การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
9395
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/10/22
 
รหัสในเว็บไซต์ fa985 รหัสสำเนา 17837
คำถามอย่างย่อ
จะให้นิยามและพิสูจน์ปาฏิหาริย์ได้อย่างไร?
คำถาม
จะให้นิยามและพิสูจน์ปาฏิหาริย์ได้อย่างไร?
คำตอบโดยสังเขป

อิอฺญาซ หมายถึงภารกิจที่เหนือความสามารถของมนุษย์บุถุชนธรรมดา อีกด้านหนึ่งเป็นการท้าทาย และเป็นภารกิจที่ตรงกับคำกล่าวอ้างตนของผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์นั้น การกระทำที่เหนือความสามารถหมายถึง การกระทำที่แตกต่างไปจากวิสามัญทั่วไปซึ่งเกิดภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ

ภารกิจที่เหนือธรรมชาติหมายถึง ภารกิจที่ไม่มีสาเหตุ หรือภารกิจที่ปฏิเสธกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของสาเหตุ อิอฺญาซมาตรว่าเป็นภารกิจธรรมดาที่มีสาเหตุทางธรรมชาติ แต่สามารถเหล่านั้นก็ยากเกินความสามารถที่มนุษย์บุถุชนทั่วไปจะสัมผัสได้ หรือเกินความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจได้ด้วย การท้าทายหมายถึงท่านศาสดา (ซ็อล ) ในฐานะที่เป็นเจ้าของปาฏิหาริย์ ได้กล่าวท้าทายบุคคลหรือกลุ่มชนที่ไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ของท่าน หรือไม่ยอมคำเชิญชวนของท่าน ซึ่งท่านจะกล่าวท้าทายให้เขานำสิ่งที่คล้ายเหมือนมาแสดงเยี่ยงท่าน

ปาฏิหาริย์ อิอ์ญาซ ได้รับอิทธิพลมาจากท่านศาสดาโดยได้รับอนุญาตจากอัลลอฮฺ กล่าวคือปาฏิหาริย์ต่างๆ ของศาสดาขึ้นอยู่กับอำนาจที่ไม่มีความจำกัดของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับชัยชนะเสมอมา ปาฏิหาริย์ ไม่ต้องเรียนหรือจดจำแต่อย่างใด อีกทั้งไม่ต้องการเงื่อนไขอันจำกัดจำเพาะแต่อย่างใดด้วย ปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดานั้นส่วนใหญ่มิได้เป็นการแสดงเพื่อคร่าเวลาให้หมดไป ทว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการชี้นำทางมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ ปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดาจึงมีแตกต่างไปจากเรื่องกะรอมัต เช่น การตอบรับดุอาอฺ และ....มายากล หรือคาถาอาคมต่างๆ โดยสิ้นเชิง

เรื่อง กะรอมัต นั้นมิได้อยู่ในส่วนของคำท้าทาย หรือการชี้นำทางามนุษย์ หรือคำกล่าวอ้างการเป็นนบีแต่อย่างใด ทำนองเดียวกันเรื่องมายากลและคาถาคมต่างๆ ที่บรรดามุรตะฎออินเดียได้แสดงให้เห็นนั้น ล้วนเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นเป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติทั้งสิ้น แม้ว่าบางครั้งอาจจะมีภารกิจบางอย่างที่มีเป้าหมายอันศักดิ์สิทธิ์ก็ตาม

นอกจากนี้,บุคคลที่ได้ศึกษาและฝึกฝนภารกิจดังกล่าวจนประสบความสำเร็จ และสามารถปฏิบัติภารกิจบางประการได้ ภารกิจของเขาก็ขึ้นอยู่กับแหล่งอำนาจของมนุษย์ ซึ่งมีความจำกัดดังนั้นภารกิจที่ดูเหมือนว่าเหนือธรรมชาติที่กระทำโดยบุคคลที่ฝีกฝนตน ก็ยังพ่ายแพ้ต่ออำนาจที่เหนือธรรมชาติที่เรียกว่า มุอฺญิซะฮฺ อยู่ดี

ส่วนการพิสูจน์เรื่อง มุอฺญิซะฮฺ, อิอฺญาซมี 2 ประเภท,บางครั้งเป็นการกระทำ และบางครั้งเป็นกาลเวลาเป็นการบรรยายหรือคำพูด, ปาฏิหาริย์ที่เป็นการกระทำด้านหนึ่งเกิดจากการเรียกร้องของประชาชน และจะเกิดในช่วงเวลาที่มีความเหมาะสม และหลังจากเกิดแล้ว ปาฏิหาริย์นั้นจะไม่คงเหลืออยู่อีกต่อไป, แม้ว่าจะมีปาฏิหาริย์อันเป็นการกระทำของบรรดาศาสดา (.) หลงเหลืออยู่บ้างก็ตาม

การพิสูจน์ปาฏิหาริย์ดังกล่าวข้างต้น, สำหรับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของการเกิดปาฏิหาริย์, สามารถพิจารณาได้จากรายงานต่างๆ ที่กล่าวถึงเรืองปาฏิหาริย์นั้นๆ และสามารถยอมรับความจริงได้.

ส่วนมุอฺญิซะฮฺ ที่เป็นถ้อยจำนรรจ์ของท่านศาสดา (ซ็อล ) ก็คืออัลกุรอาน, ซึ่งอัลกุรอานเองได้เชิญชวนและท้าทายบรรดาผู้ปฏิเสธอัลกุรอานให้มาต่อสู้กัน ซึ่งการท้าทายอันเฉพาะของอัลกุรอาน มิได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่เรื่องวาทศิลป์ วาทศาสตร์ และโวหาร, ทว่าได้ท้าทายในทุกรูปแบบที่คิดว่าสามารถทำได้ดีกว่าอัลกุรอาน, ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจัดว่าเป็นการท้าทายของอัลกุรอานโดยแท้จริง เช่น การแจ้งข่าวความเร้นลับ การอธิบายในเชิงวิชาการ การไม่มีความขัดแย้งกันในอัลกุรอาน และ .... แน่นอนการพิสูจน์ปาฏิหาริย์เหล่านี้ต้องอาศัยการพิสูจน์ปาฏิหาริย์ของอัลกุรอานที่ว่า อัลกุรอาน ดีกว่าในทุกด้านที่มนุษย์คิดว่าสิ่งนั้นดี และมนุษย์ไร้ความสามารถในการนำเสนอเยี่ยงอัลกุรอาน

คำตอบเชิงรายละเอียด

นักปราชญ์อิสลามกับการตีความคำว่า มุอฺญิซะฮฺ[1]

มุอฺญิซะฮฺหมายถึงภารกิจที่เหนือความสามารถของมนุษย์บุถุชนธรรมดา อีกด้านหนึ่งเป็นการท้าทาย และเป็นภารกิจที่ตรงกับคำกล่าวอ้างตนของผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์นั้น การกระทำที่เหนือความสามารถหมายถึง การกระทำที่แตกต่างไปจากวิสามัญทั่วไปซึ่งเกิดภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติ แต่มิได้หมายความว่า มุอฺญิซะฮฺ, ได้รับการยกเว้นจากกฎเกณฑ์ของเหตุปัจจัย. มุอฺญิซะฮฺ มิใช่การปฏิเสธสาเหตุ เนื่องจากกฎของเหตุปัจจัยที่เป็นไป, นั้นยอมรับเรื่องของเหตุผล และอัลกุรอาน. กฎเกณฑ์ของเหตุปัจจัย[2] และปรากฏการณ์เหนือธรรมชาติ ทั้งสองประการยอมรับอัลกุรอาน แต่โดยหลักการได้นำเสนอแก่มนุษย์ เช่น การเกิดปาฏิหาริย์อยู่ในอำนาจของอัลลอฮฺ.เหตุที่เป็นวัตถุโดยเอกเทศไม่มีผลโดยตรงกับการเกิดปาฏิหาริย์ แน่นอน สาเหตุทีแท้จริงคืออัลลอฮฺเพียงผู้เดียว[3] ซึ่งหนึ่งในสาเหตุที่มีผลต่อปาฏิหาริย์, ก็คือการมีอยู่ของบรรดาศาสดา[4]ส่วนสาเหตุที่มีอิทธิพลเหนือบรรดาศาสดาและมวลผู้ศรัทธา,ก็คือสิ่งที่อยู่เหนือประมวลสาเหตุภายนอก และมีอิทธิต่อสิ่งเหล่านั้น[5]

บทสรุป, มุอฺญิซะฮฺและภารกิจเหนือธรรมชาติ ก็เหมือนกับภารกิจทั่วไปที่ต้องอาศัยสาเหตุอันเป็นธรรมชาติ และนอกจาก, ทั้งสอง (มุอฺญิซะฮฺและภารกิจธรรมชาติ) ยังได้รับประโยชน์จากด้านใน ซึ่งเราเรียกสิ่งนั้นว่า สาเหตุ และแน่นอน สิ่งนี้มีความแตกต่างกัน, เพียงแต่ว่าภารกิจทั่วไปจะอยู่ร่วมกับภารกิจภายนอกและสาเหตุภายในอันเป็นแก่นแท้ และสาเหตุภายในก็จะอยู่ร่วมกับความประสงค์และบัญชาของพระเจ้า แน่นอน บางครั้งสาเหตุที่แท้จริงกับสาเหตุภายนอกจะไม่ประสานกัน ซึ่งในบทสรุปก็คือว่า, สาเหตุภายนอกจะออกนอกระบบของ สาเหตุทั้งหลาย ซึ่งสิ่งนั้นจะไม่ถือว่าเป็นภารกิจธรรมดาทั่วไปอีกต่อไป เนื่องจากสิ่งนั้นมิได้ย้อนกลับไปยังพระประสงค์และบัญชาของพระเจ้าอีกต่อไป แตกต่างไปจากภารกิจเหนือธรรมชาติ แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องกับสาเหตุอันเป็นธรรมชาติ ทว่าได้พึ่งพิงไปยังสาเหตุธรรมชาติที่มิใช่ธรรมดาทั่วไป หมายถึง สาเหตุต่างๆ ที่ประชาชนไม่อาจสัมผัสได้. อย่างไรก็ตามสาเหตุธรรมชาติที่มิใช่ธรรมดานั้น มีความใกล้เคียงกับสาเหตุที่แท้จริงภายใน และในที่สุดแล้วสิ่งนั้นขึ้นอยู่กับการอนุญาตของพระเจ้า

เงื่อนไขอีกประการหนึ่งมุอฺญิซะฮฺ, ขึ้นอยู่กับการท้าทายกล่าวคือบรรดาศาสดา (.) เท่านั้นที่ได้เป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์, และได้ท้าทายบรรดาผู้ไม่เชื่อฟังปฏิบัติตามท่าน ไม่ยอมรับการเชิญชวนของท่าน และเชื่อว่าภารกิจเหล่านั้นเป็นเพียงภารกิจธรรมดา ท่านจึงได้ท้าทายพวกเขาให้นำสิ่งที่คล้ายเหมือนเยี่ยงท่านแสดง[6]

อีกนัยหนึ่ง, มุอฺญิซะฮฺ หมายถึงคำอธิบายสัญญาณของพระเจ้าที่ได้ถูกอนุมัติเพื่อพิสูจน์ภารกิจหนึ่งของพระเจ้า ด้วยเหตุนี้เอง มุอฺญิซะฮฺ จึงต้องมีเงื่อนไขจำกัดอันเฉพาะและต้องเป็นการท้าทายด้วย[7]

สิ่งที่เป็นเงื่อนไขสำหรับ มุอฺญิซะฮฺ หรือสิ่งที่ได้ถูกกล่าวถึงขณะตีความ มุอฺญิซะฮฺก็คือ ภารกิจนี้จะต้องตรงกับคำกล่าวอ้าง หมายถึงบุคคลที่กล่าวอ้างตนว่าเป็นศาสดา ต้องแสดงมุอฺญะซะฮฺ ออกมาด้วยตัวเอง เช่น การเยียวยารักษาคนตาบอด และคนตาบอดได้หายเป็นปกติ เพื่อให้สิ่งนี้เป็นเหตุผลที่ยืนยันความสัจจริงของตน[8] 

ดังนั้น มุอฺญิซะฮฺ จึงถือว่าเป็นภารกิจเหนือธรรมชาติ แม้ว่าภายนอกอาจจะครอบคลุมถึงเรื่องมายากล การตอบรับดุอาอฺ และการแสดงสิ่งมหัศจรรย์อื่นด้วยก็ตาม แต่ทั้งมายากลและอาคมต่างๆ ไม่อาจยืนหยัดต่อหน้ามุอฺญิซะฮฺได้ สาเหตุของสิ่งเหล่านี้ล้วนพ่ายต่อมุอฺญิซะฮฺ ด้วยเหตุนี้ มุอฺญิซะฮฺ ในแง่มุมนี้จึงถือว่าเป็นปาฏิหาริย์อย่างแท้จริง เนื่องด้วยทั้งเหตุปัจจัยที่เป็นธรรมชาติหรือเหตุปัจจัยที่มิใช่สิ่งธรรมดา ต่างพ่ายต่อมุอฺญิซะฮฺทั้งสิ้น[9]

ส่วน มายากล มิได้มีแหล่งที่มาจากพระเจ้า หรือธรรมชาติแต่อย่างใดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยขัดแย้งกับความเป็นจริง ตามคำสั่งที่เป็นไปของนักมายากร ซึ่งโดยปกติแล้วเป็นเหมือนภาพลวงตา เช่น การยุติความเร็วที่วางอยู่บนการจินตนาการ ซึ่งแม้ว่าบางครั้งมาลายากลจะมีแหล่งที่มาจากธรรมชาติ แต่นั่นก็เป็นไปเพื่อการรับใช้เป้าหมายอันเลวร้าย ซึ่งจะเกิดควบคู่กับความโง่เขลา และการหลงผิด

ภารกิจเหนือธรรมชาติบางอย่างของมนุษย์ ในทางเป้าหมายแล้วมีความแตกต่างกับมุอฺญิซะฮฺของบรรดาศาสดา. บรรดาศาสดาได้แสดงปาฏิหาริย์เพื่อการชี้นำมวลมนุษย์ชาติ หรือเพื่อแนะนำแนวทางแก่พวกเขา มิใช่เพื่อคร่าเวลาของมนุษย์ให้สูญเสียไปโดยไร้ประโยชน์

อีกด้านหนึ่ง มุอฺญิซะฮฺ ไม่มีเงื่อนไขอันเฉพาะเจาะจง หมายถึงในการแสดงปาฏิหาริย์ของศาสดา ไม่จำเป็นต้องผ่านขบวนการเรียนรู้และฝึกฝนแต่อย่างใด ต่างไปจากสิ่งที่นักมายากร หรือบรรดามุรตะฎออินเดียได้แสดง พวกเขาต้องผ่านขบวนการเรียนรู้และการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี และทางตรงกันข้ามพวกเขาก็ไม่สามารถทำทุกสิ่งตามใจปรารถนาได้ เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เนื่องจากว่า มุอฺญิซะฮฺของบรรดาศาสดานั้น ได้พึ่งพิงอำนาจที่ไม่มีวันสูญสลาย และไม่มีความจำกัดของพระเจ้า ส่วนภารกิจที่เหนือธรรมชาติของมนุษย์นั้นได้รับมาจากบุคคลอื่น เป็นแหล่งอำนาจที่สูญสลายและมีความจำกัด ด้วยเหตุนี้ ภารกิจเหนือธรรมชาติของมนุษย์จึงสูญสลายและไม่มีบุคคลใดกล้าท้าทายให้อีกฝ่ายกระทำเยี่ยงตน[10]

มุอฺญิซะฮฺ กับการตอบรับดุอาอฺ และ ....มีความแตกต่างกัน เนื่องจากมุอฺญิซะฮฺ, นั้นเป็นการท้าทายและวางอยู่บนการชี้นำมวลมนุษย์, ซึ่งการแสดงมุอฺญิซะฮฺ แต่ละครั้งนั้นก็เพื่อพิสูจน์สภาวะการเป็นศาสดา สาส์น และคำเชิญชวนทีมีมายังมวลมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยเหตุนี้ บุคคลที่เป็นเจ้าของมุอฺญิซะฮฺ, ในการแสดงมุอฺญิซะฮฺแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการเลือกสรร หมายถึงเมื่อมีการเรียกร้อง มุอฺญิซะฮฺ จากท่านแล้วท่านจะแสดงได้ก็ต้องเป็นความประสงค์ของพระเจ้าด้วยเช่นกัน ต่างไปจากการตอบรับดุอาอฺ หรือกะรอมัตของหมู่มิตรของอัลลอฮฺ เนื่องจากมิได้วางอยู่บนพื้นฐานของการท้าทาย หรือมิได้มีจุดประสงค์เพื่อการชี้นำมวลมนุษย์ จึงเป็นไปได้ที่อาจจะไม่เกิดขึ้น หรืออาจจะผิดแปลกออกไป ซึ่งการผิดแปลกไปนั้นมิได้เป็นเหตุนำไปสู่การหลงทางของคนอื่นแต่อย่างใด[11]

อีกนัยหนึ่ง, กะรอมัต เป็นภารกิจหนึ่งที่เหนือธรรมชาติเช่นกัน เป็นผลที่เกิดจากจิตวิญญาณที่เข้มแข็งและบริสุทธิ์ เป็นพลังจิตของมนุษย์ผู้สมบูรณ์คนหนึ่ง หรือมนุษย์ที่มีความสมบูรณ์เพียงครึ่งหนึ่ง ซึ่งมิได้เป็นไปเพื่อการชี้นำอันเฉพาะ ตามความเป็นจริงแล้ว, มุอฺญิซะฮฺคือภาษาของพระเจ้า ซึ่งมีผลกระต่อบุคคลส่วนกะรอมัตมิได้เป็นภาษาของพระเจ้าแต่อย่างใด[12]

อย่างไรก็ตาม มุอฺญิซะฮฺ ได้เกิดขึ้นพร้อมกับคำกล่าวอ้าง อันเฉพาะสำหรับบุคคลที่เป็นศาสดาเท่านั้น ดังนั้น ถ้าบุคคลหนึ่งได้แสดงมุอฺญิซะฮฺ ออกมาซึ่งอาจอ้างตนเป็นนบีหรือไม่ได้อ้างตน ถ้าเขาอ้างตนเป็นนบีก็จะสามารถพิสูจน์ความจริงได้ด้วยวิถีทางของมุอฺญิซะฮฺ หรือยืนยันคำกล่าวอ้างได้อย่างถูกต้องด้วยวิถีดังกล่าวนั่นเอง เนื่องจาก การแสดงปาฏิหาริย์ลักษณะนี้มิอาจเกิดจากบุคคลที่มุสาได้อย่างแน่นอน แต่ถ้าเขามิได้อ้างตนเป็นนบี ก็มิอาจตัดสินว่าเขาเป็นนบีได้เนื่องจากในเบื้องต้น มุอฺญิซะฮฺ มิได้บ่งชี้การเป็นนบีแต่อย่างใด แต่สิ่งที่ได้พิสูจน์ให้เห็นคือ คำกล่าวอ้างที่เป็นจริงของเขา และถ้าคำกล่าวอ้างของเขาครอบคลุมการเป็นนบีของเขา เวลานั้น มุอฺญิซะฮฺ จะบ่งชี้ให้เห็นว่าคำกล่าวอ้างของเขาเป็นจริง และสิ่งจำเป็นสำหรับความจริงดังกล่าวนี้ก็คือ การพิสูจน์การเป็นนบีของเขา

อย่างไรก็ตามนบีก่อนที่จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นนบีนั้น ก็สามารถแสดงมุอฺญิซะฮฺได้, แต่สิ่งนั้นเป็นเพียงอัรฮาซหมายถึงการเตรียมพร้อมประชาชนเพื่อรับฟังคำเชิญชวน[13]

แน่นอน มุอฺญิซะฮฺ จะเกิดขึ้นหลังจากการได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสดาเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเกิดพร้อมกับการท้าทายผู้ปฏิเสธ เพราะถ้านอกเหนือจากนี้แล้ว ถ้าได้เห็นภารกิจเหนือธรรมชาติที่เกิดจากบรรดาศาสดาที่ยังมิได้เป็นศาสดา เรียกสิ่งนั้นว่า กะรอมัต แม้ว่าในทางสังคมจะเรียกปาฏิหาริย์ที่เกิดจากบรรดาศาสดา และอิมามว่าเป็น มุอฺญิซะฮฺ ก็ตาม[14]

ส่วนการพิสูจน์ มุอฺญิซะฮฺ, ขึ้นอยู่กับการอธิบายใน 2 ประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ : ประการที่หนึ่ง, ประเภทของมุอฺญิซะฮฺของบรรดาศาสดาทั้งหลาย, ประการที่สอง, การเป็นปาฏิหาริย์ของอัลกุรอาน

ประเภทของมุอฺญิซะฮฺต่างๆ : มุอฺญิซะฮฺแบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกัน กล่าวคือ : การกระทำและคำพูด

มุอฺญิซะฮฺที่เป็นการกระทำได้แก่ : การแสดงภารกิจบางอย่างบนพื้นฐานของวิลายะฮฺตักวีนีย์[15] ตามการอนุญาตของอัลลอฮฺ, เช่น การแยกดวงจันทร์[16] ซึ่งได้แสดงโดยท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ) หรือการแยกแผ่นดิน[17] การแยกทะเล[18] เรื่องราวเกี่ยวกับกอนรูนและฟิรอาวน์ ซึ่งได้แสดงโดยท่านศาสดามูซา (.) หรือการแยกภูเขา[19] โดยท่านศาสดาซอลิฮฺ (.) การเยียวยารักษาคนเป็นโรคเรื้อน และการทำให้คนตายฟื้นคืนชีพ[20] โดยท่านศาสดาอีซา (.) หรือการถอดประตูป้อมปราการค้ยบัร โดยปาฏิหาริย์ของอัลละวีย[21]

มุอฺญิซะฮฺคำพูด, หมายถึง : พระวจนะหรือคำอธิบายของพระเจ้า ซึ่งท่านศาสดา (ซ็อล ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์คือผู้แบกรับวิชาการอันสูงส่งและลุ่มลึกเหล่านี้ อันเป็นสาเหตุนำไปสู่การชี้นำมวลมนุษย์ และไขปัญหาข้อข้องใจของชาวโลก

ความแตกต่างระหว่างมุอฺญิซะฮฺที่เป็นการกระทำกับคำพูด จำเป็นต้องกล่าวว่ามุอฺญิซะฮฺที่เป็นการกระทำ, นั้นมีเวลาและสถานที่เป็นตัวกำกับและจำกัดการกระทำนั้น อีกทั้งได้แสดงเพื่อสามัญชนทั่วไป,เนื่องประชาชนเหล่านั้นใช้ความรู้สึกที่สัมผัสได้ภายนอกเป็นเกณฑ์ตัดสิน[22]ส่วนมุอฺญิซะฮฺที่เป็นคำพูด, ไม่มีเวลาและสถานที่เป็นตัวกำกับและจำกัดความอันเฉพาะแต่อย่างใด และมุอฺญิซะฮฺประเภทนี้จะดำรงอยู่ในทุกยุคทุกสมัย

แต่อย่างไรก็ตามมุอฺญิซะฮฺของท่านศาดามุฮัมมัด (ซ็อล ) เช่น การเปลี่ยนและกำหนดกิบละฮฺในมะดีนะฮฺ จวบจนถึงปัจจุบันก็ยังคงเหลืออยู่ ซึ่งท่านศาสดามิได้ใช้หลักการของดาราศาสตร์ หรือหลักการคำนวณแต่อย่างใด ท่านได้หันหน้าไปทางกิบละฮฺและกล่าวว่า : "محرابى على المیزاب" เมะฮฺรอบของฉันอยู่ตรงกับรางน้ำของกะอฺบะฮฺ[23]

การพิสูจน์ มุอฺญิซะฮฺ ในปัจจุบัน,ต้องอาศัยการพิจารณาจากรายงานต่างๆ ที่กล่าวถึงเรื่องมุอฺญิซาตเอาไว้, ถ้าหากรายงานเหล่านั้นมีสายรายงานที่เชื่อถือได้ หรือมีสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความถูกต้อง เราก็สามารถยอมรับมุอฺญิซะฮฺนั้นได้ ถ้ามิได้ใช่เช่นนั้นก็ไม่มีวิธ

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ชีอะฮ์และมุอ์ตะซิละฮ์มีทัศนคติเกี่ยวกับความยุติธรรมแตกต่างกันอย่างไร?
    11574 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/04/24
    ทั้งสองสำนักคิดนี้ต่างก็ถือว่าความยุติธรรมของอัลลอฮ์คือหนึ่งในหลักศรัทธาของตน ทั้งสองเชื่อว่าความดีและความชั่วพิสูจน์ได้ด้วยสติปัญญา กล่าวคือสติปัญญาสามารถจะพิสูจน์ความผิดชอบชั่วดีในหลายๆประเด็นได้แม้ไม่ได้รับแจ้งจากชะรีอัตศาสนา ความอยุติธรรมก็เป็นหัวข้อหนึ่งที่สติปัญญาของมนุษย์ทุกคนพิสูจน์ได้ว่าเป็นความชั่ว ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮ์จึงไม่ทรงลดพระองค์มาแปดเปื้อนกับความชั่วดังกล่าว แต่ทรงเป็นผู้ไว้ซึ่งความเที่ยงธรรมอย่างไม่ต้องสงสัย ข้อแตกต่างระหว่างสองสำนักคิดข้างต้นก็คือ เมื่อเผชิญข้อโต้แย้งที่ว่า “หากทุกการกระทำของมนุษย์มาจากพระองค์จริง แสดงว่าการให้รางวัลและการลงโทษมนุษย์ย่อมไม่มีความหมาย” มุอ์ตะซิละฮ์ชี้แจงด้วยการปฏิเสธเตาฮี้ด อัฟอาลี (เอกานุภาพเชิงกรณียกิจ) แต่ชีอะฮ์ปฏิเสธทางออกดังกล่าวที่ถือว่ามนุษย์ไม่ต้องพึ่งพาอัลลอฮ์ในการกระทำ โดยเชื่อว่าการกระทำของมนุษย์เชื่อมต่อกับการกระทำของอัลลอฮ์ในเชิงลูกโซ่ มิได้อยู่ในระนาบเดียวกัน จึงทำให้ตอบข้อโต้แย้งข้างต้นได้โดยที่ยังเชื่อในความยุติธรรมของพระองค์ดังเดิม ...
  • จริงหรือไม่ที่กล่าวกันว่าหนังสืออัลกาฟีมีฮะดีษเศาะฮี้ห์เพียงไม่กี่บท?
    8556 ริญาลุลฮะดีซ 2555/01/01
    หลักเกณฑ์การเลือกฮะดีษที่ท่านกุลัยนีระบุไว้นั้นมีไว้เฉพาะกรณีฮะดีษที่ขัดแย้งกันเพราะหลักเกณฑ์พิสูจน์ความเศาะฮี้ห์ของฮะดีษมีมากกว่าสามวิธีที่ท่านระบุไว้อันได้แก่จะต้องสอดคล้องกับกุรอานตรงข้ามกับอามมะฮ์และแนวตัคยี้รส่วนการประพันธ์ตำราหลังยุคท่านกุลัยนีก็มิได้หมายความว่าหนังสืออัลกาฟีไม่น่าเชื่อถือเพราะผู้ประพันธ์ตำราเหล่านั้นก็ล้วนยอมรับความนิยมในหนังสืออัลกาฟี ...
  • เราจะแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นเนื่องจากการอ่านซูเราะฮ์ต่าง ๆ ที่มีสุญูดวาญิบในสถานที่ต่าง ๆ ซึ่งไม่สามารถทำการสุญูดได้อย่างไร?
    7907 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/08
     มัรญะอ์ตักลีดทุกท่านมีความเห็นว่าเป็นวาญิบสำหรับทุกคนที่จะต้องสุญูดหลังจากการอ่านหรือฟังอายะฮ์ที่วาญิบจะต้องสุญูดท่านอิมามโคมัยนีได้กล่าวเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า “ในซูเราะฮ์ “อันนัจม์, อัลอะลัก, อลีฟลามมีมตันซีลและฮามีมซัจดะฮ์” จะมีหนึ่งอายะฮ์ที่หากใครก็ตามได้อ่านหรือฟังอายะฮ์เหล่านี้จะต้องทำการสุญูดทันทีหลังจากที่อายะฮ์ดังกล่าวจบลงและหากหลงลืมจะต้องทำการสุญูดเมื่อนึกขึ้นได้[1]มัรญะอ์บางท่านได้กล่าวว่า “แม้หากได้ยินอายะฮ์ดังกล่าวโดยไม่ตั้งใจหรือได้ยินอายะฮ์ดังกล่าวอย่างผิวเผินเป็นอิฮ์ติญาดวาญิบที่จะต้องทำการสุญูด[2]อนึ่งในการสุญูดวาญิบของกุรอานไม่สามารถสุญูดบนอาหารหรือเครื่องแต่งกายแต่ไม่จำเป็นที่จะทำตามเงื่อนไขข้ออื่นๆ[3]ของการสุญูดในนมาซเช่นไม่จำเป็นที่จะต้องมีน้ำละหมาดหรือหันหน้าไปทางกิบลัตอีกทั้งไม่วาญิบที่จะต้องอ่านอะไรและหากกระทำเพียงแตะหน้าผากบนพื้นโดยมีเจตนาที่จะสุญูดโดยไม่ได้อ่านอะไรก็ถือว่าเพียงพอแล้ว[4]ดังนั้นหากไม่สามารถสุญูดเช่นนี้ได้จะต้องแก้ปัญหาด้วยวิธีอื่นเช่นขอร้องไม่ให้นักกอรีอ่านซูเราะฮ์ที่มีสุญูดวาญิบในงานเช่นนี้หรือผู้จัดงานจะต้องหาสถานที่จัดงานที่ผู้เข้าร่วมในงานสามารถทำสุญูดได้เมื่อมีการอันเชิญอายะฮ์ที่จะต้องทำการสุญูดวาญิบและหากไม่สามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ผู้ฟังจะต้องหาทางหลีกเลี่ยงที่จะได้ยินอายะฮ์ที่จะต้องทำการสุญูดวาญิบเองเช่นเมื่อจะมีการอ่านอายะฮ์หรือซูเราะฮ์ดังกล่าวให้รีบเดินออกจากงานทันทีเพื่อไม่ต้องสุญูด[1]
  • อิสลามมีทัศนะอย่างไร เกี่ยวกับใบยาสูบ?
    10035 สิ่งเสพติด 2555/07/16
    อิสลามได้ห้ามการบริโภค ดื่ม และการใช้สิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพ และถ้าอันตรายยิ่งมีมากเท่าใด การห้ามโดยสาเหตุก็ยิ่งหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นไปตามลำดับ, จนถึงระดับของการ ฮะรอม ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า : “การบริโภคสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ถือว่า ฮะรอม”[1] เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า เกณฑ์ของฮะรอม, ขึ้นอยู่กับอันตราย กล่าวคือไม่ว่าอันตรายจะเกิดจากการบริโภค หรือเกิดจากแนวทางอื่นก็ตาม, มิได้มีการระบุไว้ตายตัวแน่นอน. บุหรี่เป็นหนึ่งในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่อันตรายนั้นจะถึงขั้นที่ว่า การสูบบุหรี่เป็นฮะรอมหรือไม่? บรรดาแพทย์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้, ต่างมีความเห็นพร้องต้องกันว่า บุหรี่เป็นอันตรายสำคัญและผลเสียเกิดขึ้นตามมามากมาย หนังสือและตำราต่างๆ จำนวนมากได้กล่าวอธิบายถึงอันตรายและผลเสียต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ใบยาสูบ,โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่,ซึ่งได้กลายเป็นสาขาหนึ่งที่มีการวิเคราะห์วิจัยออกมาอย่างกว้างขวาง[2] ...
  • มนุษย์จะเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺได้อย่างไร ?
    9517 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/03/08
     การมิตรกับพระเจ้าสามารถจินตนาการได้ 2 ลักษณะดังต่อไปนี้ (1) ความรักของปวงบ่าวที่ต่อพระเจ้าและการที่พระองค์เป็นที่รักยิ่งของปวงบ่าว (2) ความรักของพระเจ้าที่มีต่อปวงบ่าวและการที่บ่าวเป็นที่รักยิ่งของพระองค์แน่นอนคำถามมักเกิดขึ้นกับประเด็นที่สองเสมอแน่นอนสรรพสิ่งทั้งหลายบนโลกนี้ล้วนเป็นสิ่งถูกสร้างของพระองค์ทั้งสิ้นหรือเป็นผลที่เกิดจากงานสร้างของพระองค์ทุกสิ่งล้วนเป็นที่รักสำหรับพระองค์
  • ท่านนบี(ซ.ล.)เคยกล่าวไว้ดังนี้หรือไม่? “หากผู้คนล่วงรู้ถึงอภินิหารของอลี(อ.) จะทำให้พวกเขาปฏิเสธพระเจ้าเพราะจะโจษขานว่าอลีก็คือพระเจ้านั่นเอง(นะอูซุบิลลาฮ์)”
    9990 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/19
    เราไม่พบฮะดีษที่คุณยกมาในหนังสือเล่มใดแต่มีฮะดีษชุดที่มีความหมายคล้ายคลึงกันปรากฏอยู่ในตำราหลายเล่มซึ่งขอหยิบยกฮะดีษบทหนึ่งจากหนังสืออัลกาฟีมานำเสนอพอสังเขปดังนี้อบูบะศี้รเล่าว่าวันหนึ่งขณะที่ท่านนบี(ซ.ล.)นั่งพักอยู่ท่านอิมามอลี(อ.)ก็เดินมาหาท่านท่านนบีกล่าวแก่อิมามอลี(อ.)ว่า “เธอคล้ายคลึงอีซาบุตรของมัรยัมและหากไม่เกรงว่าจะมีผู้คนบางกลุ่มยกย่องเธอเสมือนอีซาแล้วฉันจะสาธยายคุณลักษณะของเธอกระทั่งผู้คนจะเก็บดินใต้เท้าของเธอไว้เพื่อเป็นสิริมงคล ...
  • อิสลามและอิมามโคมัยนีมีทัศนคติอย่างไรเกี่ยวกับการหยอกล้อและการพักผ่อนหย่อนใจ?
    7859 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/20
    เป้าประสงค์ของการสร้างมนุษย์ตามทัศนะของอิสลามคือการอำนวยให้มนุษย์มีพัฒนาการเพราะทุกสรรพสิ่งบนโลกล้วนถูกสร้างมาเพื่อเป้าหมายดังกล่าวทั้งนี้เนื่องจากมนุษย์คือสิ่งถูกสร้างที่ประเสริฐสุดดังที่กุรอานกล่าวว่า "ข้ามิได้สร้างมนุษย์และญินมาเพื่ออื่นใดเว้นแต่ให้สักการะภักดีต่อข้า"[i] นักอรรถาธิบาย(ตัฟซี้ร)ลงความเห็นว่าการสักการะภักดีในที่นี้หมายถึงภาวะแห่งการเป็นบ่าวซึ่งเป็นปัจจัยสำหรับพัฒนาการที่แท้จริงของมนุษย์เพื่อการนี้อิสลามให้ความสำคัญต่อทั้งด้านร่างกายและจิตใจมนุษย์ดังที่อิมามอลี(อ.)กล่าวไว้ว่าผู้ที่มีอีหม่านจะต้องมีสามช่วงเวลาในแต่ละวันของเขา: ส่วนหนึ่งสำหรับการอิบาดะฮ์ส่วนหนึ่งสำหรับการทำมาหากินและกิจการทางโลกส่วนหนึ่งสำหรับความบันเทิงที่ฮะล้าลและใช้ประโยชน์จากความโปรดปรานของพระองค์โดยที่ส่วนสุดท้ายจะช่วยให้สองส่วนแรกเป็นไปอย่างราบรื่น[ii]อิสลามไม่เคยคัดค้านการพักผ่อนหย่อนใจหรือการหยอกล้อที่ถูกต้องไม่เคยห้ามว่ายน้ำในทะเลซ้ำบรรดาอิมาม(อ.)ได้สอนสาวกให้ทราบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเชิงปฏิบัติท่านนบี(ซ.ล.)เองก็เคยหยอกล้อกับมิตรสหายเพื่อให้มีความสุขท่านอิมามโคมัยนีไม่เคยคัดค้านการพักผ่อนหย่อนใจและการหยอกล้อที่อยู่ในขอบเขตท่านกล่าวเสมอว่าการพักผ่อนหย่อนใจควรเป็นไปอย่างถูกต้องท่านไม่เคยคัดค้านรายการบันเทิงตามวิทยุโทรทัศน์บางครั้งท่านชื่นชมยกย่องทีมงานของรายการต่างๆเหล่านี้ด้วยแต่ท่านก็ให้คำแนะนำอันทรงคุณค่าเกี่ยวกับประเด็นนี้โดยถือว่าทุกรายการจะต้องมีจุดประสงค์เพื่อรับใช้อิสลามและแฝงไว้ซึ่งคำสอนทางจริยธรรมอย่างไรก็ดีการที่จะศึกษาทัศนะของอิมามโคมัยนีนั้นจำเป็นต้องอ้างอิงจากเว็บไซต์ของศูนย์เรียบเรียงและเผยแพร่ผลงานของอิมามโคมัยนีหรือหาอ่านจากหนังสือชุดเศาะฮีฟะฮ์นู้รตามลิ้งค์ด้านล่างนี้ (เปอร์เซีย)http://www.imam-khomeini.org/farsi/main/main.htm[i]ซูเราะฮ์
  • ฟิรอูนถูกลงโทษต่อพฤติกรรมที่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์ได้อย่างไร?
    11085 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/02
    หนึ่งในจารีตของพระองค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ “การทดสอบปวงบ่าว” ซึ่งกระทำผ่านเหตุการณ์และปัจจัยต่างๆ บางครั้งพระองค์ใช้ผู้กดขี่เป็นบททดสอบทั้งๆที่ตัวผู้กดขี่เองไม่ทราบว่าตนเองเป็นบททดสอบ กรณีเช่นนี้จึงหาได้ลดทอนความน่ารังเกียจของพฤติกรรมของพวกเขาไม่ และไม่ทำให้สมควรได้รับการลดหย่อนโทษแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้เขาเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น ทว่าพระองค์ทรงตระเตรียมการในลักษณะที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้กดขี่แสดงพฤติกรรมกดขี่ด้วยการตัดสินใจของตนเอง การกดขี่ดังกล่าว (ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระองค์) ก็จะกลายเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น และเนื่องจากการกดขี่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจตนาของผู้กดขี่เอง จึงสมควรได้รับบทลงโทษ ...
  • อุมัรได้ทำทานบนหรือลงโทษอบูฮุร็อยเราะฮฺหรือไม่ ในฐานะที่อุปโลกน์ฮะดีซขึ้นมา?
    8286 ริญาลุลฮะดีซ 2555/04/07
    บุคอรียฺ,มุสลิม,ซะฮะบียฺ, อิมามอบูญะอฺฟัร อัสกาฟียฺ, มุตตะกียฺ ฮินดียฺ และคนอื่นๆ กล่าวว่า เคาะลิฟะฮฺที่ 2 ได้ลงโทษเฆี่ยนตีอบูฮุร็อยเราะฮฺอย่างหนักจนสิ้นยุคการปกครองของเขา เนื่องจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้ปลอมแปลงฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จำนวนมากและกล่าวพาดพิงไปยังเราะซูล (ซ็อล ฯ) สามารถกล่าวได้ว่า สาเหตุที่อุมัรคิดไม่ดีต่ออบูฮุร็อยเราะฮฺ อาจเป็นเพราะปัจจัยเหล่านี้ หนึ่ง เขาชอบนั่งประชุมเสวนากับ กะอฺบุลอะฮฺบาร ยะฮูดียฺคนหนึ่ง และรายงานฮะดีซจากเขา สอง เขาได้รายงานฮะดีซโดยไม่มีรากที่มา ซึ่งโดยปกติแล้วจะตรงกับฮะดีซที่อุปโลกน์ขึ้นมา และในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีสิ่งใดนอกจากการอุปโลกน์ สาม รายงานฮะดีซที่ขัดแย้งกับฮะดีซที่เล่าโดยเซาะฮาบะฮฺ สี่ เซาะฮาบะฮฺ บางคนเช่นอบูบักร์ และอิมามอะลี (อ.) จะขัดแย้งกับเขาเสมอ ...
  • วะฮฺยูคืออะไร ประทานลงมาแก่ศาสดาอย่างไร
    22856 อัล-กุรอาน 2553/10/21
    วะฮฺยู (วิวรณ์) "ในเชิงภาษาความถึง การบ่ชี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่เป็นชนิดหนึ่งของคำ หรือเป็นรหัสหรืออาจเป็นเสียงอย่างเดียวปราศจากการผสม หรืออาจเป็นการบ่งชี้และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ความหมายและการนำไปใช้ที่แตกต่างกันของคำนี้ในพระคัมภีร์กุรอาน ทำให้เราได้พบหลายประเด็นที่สำคัญ : อันดับแรก วะฮฺยูไม่ได้เฉพาะพิเศษสำหรับมนุษย์เท่านั้น ทว่าหมายรวมถึงพืช สัตว์ และสิ่งไม่มีชีวิตอื่นด้วย .... (วะฮฺยู เมื่อสัมพันธ์ไปยังสิ่งมีชีวิตก็คือ การชี้นำอาตมันและสัญชาติญาณ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการชี้นำในเชิงตักวีนีของพระเจ้า เพื่อชี้นำพวกเขาไปยังเป้าหมายของพวกเขา) แต่ระดับชั้นที่สูงที่สุดของวะฮฺยู เฉพาะเจาะจงสำหรับบรรดาศาสดา และหมู่มวลมิตรของพระองค์เท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์ในที่นี้หมายถึง การดลความหมายนบหัวใจของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หรือการสนทนาของพระเจ้ากับท่านเหล่านั้น บทสรุปก็คือโดยหลักการแล้วการดลอื่นๆ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61268 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58907 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43333 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41448 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39921 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35131 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29153 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29122 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29004 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26848 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...