การค้นหาขั้นสูง

คลังคำตอบ (หมวดหมู่: ปรัชญา )

คำถามสุ่ม

  • เอทานอลซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ชนิดหนึ่ง ไม่ถือเป็นนะญิสและสามารถกินได้ไช่หรือไม่?
    882 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/20
    แอลกอฮอล์แบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักหนึ่งคือแอลกอฮอล์ที่ได้มาจากอุตสาหกรรมน้ำมันและปิโตรเคมีและประเภทที่สองคือแอลกอฮอล์ที่ได้มาจากการกลั่นระเหยของเหล้าและเนื่องจากเอทานอลเป็นหนึ่งในแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมประเภทต่างๆดังนั้นเราจึงต้องมาวิเคราะห์ประเด็นแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมเสียก่อนจริงๆแล้วหากคำนึงถึงโครงสร้างทางเคมีจะพบว่าแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมไม่มีความแตกต่างจากแอลกอฮอล์ที่ได้มาจากการกลั่นแต่อย่างใดและทั้งสองอย่างนี้.... แต่ทว่ามีความแตกต่างกันตรงที่แอลกอฮอล์อุตสาหกรรมนั้นเราไม่สามารถเรียกว่าเป็นสิ่งมึนเมาได้เสมอไปในขณะที่แอลกอฮอล์ที่ได้มาจากการกลั่นและการระเหยของสิ่งมึนเมาจึงมีความเป็นได้สูงที่จะยังคงสภาพสิ่งมึนเมาอยู่เช่นเดิมบรรดาฟุกะฮาที่มีชื่อเสียงเชื่อว่าทุกของเหลวที่ทำให้เกิดความมึนเมาถือว่าเป็นนะญิสดังนั้นแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมก็จะถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่มของของเหลวที่ทำให้เกิดความมึนเมาหรือไม่?บรรดาฟุกะฮาที่มีชื่อเสียงต่างลงความเห็นว่าไม่สามารถระบุได้ว่าแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมนับเป็นสิ่งมึนเมาถึงแม้ว่าจะเป็นสาเหตุหลักและส่งผลโดยตรงในโครงสร้างของเหลวที่ทำให้เกิดความมึนเมาก็ตามสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเนื่องจากการเพิ่มส่วนผสมบางชนิดเช่นเมทานอลซึ่งเป็นสารมีพิษและมีกลิ่นเหม็นลงไปในแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมแต่อย่างใดแต่เกิดขึ้นเนื่องจากความข้นของแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมมีมากจนถึงขั้นที่แม้จะไม่เพิ่มสารอื่นๆลงไป ไม่ว่าจะดื่มในปริมาณน้อยเพียงใดก็จะเป็นพิษต่อร่างกายได้ดังนั้นโดยทั่วไปจึงไม่ถือว่าสารดังกล่าวว่าเป็นสิ่งมึนเมา[1]ทัศนะต่อไปนี้ของมัรญะอ์ตักลีดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวล้วนชี้ให้เห็นถึงผลลัพท์ที่เราได้นำเสนอไปอิมามโคมัยนี “แอลกอฮอล์อุตสาหกรรมที่ใช้ในการทาสีประตูหรือโต๊ะหรือเก้าอี้นั้น[2]หากเราไม่รู้ว่าทำมาจากสิ่ง[3]มึนเมาและเป็นของเหลวหรือไม่ถือว่าไม่นะญิส[4]”อ. ซันญอนี “หากไม่รู้ว่าเป็นสิ่งมึนเมาหรือไม่ถือว่าไม่นะญิส”อ.ฟาฎิล “ปัญหา:  แอลกอฮอล์อนามัยซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ล้วนๆที่ใช้ในทางการแพทย์นั้นถือว่าไม่นะญิสนอกจากจะผลิตจากเหล้าหรือเบียร์ซึ่งจะถือว่าเป็นนะญิสและสารทำความไม่นะญิสอื่นๆที่ถือว่าได้มาจากแอลกอฮอล์และใช้ในสถานพยาบาลต่างๆก็ถือว่าไม่นะญิสด้วยเช่นกันแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมซึ่งเป็นแอลกอฮอล์ขาวที่เพิ่มส่วนผสมที่เป็นสารพิษบางอย่างเข้าไปเพื่อประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมนั้นถือว่าไม่นะญิสเช่นกันน้ำหอมและสารอื่นๆที่ใช้ในอุตสาหกรรมซึ่งได้มาจากแอลกอฮอล์ก็ถือว่าไม่นะญิส”อ. ซีซตานี “แอลกอฮอล์ไม่ว่าอยู่ในประเภทของอุตสาหกรรมหรือการแพทย์ล้วนถือว่าไม่นะญิส”อ. มะการิม “แอลกอฮอล์อุตสาหกรรมและที่ใช้ในการแพทย์ที่เราไม่รู้ว่าได้มาจากสิ่งมึนเมาที่เป็นของเหลวหรือไม่นั้นถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่นะญิสอีกทั้งน้ำหอมและยาต่างๆที่มีสวนผสมของแอลกอฮอล์อุตสาหกรรมและแอลกอฮอล์ทางการแพทย์ด้วยเช่นกัน[5]และแอลกอฮอล์ที่ไม่สามารถดื่มได้หรือเป็นสารมีพิษนั้นไม่ถือว่าเป็นนะญิสแต่อย่างใดแต่หากทำให้เจือจางลงกลายเป็นเหล้าและเป็นสิ่งมึนเมาจะถือว่าเป็นเครื่องดื่มที่ฮะรอมและอิฮ์ติยาฎจะต้องถือว่าเป็นนะญิส[6]สรุปว่าแอลกอฮอล์เช่นเอทานอลและเมทานอลซึ่งโดยตัวของมันเองแล้วเป็นสิ่งที่มีพิษและไม่สามารถดื่มได้ถือว่าไม่นะญิสและหากไม่ได้ทำให้เจือจางและกลายเป็นเครื่องดื่มที่มึนเมาแล้วการดื่มแอลกอฮอล์ประเภทนี้ไม่ถือว่าเป็นฮะรอมแต่อย่างใด[1]เว็บไซตเฮาซะฮ์, หน้าห้องสมุดเอลกอฮอลและสวนผสมของมัน[2]คูอี “สะอาดทุกประเภท (ท้ายปัญหา)[3]บะฮ์ญัต “...โดยตัวของมันเอง”[4]ซอฟีโฆลพอยฆอนี,“หากเราไม่รู้ว่าเป็นสิ่งมึนเมาหรือไม่รู้ว่าทำมาจากสิ่งที่มึนเมาที่เป็นของเหลวให้ถือว่าสะอาด, ประมวลปัญหาศาสนาของบรรดามัรญะอ์, เล่มที่ 1, หน้า 80[5]ประมวลปัญหาศาสนาของบรรดามัรญะอ์, หน้าที่ 80-81[6]ประมวลปัญหาศาสนาของบรรดามัรญะอ์, หน้าที่ 81, ประมวลปัญหาศาสนาของท่านมะการิม, ปัญหาที่ 125 ...
  • อิมามฮะซัน มุจญฺตะบา (อ.) ได้สมรสกับหญิงหลายคน และหย่าพวกนางหรือ?
    526 ชีวประวัติมะอฺซูม (อ.) 2555/08/22
    หนึ่งในประเด็น อันเป็นความเสียหายใหญ่หลวง และน่าเสียใจว่าเป็นที่สนใจของแหล่งฮะดีซทั่วไปในอิสลาม, คือการอุปโลกน์และปลอมแปลงฮะดีซ โดยนำเอาฮะดีซเหล่านั้นมาปะปนรวมกับฮะดีซที่มีสายรายงานถูกต้อง โดยกลุ่มชนที่มีความลำเอียงและรับจ้าง ท่านอิมามฮะซัน มุจญฺตะบา (อ.) เป็นอิมามผู้บริสุทธิ์ท่านที่สอง, เป็นหนึ่งในบุคคลที่บรรดานักปลอมแปลงฮะดีซ ได้กุการมุสาพาดพิงไปถึงท่านอย่างหน้าอนาถใจที่สุด ในรูปแบบของรายงานฮะดีซ ซึ่งหนึ่งในการมุสาเหล่านั้นคือ การแต่งงานและการหย่าร้างจำนวนมากหลายครั้ง แต่หน้าเสียใจตรงที่ว่า รายงานเท็จเหล่านี้บันทึกอยู่ในแหล่งอ้างอิงฮะดีซและหนังสือประวัติศาสตร์ ทั้งซุนนียฺและชีอะฮฺ แต่ก็หน้ายินดีว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ หลักความเชื่อที่ถูกต้องมีอยู่อยู่มือจำนวนไม่น้อยเช่นกัน ซึ่งทำให้การอุปโลกน์และปลอมแปลงฮะดีซของพวกเขาเป็นที่ประจักษ์ชัดเจน ...
  • การส่งยิ้มเมื่อเวลาพูดกับนามะฮฺรัม มีกฎเป็นอย่างไร?
    525 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/21
    การส่งยิ้มและล้อเล่นกับนามะฮฺรัมถ้าหากมีเจตนาเพื่อเพลิดเพลินไปสู่การมีเพศสัมพันธ์หรือเกรงว่าจะเกิดข้อครหานินทาหรือเกรงว่าจะนำไปสู่ความผิดแล้วละก็ถือว่าไม่อนุญาตและมีปัญหาด้านชัรอียฺบรรดามัรญิอฺตักลีดได้ตอบคำถามที่ถามว่าการล้อเล่นกับนามะฮฺรัมมีกฎว่าอย่างไรบ้าง? ว่าถ้าหากมีเจตนาเพื่อความเพลิดเพลินทางเพศหรือเกรงว่าจะนำไปสู่ความผิดแล้วละก็, ถือว่ไม่อนุญาต[1][1] อัลอุรวะตุลวุซกอ, เล่ม 2, กิตาบุลนิกาฮฺ, ข้อที่ 31 และ 39, ฟาฏิลญามิอุลมะซาอิล, เล่ม 1, คำถามที่ 1720, คอเมเนอี, คำวินิจฉัยต่างๆ, คำถามที่ 782.ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหัวข้อที่ 15749 (ไซต์ : 15465) (อิสลามกับความสัมพันธ์อันสมบูรณ์ถูกต้องระหว่างชายหนุ่มหญิงสาว) ...
  • อิสลามมีทัศนะเกี่ยวกับการอ่านเร็วบางไหม? โปรดให้ความเห็นด้วยว่า อิสลามเห็นด้วยกับการอ่านเร็วไหมในประเด็นใด?
    786 คำถามเบ็ดเตล็ด 2555/05/17
    การอ่านเร็ว หรือการอ่านช้าขึ้นอยู่กับบุคคลที่ค้นคว้า ส่วนคำสอนศาสนานั้นมิได้ระบุถึงประเด็นเหล่านี้ แต่สิ่งที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการอัลกุรอานคือ จงอ่านด้วยท่องทำนองอย่างชัดเจน ดังที่กล่าวว่า : "وَ رتّلِ القُرآنَ تَرتیلاً" และจงอ่านอัล-กุรอานเป็นจังหวะอย่างตั้งใจ[1] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอธิบายว่า จงอย่ารีบเร่งอ่านอัลกุรอานเหมือนกับบทกลอน และจงอย่าทิ้งช่วงกระจัดกระจายเหมือนก้อนกรวด[2] เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะอ่านอัลกุรอานจบทุกๆ สามวัน ท่านกล่าวว่า ถ้าหากฉันต้องการอ่านให้จบน้อยกว่า 3 วัน ก็สามารถทำได้ แต่เมื่ออ่านโองการเหล่านั้น ฉันจะคิดและใคร่ครวญเกี่ยวกับโองการเหล่านั้นว่า โองการเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร และถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องอะไร ในเวลาใด, ด้วยเหตุนี้ ฉันจะอ่านอัลกุรอานจบหนึ่งรอบในทุก 3 วัน[3] ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาเรื่องราวบางชนิดจึงขึ้นอยู่ผู้ศึกษา และเนื้อหาสาระที่ศึกษา บางคนสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่เขียนได้เป็นอย่างดี ส่วนบางคนอาจศึกษาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การใคร่ครวญ และการคิดขณะศึกษาและการได้รับเนื้อเรื่องอย่างถูกต้อง คำถามนี้ไม่คำตอบเป็นรายละเอียด [1] บทมุซัมมิล 4 [2] กุลัยนี,กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 614, ...
  • อิมามโคมัยนีเชื่อว่าการร่ำไห้และการไว้อาลัยแด่อิมามฮุเซน(อ.)สามารถรักษาอิสลามให้คงอยู่ถึงปัจจุบันไช่หรือไม่? เพราะเหตุใด?
    859 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/08
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • ชาวสวรรค์และชาวนรกมีอายุราวๆกี่ปี?
    778 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/19
    ความเปลี่ยนแปลงทางสรีระตามอายุขัยถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกนี้ ทว่าในโลกหน้าโดยเฉพาะในสวรรค์ เราไม่อาจจะมโนภาพว่ามนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันในลักษณะที่บางกลุ่มเป็นเด็ก บางกลุ่มอยู่ในวัยกลางคน บางกลุ่มเป็นคนชราได้ แม้สมมุติว่าเราจะเชื่อว่าโลกหน้ายังเป็นโลกแห่งวัตถุ แต่ความแตกต่างในแง่อายุขัยอย่างที่เราเคยชินในโลกนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นในโลกหน้าอย่างแน่นอน มีฮะดีษระบุว่าผู้ที่จะเข้าสรวงสวรรค์จะกลายเป็นวัยรุ่นที่มีรูปลักษณ์อันงดงาม یدخلون الجنة شبابا منورین و قال إن أهل الجنة جرد مرد مکحلون [1](ชาวสวรรค์ก้าวสู่สวรรค์ด้วยรูปโฉมอ่อนวัยที่อาบด้วยรัศมี..) และจะคงสภาพเช่นนี้ต่อไปตลอดกาล โดยกาลเวลาไม่อาจจะมีอิทธิพลเหนือรูปโฉมของพวกเขาอีกต่อไปกุรอานกล่าวถึงคู่ครองชาวสวรรค์ไว้ว่า “ณ ชาวสวรรค์ มีเหล่าภริยาที่จดจ้องเพียงสามีตน ทั้งหมดอ่อนวัย และมีอายุเทียบเท่าสามีตนเอง وَعِنْدَهُمْقاصِراتُالطَّرْفِأَتْرابٌ [2]อัตร้อบซึ่งแปลว่า “ผู้ที่อยู่ในวัยเดียวกัน” ถือเป็นคุณสมบัติประการหนึ่งของสาวแห่งสวรรค์ เนื่องจากการมีวัยที่ใกล้เคียงกันย่อมจะดึงดูดสามีได้มากกว่า หรืออีกนัยหนึ่งอาจจะหมายความว่าพวกนางเป็นสาวที่มีวัยที่ใกล้เคียงกัน[3] กล่าวคือจะไม่มีข้อแตกต่างในแง่ของวัย จะไม่แก่ชราและอ่อนเปลี้ยเพลียแรง ไม่ไช่เด็กหญิงและไม่ไช่หญิงชรา[4][1]อิบนิชะฮ์รอชู้บ, มะนากิ๊บอาลิอบีฏอลิบ,เล่ม 1,หน้า 148,สำนักพิมพ์อัลลามะฮ์,กุม,ฮ.ศ.1379[2]ศ้อด,52[3]มะการิมชีรอซี, นาศิร,ตัฟซี้รเนมูเนะฮ์,เล่ม 19,หน้า 317,ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เตหราน,พิมพ์ครั้งแรก,ปี 1374และสุยูฏี,ญะลาลุดดีน,อัดดุรรุ้ลมันษู้รฟีตัฟซีริลมะอ์ษู้ร,เล่ม 5,หน้า 318,หอสมุดอายะตุลลอฮ์มัรอะชีนะญะฟี,กุม,ฮ.ศ.1404[4]อิบนิอะญีบะฮ์,อะฮ์มัดบินมุฮัมมัด, อัลบะห์รุลมะดี้ดฟีตัฟซีริลกุรอานิลมะญีด, ค้นคว้าเพิ่มเติมโดยกุรชีอัรซะลาน,อะฮ์มัดอับดุลลอฮ์,เล่ม 5,หน้า 36,สำนักพิมพ์ซะกีฮะซันอับบาซี,ไคโร,ฮ.ศ.1419และฟัยฎ์คอชอนี,มุลลามุห์ซิน,ตัฟซี้รอัศศอฟี,ค้นคว้าเพิ่มโดยอะอ์ละมี,ฮะซัน,เล่ม ...
  • มลาอิกะฮ์สร้างมาจากรัศมีของบรรดาอิมาม และมีหน้าที่ร่ำไห้แด่อิมามฮุเซน(อ.)กระนั้นหรือ?
    1307 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/19
    1. ความเชื่อที่ว่ามลาอิกะฮ์สร้างขึ้นจากรัศมีนั้นได้รับการยืนยันจากฮะดีษหลายบทที่รายงานไว้ในตำราฝ่ายชีอะฮ์และซุนหนี่ตำราชีอะฮ์บางเล่มระบุถึงการสร้างสิ่งมีชีวิตต่างๆรวมถึงมลาอิกะฮ์จากรัศมีของปูชนียบุคคลอย่างท่านนบี(ซ.ล.) หรือบรรดาอิมามหรือบุคคลอื่นๆดังที่ตำราของซุนหนี่เองก็เล่าว่าเคาะลีฟะฮ์ท่านแรกและคนอื่นๆถือกำเนิดจากรัศมีของท่านนบี(ซ.ล) การที่มีฮะดีษเหล่านี้ปรากฏอยู่ในตำรับตำราของแต่ละฝ่ายมิได้หมายความว่าทุกคนจะต้องคล้อยตามฮะดีษเหล่านี้เสมอไป อย่างไรก็ดีตำราฮะดีษชีอะฮ์ได้รายงานฮะดีษชุด "ฏีนัต" ไว้ซึ่งไม่อาจจะมองข้ามได้กล่าวโดยสรุปคือหากพบว่ามุสลิมแต่ละฝ่ายอาจมีทัศนะแตกต่างกันบ้างในเรื่องการสรรสร้างของพระองค์นั่นเป็นเพราะแต่ละฝ่ายต่างก็มีโลกทัศน์ที่แตกต่างกันไปนั่นเอง2. การที่มลาอิกะฮ์เยี่ยนเยียนและร่ำไห้แด่อิมามฮุเซน(อ.)นั้นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงทั้งนี้เพราะได้มาจากเนื้อหาฮะดีษที่ชัดเจนในตำราชีอะฮ์นอกจากนี้ตำราซุนหนี่ยังปรากฏฮะดีษที่มีเนื้อหาคล้ายคลึงกันนี้ ...
  • ความสัมพันธ์ระหว่างพระประสงค์ของพระเจ้ากับความต้องการของมนุษย์เป็นอย่างไร
    640 เทววิทยาดั้งเดิม 2553/12/22
    มนุษย์คือการมีอยู่อยู่ประเภทที่เป็นไปได้หมายถึงแก่นแท้แห่งการมีอยู่ของมนุษย์นั้นมาจากพระเจ้าพระเจ้าทรงรังสรรค์มนุษย์ขึ้นมาด้วยเจตนารมณ์เสรีและพระประสงค์ของพระองค์และด้วยความพิเศษนี้เองพระองค์ได้ทำให้เขามีความสูงส่งกว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆด้วยเหตุนี้มนุษย์คือสรรพสิ่งมีอยู่ที่ดีที่สุดพระองค์ทรงวางกฎหมายและมอบให้มนุษย์เป็นผู้ที่พระองค์กล่าวถึงอีกทั้งทรงอนุญาตให้มนุษย์สามารถตัดสินใจได้เองว่าจะเชื่อฟังปฏิบัติตามหรือจะปฏิเสธอนุญาตให้มนุษย์เลือกและจัดการกับชะตากรรมของพวกเขาเองและนี่คือมนุษย์เขาสามารถเลือกในสิ่งดีงามเพื่อเชื่อฟังปฏิบัติตามพระบัญชาชองพระเจ้าผู้ทรงอำนาจสูงส่งยิ่งและในขั้นตอนของความสูงส่งมนุษย์สามารถเลือกปฏิบัติให้ตรงกับประสงค์ของตนหรือตรงกับกฎเกณฑ์ที่พระองค์ทรงวางเอไว้ประยุกต์ความพึงพอใจของตนให้เข้ากับประสงค์อันเป็นตักวีนีย์ของพระเจ้าเพื่อพัฒนาไปสู่ตำแหน่งแห่งการเป็นเคาะลิฟะฮฺของพระเจ้าจนกระทั่งได้เข้าสู่สรวงสวรรค์และในที่นั่นไม่ว่าเขาจะปรารถนาสิ่งใดอัลลอฮฺ (ซบ.) จักทรงตระเตรียมให้เขาทั้งสิ้นและเนื่องจากเขาได้เลือกความพึงพอพระทัยของพระเจ้าพระองค์จึงทรงพึ่งพอพระทัยในตัวเขาและทรงตอบแทนเขาทุกสิ่งในสวรรค์เนื่องจากทรงปราบปลื้มและยินดีในตัวเขาทำนองเดียวกันมนุษย์สามารถเลือกการละเมิดและการปฏิเสธหรือดื้อดึงอวดดีไม่ปฏิบัติตามพระบัญชาของพระองค์ฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ตลอดไปจนกระทั่งจมดิ่งลงสู่ก้นบึ้งของนรก ซึ่งประเด็นนี้สามารถกล่าวได้ว่าประสงค์ของตนกับประสงค์ของพระเจ้าไม่เข้ากันแต่ไม่สามารถกล่าวได้ว่าการฝ่าฝืนของตนอยู่เหนือพระประสงค์ของพระเจ้าเนื่องจากพระเจ้าทรงเสนอแนวทางแก่เขาแล้วแต่เขาได้เลือกทางของเขาเองดังนั้นพระประสงค์ของพระเจ้าครองคลุมอยู่เหนือโลกและจักรวาลโดยเฉพาะอย่างยิ่งมนุษย์และการกระทำของเขาล้วนอยู่ภายใต้การควบคลุมของพระเจ้าทั้งสิ้นและเมื่อรวมกับประสงค์ของมนุษย์ที่อยู่ในแนวตั้งซึ่งในตรงนี้ไม่ได้หมายความว่าเป็นการรวมกันของสองเหคุผลอิสระ (สองปัจจัยสมบูรณ์อยู่ร่วมกันในแนวนอน) ที่อยู่เหนือผลอันเดียวกันซึ่งเป็นไปไม่ได้ทว่าบนพื้นฐานของเตาฮีดอัฟอาล (ความเป็นเอกเทศในการกระทำ) จะเห็นว่ามีผู้กระทำอิสระบนโลกนี้เพียงคนเดียวเท่านั้นนั่นคือพระเจ้าซึ่งสรรพสิ่งอื่นที่มีในการมีอยู่และการกระทำของสิ่งเหล่านั้นล้วนขึ้นอยู่กับพระเจ้าทั้งสิ้นการกระทำของสิ่งนั้นเช่นความประสงค์ของพวกเขาไม่อาจเป็นเอกเทศได้เนื่องจากสิ่งนั้นได้แยกตัวมาจากพระประสงค์ของพระเจ้าดังนั้นเราไม่อาจยอมรับเรื่องการบีบบังคับได้เฉกเช่นที่อะชาอิเราะฮฺเชื่อว่าเฉพาะพระประสงค์ของพระเจ้าเท่านั้นที่ครอบคลุมและมีสิทธิ์เหนือทุกสิ่งซึ่งสรรพสิ่งอื่นไม่มีสิทธิใดๆทั้งสิ้นทุกสิ่งเป็นไปตามพระประสงค์ของพระองค์ขณะเดียวกันเราก็ไม่อาจยอมรับได้ในความมีอิสระสมบูรณ์ตามแนวความเชื่อของฝ่ายมุอ์ตะซิละฮฺที่เชื่อว่าพระประสงค์ของพระเจ้าไม่มีอิทธิพลอันต่อมนุษย์มนุษย์มีอิสระในการเลือกสรรการกระทำของตนเองไม่เกี่ยวข้องอันใดกับพระเจ้าทว่าตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยต์ (อ.) นั้นจะเห็นว่ามนุษย์นั้นคือผู้เลือกสรรผู้บริหารและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสิ่งที่ตนได้กระทำขณะเดียวกันการกระทำและการเลือกสรรของมนุษย์นั้นอยู่ภายใต้อำนาจและประสงค์ของพระเจ้าและยังต้องพึ่งพิงอำนาจและพระประสงค์ของพระองค์ ...
  • เพราะเหตุใดชีอะฮฺจึงบิดเบือน
    789 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/04/21
    สำหรับความกระจ่างในประเด็นดังกล่าวนี้จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสำคัญต่อไปนี้1. ถ้าหากวัตถุประสงค์ของท่านจากคำว่าชีอะฮฺหมายถึงความประพฤติที่ผิดพลาดซึ่งชีอะฮฺบางคนได้กระทำลงไปแล้วนำเอาความประพฤติเหล่านั้นพาดพิงไปยังนิกายชีอะฮฺถือว่าไม่มีความยุติธรรมสำหรับชีอะฮฺเอาเสียเลยเนื่องจากอิสลามโดยตัวตนแล้วไม่มีข้อบกพร่องอันใดทั้งสิ้นทุกข้อบกพร่องนั้นมาจากมุสลิมของเรา2. วิธีการและเกณฑ์ในการเปรียบเทียบของท่านคืออะไร ? ท่านได้นำชีอะฮฺไปเปรียบเทียบกับสิ่งใดหรือจึงได้เข้าใจว่าชีอะฮฺบิดเบือน ?ปัญหาเหล่านี้อัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนคือสิ่งสำคัญที่จะต้องให้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินหรือนำเอานิกายอิสลามไปเปรียบเทียบกับสิ่งนั้นดังนั้นนิกายใดก็ตามที่ตรงกับอัลกุรอานและฮะดีซแล้วถือว่านิกายนั้นถูกต้องมิเช่นนั้นแล้วถือว่าไม่ถูกต้องถ้าสมมุติว่าท่านได้นำชีอะฮฺไปเทียบกับอัลกุรอานแล้วท่านต้องบอกมาโดยตรงว่าตรงไหนที่หลักความเชื่อบทบัญญัติหรือคำสั่งสอนด้านจริยธรรมที่ขัดแย้งกับอัลกุรอานบ้าง?เพราะเหตุใดนิกายชีอะฮฺซึ่งตามความเข้าใจทั้งด้านคำพูดจิตใจการกระทำแนวทางแบบอย่างและบทบัญญัติคำสอนได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จึงต้องผิดและหลงทางด้วย ?ถ้าหากท่านได้พบเห็นว่าชีอะฮฺได้ยึดถือหรือปฏิบัติสิ่งใดทีขัดแย้งกับหลักความเชื่อและคำสั่งสอนของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จงชี้แจงรายละเอียดเหล่านั้นมาพร้อมด้วยเหตุผลนักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺกล่าวว่าเราไม่มีทางที่จะแยกออกจากแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อย่างแน่นอนเนื่องจากโองการและริวายะฮฺจำนวนมากมายซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งหมดได้กล่าวและเน้นย้ำเอาไว้ซึ่งเข้าใจได้ว่า1) ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ไม่สามารถจากประชาชนไปโดยปราศจากตัวแทนได้อย่างเด็ดขาด2) ตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ตามรายงานที่เชือถือได้ต้องเป็นท่านอะลี (อ.) เท่านั้น3) นอกจากชีอะฮฺแล้ว (ซุนนีย์) ก็ไม่มีเหตุผลแม้แต่ประการเดียวว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้แต่งตั้งคนอื่นเป็นตัวแทนที่นอกเหนือไปจากอะลี (อ.) ...
  • มีหลักฐานระบุว่าควรกล่าวตักบี้รและหันหน้าซ้ายขวาหลังกล่าวสลามหรือไม่?
    550 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/19
    การผินหน้าไปทางขวาและซ้าย ถือเป็นมุสตะฮับภายหลังให้สลามสุดท้ายของนมาซ โดยตำราฮะดีษก็ให้การยืนยันถึงเรื่องนี้  อย่างไรก็ดี วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:1. ในกรณีของอิมามญะมาอัต ภายหลังให้สลามแล้ว ก่อนที่จะผินหน้าขวาซ้าย ให้มองไปทางขวาก่อน2. ในกรณีของมะอ์มูม ให้กล่าวสลามแก่อิมามขณะอยู่ในทิศกิบละฮ์ หลังจากนั้นจึงให้สลามทางด้านขวาและซ้าย ทั้งนี้ การสลามด้านซ้ายจะกระทำต่อเมื่อมีมะอ์มูมหรือมีกำแพงอยู่ด้านซ้าย ส่วนด้านขวาจะกระทำทุกกรณี ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีมะอ์มูมด้านขวาก็ตาม3. ในกรณีที่นมาซฟุรอดา (คนเดียว) ให้กล่าวสลามครั้งเดียวขณะอยู่ในทิศกิบละฮ์ว่า อัสลามุอลัยกุม และหันด้านขวาในลักษณะที่ปลายจมูกเบนไปด้านขวาเล็กน้อย[1]จากที่นำเสนอมาทั้งหมด ทำให้เข้าใจได้ว่าสิ่งที่เป็นมุสตะฮับสำหรับผู้ที่นมาซคนเดียวก็คือการเบนหน้าไปทางขวาให้ปลายจมูกหันทางขวาเล็กน้อย และสำหรับผู้ที่นมาซญะมาอัต ให้หันหน้าไปทางซ้ายและขวาตามที่ได้อธิบายไปข้างต้นอนึ่ง การกล่าวตักบี้รสามครั้งรวมทั้งการยกมือถือเป็น “ตะอ์กี้บ”(ปฏิบัติหลังเสร็จสิ้นนมาซ) ซึ่งตำราฟิกเกาะฮ์ก็ระบุไว้[2][1]เชคเศาะดู้ก, มันลายะห์ฎุรุฮุ้ลฟะกี้ฮ์,เล่ม 1,หน้า 319-320,สำนักพิมพ์ญามิอะฮ์มุดัรริซีน,กุม,ฮ.ศ.1413[2]นะญะฟี, ผู้ประพันธ์อัลญะวาฮิร,มุฮัมมัดฮะซัน,มัจมะอุ้ลมะซาอิ้ล (พร้อมภาคผนวก),หน้า 296,สถาบันศอฮิบุซซะมาน(อ.),มัชฮัด,อิหร่าน,ฮ.ศ.1415 ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • ความเชื่อคืออะไร
    3003 เทววิทยาใหม่ 2554/04/21
    ความเชื่อคือความผูกพันขั้นสูงสุดของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณซึ่งถือว่าเป็นมงคลแก่ผู้คนและพร้อมที่จะแสดงความรักและความกล้าหาญของตนออกมาเพื่อสิ่งนั้นความเชื่อในกุรอานมี 2 ปีก : ศาสตร์และการปฏิบัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวสามารถรวมเข้าด้วยกันกับการปฏิเสธศรัทธาได้ขณะเดียวกันการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวสามารถเชื่อมโยงกับการกลับกลอกได้ในหมู่บรรดานักศาสนศาสตร์อิสลามได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความเชื่อไว้ 3-ทฤษฎีด้วยกันกล่าวคือ1 – ทัศนะของอะชาอิเราะฮฺความเชื่อคือการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าศาสดาของพระองค์คำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระองค์2 – ทัศนะของมุอ์ชิละฮฺความเชื่อคือการปฏิบัติไปตามหน้าที่รับผิดชอบซึ่งพระเจ้าได้สาธยายแก่เรา3 – ทัศนะของนักปรัชญา, และนักศาสนศาสตร์อิสลามความเชื่อคือความรู้และการรู้จักโลกของความเป็นจริงและการทำให้จิตของตนสมบูรณ์ด้วยวิธีนี้ในทัศนะของอิรฟานความเชื่อคือการหันคืนสู่พระเจ้าและหันห่างไปจากทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้าความเชื่อสมัยใหม่ในศาสนาคริสต์ตะวันตกและโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในสองรูปแบบ :1 – ความศรัทธาขั้นรุนแรงชนิดสุดโต่งและการต่อต้านสติปัญญาซึ่งไม่เปิดทางให้สติปัญญาได้มีส่วนร่วมในในคำสอนทางศาสนาความเชื่อในพระเจ้าและอภิปรัชญา2 – ความเชื่อในทางสายกลางหรือทางภูมิปัญญาซึ่งยอมรับว่านอกเหนือจากสติปัญญาแล้วการใช้ประโยชน์อื่นเพื่อสติปัญญาในการพิสูจน์เหตุผลเพื่อเสริมสร้างหลักการทางศาสนาและความเชื่อแม้ว่าจำนำเอาความเชื่อนำหน้าด้วยเหตุผลและสติปัญญาก็ตามในหมู่นักคิดอิสลาม, ทัศนะของนักอิรฟานค่อนข้างคล้ายเหมือนแนวคิดความเชื่อชนิดสุดโต่งส่วนเฆาะซาลีย์และเมาละวีย์สามารถกล่าวได้ว่ามีความเชื่อใกล้เคียงกับอีมานในสายกลางดูเหมือนว่าการพิสูจน์แบบแห้งแล้วและไม่มีชีวิตชีวามาไปด้วยข้อโต้แย้งทางปรัชญาคือปฐมบททางความเชื่อในแนวใหม่ได้เป็นอย่างดี ...
  • ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับจริยศาสตร์คืออะไร? สิ่งไหนครอบคลุมมากกว่ากัน? และการตีความเกี่ยวกับจริยศาสตร์กับจริยธรรมอันไหนครอบคลุมมากกว่า?
    3000 จริยธรรมทฤษฎี 2555/04/07
    คำว่า “อัคลาก” ในแง่ของภาษาเป็นพหูพจน์ของคำว่า “คุลก์” หมายถึง อารมณ์,ธรรมชาติ, อุปนิสัย, และความเคยชิน,ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปนิสัยทั้งดีและไม่ดี นักวิชาการด้านจริยศาสตร์,และนักปรัชญาได้ตีความเกี่ยวกับจริยศาสตร์ไว้มากมาย. ซึ่งในหมู่การตีความทั้งหลายเหล่านั้นของนักวิชาการสามารถนำมารวมกัน และกล่าวสรุปได้ดังนี้ว่า “อัคลาก ก็คือคุณภาพทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่มีความเหมาะสม หรือพฤติกรรมอันเหมาะสมของมนุษย์ที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันตน” สำหรับ ศาสตร์ด้านจริยธรรมนั้น มีการตีความไว้มากมายเช่นกัน ซึ่งในคำอธิบายเหล่านั้นเป็นคำพูดของท่าน มัรฮูม นะรอกียฺ กล่าวไว้ในหนังสือ ญามิอุลสะอาดะฮฺว่า : ความรู้ (อิลม์) แห่งจริยศาสตร์หมายถึง การรู้ถึงคุณลักษณะ (ความเคยชิน) ทักษะ พฤติกรรม และการถูกขยายความแห่งคุณลักษณะเหล่านั้น การปฏิบัติตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันในการช่วยเหลือให้รอดพ้น หรือการการปล่อยวางคุณลักษณะที่นำไปสู่ความหายนะ” ส่วนการครอบคลุมระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์แห่งจริยธรรมนั้น มีคำกล่าวว่า,ความแตกต่างระหว่างทั้งสองมีอยู่เฉพาะในทฤษฎีเท่านั้นเอง ดังนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ถ้าหากจะกล่าวว่า สิ่งไหนมีความครอบคลุมมากกว่ากันจึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด ...
  • อ่านกุรอานซูเราะฮ์ใดจึงจะได้ผลบุญมากที่สุด?
    2995 วิทยาการกุรอาน 2554/06/28
    อิสลามถือว่ากุรอานคือครรลองสำหรับการดำเนินชีวิตและเป็นชุดคำสอนที่จะเสริมสร้างจิตวิญญาณมนุษย์ให้สมบูรณ์หากจะอัญเชิญกุรอานโดยคำนึงเพียงว่าซูเราะฮ์ใดมีผลบุญมากกว่าก็ย่อมจะสูญเสียบะเราะกัต(ความศิริมงคล)ที่มีในซูเราะฮ์อื่นๆฉะนั้นจึงควรอัญเชิญกุรอานให้ครบทุกซูเราะฮ์และพยายามนำสู่การปฏิบัติ อย่างไรก็ดีแต่ละซูเราะฮ์มีคุณสมบัติพิเศษในแง่ของความศิริมงคลและผลบุญตามคำบอกเล่าของฮะดีษอาทิเช่นซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์มีฐานะที่เทียบเท่าเศษสองส่วนสามของกุรอานหรืออายะฮ์กุรซีที่เป็นที่กล่าวขานกันถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลหรือซูเราะฮ์กุ้ลฮุวัลลอฮ์ที่เทียบเท่าเศษหนึ่งส่วนสามของกุรอานส่วนซูเราะฮ์อื่นๆก็มีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันไป. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    2316 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    2316 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • จงอธิบายทฤษฎีของพหุนิยมทางศาสนาและการตีความที่แตกต่างกันของศาสนา และระบุความแตกต่างของพวกเขา?
    2174 เทววิทยาใหม่ 2555/04/07
    1.พหุนิยมหมายถึง ความมากมายในหลายชนิด ทั้งในทางปรัชญาของศาสนา, ปรัชญาจริยธรรม, กฎหมาย และการเมืองและว่า ... ซึ่งทั้งหมดมีการใช้งานที่แตกต่างกัน ซึ่งการรับรู้ทั้งหมดเหล่านี้อย่างเป็นทางการในนามของการรู้จักในความหลากหลาย ในทางตรงกันข้ามกับความเป็นหนึ่งเดียว หรือความจำกัดในความเป็นหนึ่งเดียว พหุนิยมทางศาสนา หมายถึงการไม่ผูกขาดความถูกต้องไว้ในศาสนาใดศาสนาหนึ่งเฉพาะพิเศษ การได้รับผลประโยชน์ของทุกศาสนาจากความจริงและการช่วยเหลือให้รอด 2. พหุนิยม อาจได้รับการพิจารณาในหมู่ศาสนาต่างๆ หรือระหว่างนิกายต่างๆ ในศาสนาที่มีอยู่ก็ได้ 3. ในความคิดของเราชาวมุสลิมทั้งหลาย พหุนิยมถูกปฏิเสธก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่า ในศาสนาอิสลามมีเหตุผลที่ชัดเจนเกี่ยวกับสาเหตุความถูกต้องของศาสนาอิสลาม ในลักษณะที่ว่าในศาสนาอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลที่ถูกต้องพอเหมือนกับศาสนาอิสลาม นอกจากนี้ คัมภีร์แห่งฟากฟ้า (อัลกุรอาน) ยังไม่มีการบิดเบือนหรือสังคายนาใดๆ ทั้งสิ้น และความสมบูรณ์ของศาสนาอิสลามก็เท่ากับว่าได้ยกเลิกคำสอนของศาสนาอื่นไปโดยปริยาย 4. การตีความที่แตกต่างกันของศาสนา ซึ่งหนึ่งในหลักการพื้นฐานของสิ่งนั้นคือ อรรถปริวรรตศาสตร์ และอีกประการหนึ่งคือการรู้จักต่างๆ ในศาสนาและการวิจัย ซึ่งผู้ที่เชื่อถือเขาต่างเชื่อว่าผลทั้งหมดของการเริ่มต้น และก่อนการรู้ของนักอรรถาธิบายขณะที่มีความเข้าใจเนื้อหา การตีความหลากหลายของศาสนามีมุมมองที่แตกต่างกัน ซึ่งทัศนะที่สำคัญที่สุดคือทัศนะ Shlayr Makhr, Dyltay, Heidegger และ Gadamer 5. ถึงแม้ว่าหัวข้อการสนทนาอรรถปริวรรตศาสตร์ (Hermeneutics) จะเป็นหัวข้อใหม่ทันสมัยในทางปรัชญาของศาสนา ซึ่งเป็นผลจากการอภิปรายของตะวันตก แต่มีการตีความและแปลความหมายและความเข้าใจเนื้อความ คล้ายศาสตร์บางประเภทในอิสลาม ...
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องยังชีพและปัจจัยได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ฉะนั้น ความพยายามของมนุษย์คืออะไร?
    2003 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
     เครื่องยังชีพกับปัจจัยเป็น 2 ประเด็นคำว่าเครื่องยังชีพที่มนุษย์ต่างขวนขวายไปสู่กับปัจจัยที่มาสู่มนุษย์เองในรายงานกล่าวถึงปัจจัยประเภทมาหาเราเองว่าริซกีฏอลิบส่วนเครื่องยังชีพทีมนุษย์ต้องขวนขวายไปสู่เรียกว่าริซกีมัฏลูบส่วนริซกีฏอลิบหรือเครื่องยังชีพแน่นอนก็คือชีวิตการมีอยู่ของตัวตนและอายุขัยความเป็นไปได้สิ่งแวดล้อมครอบครัวศักยภาพความสามารถสิ่งอำนวยความสะดวกและอื่นๆจากแง่มุมนี้จะเห็นว่าปัจจัยสำคัญคือพลังงานสติปัญญาและความกระตือรือร้นเพื่อความพยายามในการปฏิบัติภารกิจส่วนในแง่มุมอื่นปัจจัยได้รับการยอมรับและมีเงื่อนไขกำกับสำหรับการได้รับปัจจัยนั้นทุกคนต้องขวนขวายด้วยตัวเองด้วยความตั้งใจจริงมีความพยายามโดยมุ่งมั่นไปยังอัลลอฮฺแม้แต่ทารกน้อยถ้าสังเกตก็จะพบว่าพวกเขาต่างขวนขวายเพื่อให้ได้ปัจจัยนั้นด้วยการร้องไห้หรือส่งเสียงเรียกหลังจากทารกได้กระทำเช่นนั้นแล้วเขาก็จะได้ปัจจัยตามประสงค์นั่นคือน้ำนมของมารดาแต่ทารกน้อยนั่นเองเมื่อได้เติบโตเจริญวัยไปสู่อีกระดับหนึ่งความพยายามและการขวนขวายของเขาก็จะเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่งจะมีการขบคิดมากยิ่งขึ้นมือเท้าและอวัยวะส่วนต่างๆจะแกว่งไกวและขยับเขยื้อนคุณภาพและปริมาณของปัจจัยก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยสรุปได้ก็คือปัจจัยจะถูกประทานอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากเงื่อนไขการเรียกร้องความพยายามและการคิดใคร่ครวญซึ่งการงานและการขวนขวายจะเป็นตัวสร้างให้เกิดขึ้นมาและสิ่งที่จะติดตามความพยายามการขวนขวายและการแสวงหาคือปัจจัยที่เขาเรียกร้องนั่นเองปัจจัยที่ถูกระบุแน่นอนแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดน้อยลงอย่างเด็ดขาดแต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราได้เริ่มต้นอย่างไรทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยที่เราเรียกร้องคุณภาพและปริมาณตลอดจากการผสมผสานและการจัดระบบปัจจัยสิ่งเหล่านี้ก็มีส่วนสำคัญที่จำทำให้ปัจจัยเพิ่มหรือลดลงได้ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    1935 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    1882 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • จุดประสงค์ของการสร้างคืออะไร จงอธิบายเหตุผลในเชิงเหตุผลนิยม ถ้าเป้าหมายคือความสมบูรณ์แล้วทำไมพระเจ้าไม่ทรงสร้างมนุษย์ให้สมบูรณ์แบบ
    1835 เทววิทยาดั้งเดิม 2553/10/21
    พระเจ้าคือผู้ดำรงอยู่ที่ไม่มีความจำกัด พระองค์ทรงมีความสมบูรณ์แบบทุกประการ การสร้าง (บังเกิด) เป็นความงดงาม และพระองค์คือผู้มีความงดงามความงดงามอันสมบูรณ์แบบของพระองค์ เป็นตัวกำหนดว่าพระองค์ทรงสร้างทุกอย่างขึ้นตามคุณค่าของมัน ดังนั้น พระเจ้าทรงสร้างเป็นเพราะพระองค์คือผู้งดงาม หมายถึงจุดประสงค์และเป้าหมายในการสร้างของพระองค์นั้นงดงาม อีกด้านหนึ่งคุณลักษณะอาตมันของพระเจ้าไม่ได้แยกออกจากอาตมันของพระองค์ จึงสามารถกล่าวได้ว่าจุดประสงค์ของการสร้างคือ อาตมันของพระเพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาโดยให้มีแนวโน้มที่ดีและความชั่วร้ายภายใน และทรงประทานผู้เชิญชวนภายนอก 2 ท่าน ที่ดีได้แก่ศาสดา (นบี) และความชั่วร้ายได้แก่ชัยฎอน (ปีศาจ), ทั้งนี้มนุษย์สามารถบรรลุความสมบูรณ์สูงสุดของสรรพสิ่งที่อยู่หรือก้าวไปสู่ความชั่วช้าที่ต่ำทรามที่สุดก็เป็นได้ ทั้งที่มนุษย์นั้นมีพลังของเดรัจฉานและการลวงล่อของซาตานที่ล่อลวงอยู่ตลอดเวลา แต่เขากลับเลือกหนทางที่ถูกต้อง, แน่นอน เวลานั้นเขาจะสูงส่งกว่ามลาอิกะฮฺ เพราะว่ามวลมลาอิกะฮฺไม่มีพลังของเดรัจฉานและชัยฏอนมาลวงล่อใจ แต่ถ้ามนุษย์เลือกแนวทางผิด แน่นอนตรงนี้เขาจะตกต่ำยิ่งกว่าสรรพสัตว์ทั้งหลาย เนื่องจากสรรพสัตว์ไม่มีพลังแห่งปัญญาในการคิดเหมือนกับมนุษย์ถ้าหากพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์มาให้สมบูรณ์ตั้งแต่แรกและมีความสมบูรณ์แบบทุกประการ สิ่งนี้จะไม่ถือว่าเป็นความสมบูรณ์ในเชิงของเจตนารมณ์เสรี เพราะพระเจ้าทรงสร้างสิ่งสมบูรณ์ที่สุดก่อนหน้าพวกเขามาแล้วตั้งแต่ต้น ดังนั้น จุดประสงค์ของการสร้างมนุษย์จะบรรลุก็ต่อเมือเขามีศักยภาพของความสมบูรณ์ และมีเจตนารมณ์เสรีในการกระทำบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาไม่สามารถเข้าถึงความสมบูรณ์แบบของอัลลอฮฺได้ แม้ว่าจุดประสงค์หลักของการสร้างมนุษย์ – ก็คือการวางกฎหมายของพระเจ้า -- ยังไม่บรรลุผลก็ตาม แต่ไม่ได้คัดค้านการสร้างมนุษย์ในเป้าหมายของการรังสรรค์โดยการกำหนดกฎเกณฑ์จากพระองค์ เนื่องจากพระเจ้าทรงอุปสงค์ (การพัฒนาความต้องการ) ให้พวกเขาสามารถเลือกหนทางที่ถูกหรือผิดได้ด้วยตนเอง ถ้าหากพระเจ้าทรงให้การเลือกแนวทางผิดพลาดเป็นไปไม่ได้สำหรับมนุษย์แล้ว ความเชื่อและเชื่อฟังปฏิบัติตามของเขา ก็จะไม่เป็นความประสงค์หรือเจตนารมณ์เสรีของเขา ...

ลิ้งก์ต่างๆ