่บ้าง แต่ก็ปรากฏอยู่ในตำราที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่ของชีอะฮ์ทั้งยุคแรกและยุคหลัง โดยอิมามศอดิก ( อ. ) และอิมามริฎอ ( อ. ) รายงานจากท่านนบี ( ซ.ล. ) และถือว่ามีสายรายงานที่เศาะฮี้ห์เนื้อหาเบื้องต้นของฮะดีษที่คัดเฉพาะบทที่มีรายละเอียดสมบูรณ์ที่สุดมีดังนี้ “ประชาชาติมุสลิมได้รับการผ่อนผันเก้าสิ่งต่อไปนี้ หนึ่ง. ความผิดพลาด สอง.การหลงลืม สาม. สิ่งที่ไม่รู้ สี่. สิ่งที่ไม่สามารถกระทำได้ ห้า. สิ่งที่กระทำโดยไม่มีทางเลือก หก. สิ่งที่ถูกบังคับให้กระทำ เจ็ด. การกระทำที่ฤกษ์ไม่ดี แปด. ความคิดฟุ้งซ่านเกี่ยวกับการสร้างโลก เก้า. ความริษยา ตราบเท่าที่ยังไม่สำแดงออก” [ i ] ฮะดีษชุดนี้นอกจากจะได้รับการอรรถาธิบายโดยผู้เชี่ยวชาญด้านวิชาอุศูลุลฟิกห์แล้ว ( เกี่ยวกับหลักมุจมั้ล และมุบัยยัน ในตำราของพี่น้องซุนนะฮ์ยุคแรก ) ...
  • ความหมายของอักษรย่อในอัลกุรอานคือ อะไร?
    5151 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    อักษรย่อ หมายถึงอักษาซึ่งได้เริ่มต้นบทอัลกุรอาน บางบท ไม่มีความหมายเป็นเอกเทศ ตัฟซีรกุรอาน มีการตีความอักษรเหล่านี้ด้วยทัศนะที่แตกต่างกัน ซึ่งทัศนะที่ถูกต้องที่สุดคือ อักษรย่อเป็นรหัส ซึ่งเท่าเราะซูลและหมู่มิตรของอัลลอฮฺ เข้าใจในสิ่งนั้น ประโยคที่ว่า « صراط علی حق نمسکه » นักค้นคว้าบางคนกล่าวว่า ไม่มีที่มาจากแหล่งรายงานฮะดีซ ...
  • ระหว่างการกระทำกับผลบุญที่พระองค์จะทรงตอบแทนนั้น มีความสอดคล้องกันหรือไม่?
    2201 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/10/18
    การสัญญาว่าจะมอบผลบุญให้อย่างที่กล่าวมา มิได้ขัดต่อความยุติธรรมหรือหลักดุลยภาพระหว่างการกระทำกับผลบุญแต่อย่างใด เพราะหากจะนิยามความยุติธรรมว่าคือ การวางทุกสิ่งในสถานะอันเหมาะสม ซึ่งในที่นี้ก็คือการวางผลบุญบนการกระทำที่เหมาะสม ก็ต้องเรียนว่ามีความเหมาะสมเป็นอย่างดี เนื่องจาก ก. จุดประสงค์ของฮะดีษที่อธิบายผลบุญเหล่านี้คือการเน้นย้ำถึงความสำคัญของอิบาดะฮ์ที่กล่าวถึง มิได้ต้องการจะดึงฮัจย์หรือญิฮาดลงต่ำแต่อย่างใด ซ้ำยังถือว่าฮะดีษประเภทนี้กำลังยกย่องการทำฮัจย์หรือญิฮาดทางอ้อมได้อีกด้วย เนื่องจากยกให้เป็นมาตรวัดอิบาดะฮ์ประเภทอื่นๆ ดังที่เรามักเปรียบเปรยสิ่งมีค่ากับทองคำข. ฮะดีษเหล่านี้มิได้หมายรวมถึงภาวะที่ฮัจย์ หรือญิฮาด ฯลฯ เป็นวาญิบค. ในการวัดความสำคัญ ไม่ควรใช้ปริมาณ หรือความยากง่ายในเชิงกายภาพเป็นมาตรฐานเสมอไป แต่ต้องคำนึงว่าเจตนา ระดับความนอบน้อม ขีดศรัทธาและความเชื่อ ล้วนมีผลต่อระดับผลบุญมากกว่าปัจจัยข้างต้นเสียอีก ฉะนั้น หากอิบาดะฮ์ใดมีคุณลักษณะเด่นดังกล่าวก็ย่อมสามารถนำมาเทียบผลบุญของพิธีฮัจย์หรือการเป็นชะฮีดได้นอกจากนี้ยังต้องคำนึงว่าดุอาหรือบทซิยารัตต่างๆนั้น อุดมไปด้วยสารธรรมคำสอนทางศาสนาซึ่งย่อมมีผลต่อความศรัทธาของผู้อ่าน จึงอาจมีคุณค่ามากกว่าการกระทำอื่นๆที่มิได้มีลักษณะเฉพาะดังกล่าวโดยทั่วไปแล้วในยามสงบไร้ศึกสงคราม หรือนอกเทศกาลฮัจย์ คนเรามักจะประสบกับอารมณ์ไฝ่ต่ำและการลวงล่อของชัยฏอนบ่อยเป็นพิเศษ และเนื่องจากมนุษย์มักจะโน้มเอียงไปตามกิเลส ด้วยเหตุนี้ ผู้ที่เลือกที่จะชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ด้วยนมาซ บทดุอา หรือบทซิยารัต แทนการบำเรอกิเลสตัณหา บุคคลผู้นี้ย่อมต้องเพ่งจิตสำนึกอันบริสุทธิ์อย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งอาจมีผลบุญมากกว่าคนทั่วไปที่ประกอบพิธีฮัจย์หรือต่อสู้ญิฮาดเสียด้วยซ้ำแต่หากจะนิยามความยุติธรรมว่าคือการไม่ละเมิดสิทธิของผู้อื่น ต้องเรียนว่าในประเด็นนี้ไม่มีการละเมิดสิทธิผู้ใด เพราะแม้สมมุติว่าอัลลอฮ์ประทานผลบุญมากเกินไป นั่นก็ยังไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิของมนุษย์คนใดอยู่ดี เนื่องจากการประทานผลบุญถือเป็นเมตตาธรรมของพระองค์ หาไช่สิทธิของบ่าวแต่อย่างใด ...
  • มีการประทานโองการที่เกี่ยวกับอิมามอลี(อ.)ในเดือนใดมากที่สุด?
    2434 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/03/07
    เพื่อไขปัญหาดังกล่าว ในเบื้องต้นควรทราบข้อสังเกตุดังต่อไปนี้ 1. โดยทั่วไปแล้ว ฮะดีษที่กล่าวถึงเหตุแห่งการประทานโองการกุรอานมีสองประเภท หนึ่ง. เล่าถึงเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่เกิดขึ้นในยุคของท่านนบี ( ซ.ล. ) โดยอ้างถึงโองการที่ประทานลงมาเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นๆ สอง. เล่าถึงโองการที่ประทานลงมาเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยมิได้กล่าวถึงรายละเอียดเหตุการณ์ อย่างเช่นโองการที่เกี่ยวกับฐานันดรภาพของท่านอิมามอลี ( อ. ) และอิมาม ( อ. ) ท่านอื่นๆ [ 1 ] 2. โองการกุรอานประทานลงมาสู่ท่านนบี ( ซ.ล. ) เป็นระยะๆตามแต่เหตุการณ์ วันเวลาและสถานที่ที่แตกต่างกัน ทว่ามีบางโองการเท่านั้นที่มีฮะดีษช่วยระบุถึงปัจจัยต่างๆดังกล่าว หรืออาจจะมีฮะดีษที่ระบุไว้แต่มิได้ตกทอดถึงยุคของเรา 3. มีโองการมากมายที่กล่าวถึงฐานันดรภาพของท่านอิมามอลี ( อ. ) และมะอ์ศูมีน ( อ. ) ท่านอื่นๆ ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการพิสูจน์และตีแผ่หลักการสำคัญอย่างเช่นหลักอิมามะฮ์ ( ภาวะผู้นำภายหลังนบี ...
  • ถ้าหากบนผิวหนังมีจุด่างดำ หรือสีน้ำตาล สามารถผ่าตัด หรือยิงเลเซอร์ได้ไหม ถ้าสามียินยอม?
    2731 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    ทัศนะของมัรญิอฺตักลีดบางท่านเกี่ยวกับการผ่าตัดจุดด่างดำ ปานบนผิวหนัง ด้วยการยิงเลเซอร์ เช่นสำนัก ฯพณฯ ท่านผู้นำ อายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา คอเมเนอี ( ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครองท่าน ) :ถ้าหากว่าไม่มีการสัมผัสหรือมองที่ฮะรอม และไม่มีอันตรายหรือผลข้างเคียงตามมา ไม่เป็นไรสำนัก ฯพณฯ ท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา ซิตตานียฺ ( ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครองท่าน ) :ถ้าหากการผ่าตัดนั้น ( ลำบากนาน ) ไม่เป็นไรสำนัก ฯพณฯ ท่านอายะตุลลอฮฺ อัลอุซมา มะการิมชีรอซียฺ ( ขออัลลอฮฺ ทรงคุ้มครองท่าน ) :กรณีที่ไม่ผสมผสานกับฮะรอม หรือไม่มีอันตรายจากผลข้างเคียงอย่างอื่น โดยตัวของมันไม่เป็นไร, แต่ถ้ามีฮะรอมร่วมปนอยู่ด้วย ( เช่น การสัมผัส การมองของแพทย์ ) เฉพาะกรณีที่จำเป็นเท่านั้น อนุญาตให้ทำได้ ...
  • การใช้ชีวิตเพื่ออัลลอฮฺ เป็นชีวิตอย่างไร? มีความขัดแย้งกับชีวิตการเป็นอยู่ทั่วไปทางโลกหรือไม่?
    3328 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/01/23
    ถ้าหากพิจารณาอัลกุรอานแล้วได้ถามอัลกุรอานว่า เราได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออะไร? คำตอบของอัลกุรอานคือ เรามิได้สร้างมนุษย์และญินขึ้นมาเพื่อการใด เว้นเสียแต่เพื่อการอิบาดะฮฺ و ما خلقت الجن و الانس الا لیعبدون อิบาดะฮฺ หมายถึงอะไร? อิบาดะฮฺ คือการแสดงตนเป็นบ่าวต่ออัลลอฮฺ หมายถึงภารกิจเหล่านี้เองที่เราได้กระทำอยู่ทุกวัน หรือแม้แต่ภารกิจขั้นธรรมดาที่สุดที่ได้กระทำทุกวัน เช่น การกิน การดื่ม สิ่งเหล่านี้สามารถเป็นอิบาดะฮฺเพื่อพระเจ้าได้. การใช้ชีวิตเพื่ออัลลอฮฺหมายถึง การที่มนุษย์ได้กระทำภารกิจบางอย่าง ซึ่งงานเหล่านี้เองหรืองานประจำวันที่ได้กระทำโดยตั้งเจตนา หรือกระทำลงไปตามเงื่อนไขทางศาสนา ...
  • ความสำคัญ และปรัชญาของการจัดพิธีกรรมรำลึกถึงท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) คืออะไร?
    3035 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/20
    สำหรับการติดตามผลอย่างมีนัยของการให้ความสำคัญ และปรัชญาของการจัดพิธีกรรมรำลึกถึงท่านอิมามฮุซัยนฺ ( อ. ) จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ :1. คัมภีร์อัลกุรอาน เกี่ยวกับการฟื้นฟูและการรักษาคุณธรรมความประเสริฐ และการให้เกียรติ บุคคลที่มีลักษณะความสูงส่ง เป็นมนุษย์ผู้มีความประเสริฐและหมู่มิตรของศาสนานั้น โองการอัลกุรอานหลายโองการได้ให้การเน้นย้ำไว้เป็นพิเศษ2. อิมามผู้ยิ่งใหญ่ของฝ่ายชีอะฮฺ ( อ. ) ได้ใช้วิธีการรณรงค์เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในแผ่นดินกัรบะลาอฺให้มีชีวิตชีวา ด้วยวิธีการหลายหลากดังต่อไปนี้ เช่น : ก ) ส่งเสริมให้มีการจัดพิธีกรรมรำลึกถึงโศกนาฏกรรมนี้ข ) ส่งเสริมให้มีการร้องไห้แสดงความเสียใจค ) ส่งเสริมให้นักกวีอ่านบทลำนำและเล่าเรื่องง ) ส่งเสริมให้มีการซิยาเราะฮฺ ( เยี่ยม ) สถานฝังศพของท่านอิมามฮุซัยนฺ ( อ. ) 3.เดือนมุฮัรรอม, คือเดือนแห่งชัยชนะของเลือดที่มีเหนือคมดาบทั้งหลาย และยังเป็นแรงบันดาลใจในการต่อสู้กับบรรดาผู้กดขี่ทั้งหลาย และยังมีบทบาทสำคัญต่อการถ่ายทอดข่าวสารโลกของท่านอิมามฮุซัยน ( อ. ) 4.ความโศกเศร้าคือปัจจัยสำคัญของความสามัคคี และเป็นรหัสยะของความสำเร็จ สำหรับประชาชาติตลอดหน้าประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ของการปฏิวัติบนโลกนี้ ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากการยืนหยัดต่อสู่แห่งกัรบะลาอฺทั้งสิ้น ซึ่งหนึ่งในตัวอย่างนั้นก็คือ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    25946 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    21669 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนด หากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อน ปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียด ทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าว จำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม ( อ ) ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี ( อ ) ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง ให้นมาซสองเราะกะอัต โดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีน หลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์ และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติ เป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอ เธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดี เธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์ เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์ เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมา เธอจะปกป้อง ( เกียรติและทรัพย์สิน ) , หากเข้าหาเธอ เธอจะสุขใจ, และหากกำชับ เธอจะเคารพ, และหากขอร้อง เธอจะสนอง, หากโกรธข้อง เธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้า ผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพ ขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯ เพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์ และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    20589 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม ( อ. ) หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน ( รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน ( อ. ) 5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ ( รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม ( อ. ) 6. อิมามศอดิก ( อ. ) กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก ( อ. ) กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    19408 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกัน ซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วน ก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียน อันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรม การอบรม และวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอน อาทิเช่น การให้เกียรติครูบาอาจารย์ ยกย่องวิทยฐานะของท่าน นอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    17925 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญิน รวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัด แต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เรา แน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อน และการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า یا معشر الجن و الانس ا لم یاتکم رسل منکم یقصون علیکم ایاتی‏ و ینذرونکم لقا یومکم‏ هذا.... “โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่า ชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอน ศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์ แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    17794 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่า การทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้ เนื่องจากอัลลอฮฺ ( ซบ. ) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่ง แต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่า การทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆ อันได้แก่ การอบบรมสั่งสอน การชี้นำโดยรวมของพระเจ้า อัลลอฮฺ ( ซบ. ) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์ และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์ และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำ เขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้า พระองค์จะใช้คำว่า ฟิตนะฮฺ ซึ่งคำๆ นี้ตามความหมายแล้วหมายถึง ความสะอาด หรือทองคำบริสุทธิ์ ในรายงานกล่าวว่า ประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบ ดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือ ทองคำ เมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆ ของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้ว มรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือ มนุษย์จะตื่นจากการหลงลืม อัลลอฮฺ ( ซบ. ) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆ นั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหล ซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆ ทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆ ในระหว่างเส้นทาง การที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่า ไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับ และจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบ ในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลาย ซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลาย ...
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    17480 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    16998 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการ มีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้น บ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวา อีหม่าน และอะมั้ลที่ศอลิห์ จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอ และจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้าม ตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุรา ตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    16593 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้ เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม ( อ. ) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้ กราบสุญูดอาดัม แต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน ( อิบลิส ) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่า เนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ ( มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส ) ดังนั้น อิบลิส ต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺ ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺ แต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่า อิบลิสซาตาน ( เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี ) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ ( ซบ. ) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน ( ซาตาน ) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไป ดังนั้น มลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์ และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึง ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    16130 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า การสะท้อนภาพ [ 1 ] ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ : อัลลอฮฺ ( ซบ. ) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป [ 2 ...

ลิ้งก์ต่างๆ