การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
1291
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/09/30
คำถามอย่างย่อ
ความแตกต่างระหว่างศูนย์แห่งความเสียใจกับวันแห่งความเสียใจ คืออะไร?
คำถาม
ความแตกต่างระหว่างศูนย์แห่งความเสียใจกับวันแห่งความเสียใจ. ความแตกต่างของทั้งสองคำนี้ในแง่ภาษาแล้วถือว่าชัดเจน แต่ต้องการทราบถึงการวิเคราะห์ของทั้งสองระดับว่าจะทำได้อย่างไร?
คำตอบโดยสังเขป

อัลกุราอนและรายงานฮะดีซมิได้มีการตีความคำว่า »ดารุลฮัซเราะฮฺ« เอาไว้ คงมีแต่ประโยคที่ว่า »เยามัลฮัซเราะฮฺ« (จะถูกใช้ในหมายว่า หมายถึงวันแห่งความเสียใจ ความหดหู่ใจที่เกิดจากการสูญเสียบางสิ่งไป) ซึ่งถูกใช้ในอัลกุรอานเพียง 1 ครั้ง แต่ถูกใช้จำนวนหลายครั้งในรายงานฮะดีซ จุดประสงค์ของคำว่า »เยามัลฮัซเราะฮฺ« ที่ปรากฏอยู่ทั้งในอัลกุรอานและรายงานฮะดีซ หมายถึงวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ) เนื่องจากวันฟื้นคืนชีพนั้น ชาวสวรรค์ จะเสียใจว่าสามารถกระทำสิ่งที่ดีกว่านี้ได้ เพื่อจะได้ก้าวไปสู่ตำแหน่งที่สูงส่งกว่า ส่วนชาวนรกก็เสียใจว่า โอ้ พระเจ้าพวกเราไม่หน้ากระทำบาปเลย จะได้ไม่ต้องตกเป็นชาวนรกเช่นนี้

คำตอบเชิงรายละเอียด

อัลกุรอาน กล่าวถึงวันกิยามะฮฺในฐานะสถานพำนักหลักสำหรับมนุษย์ ด้วยนามชื่อที่แตกต่างกัน เช่น อัลวากิอะฮฺ, อัรรอญิฟะฮฺ, อัฏฏอมะฮฺ, อัซซอเคาะฮฺ, อัลฮากเกาะฮฺ, เยามุลฟัฎล์, เยามุลนะดิม, เยามุลนุชูร,เยามุลฮัก, เยามุลมัซอะละฮฺ, เยามุลฮิซาบ, เยามุลมะฮาซิบะฮฺ, เยามุลตะลาก, และเยามุลฮัซเราะฮฺ, ซึ่งคำเหล่านี้ถูกกล่าวในอัลกุรอานในฐานะของ วันกิยามะฮฺ

ความหมายของ ฮัซรัต :

ความหมายเดิมของคำว่า ฮัซรัต คือการเปิดเผยชัดเจน ความชัดเจน[1]มีคำกล่าวว่าเนื่องจากวันกิยามะฮฺความจริง และความเร้นลับต่างๆ จะถูกเปิดเผยชัดเจนออกมา (วันซึ่งความเร้นลับภายในของบุคคลจะถูกเปิดเผยออกมาอย่างชัดเจน)[2] และวันนั้นเรียกว่า วันแห่งความเสียใจ[3] คำว่า ฮัซรัต ยังถูกใช้ในความหมายอื่นอีก เช่น ในความหมายว่า “การสำนึกผิด” (เนื่องจากสิ่งหนึ่งได้หลุดลอยมือไป และไม่สามารถทดแทนสิ่งนั้นได้อีก) และเนื่องจากว่าผลของการเปิดเผยความจริงอันชัดเจน, เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ต้องเสียใจและสำนึกผิดในสิ่งที่ได้กระทำลงไป, จึงเรียกวันนั้นว่า วันแห่งความเสียใจ ซึ่งการนำไปใช้ในลักษณะนี้ ตามความเป็นจริงแล้วเป็นการใช้ในความหมายสำรองมากกว่า. ทำนองเดียวกันบางครั้งกล่าวว่า ฮัซรัต ก็ถูกนำไปใช้ในความหมายว่า การตกค้างจากการขับเคลื่อน ดังนั้น ตามคำอธิบายข้างต้นจะเห็นว่า ในวันกิยามะฮฺมนุษย์จะตกค้างจากขบวนการขับเคลื่อน และเขาไม่สามารถกระทำการงานอื่นใดต่อไปได้อีก งานของเขาจะถูกรวบรวมไว้ด้วยกัน ซึ่งตามคำอธิบายของอัลกุรอาน »ในวันนั้นขณะที่ทุกสิ่งสิ้นสุดลง«[4] ซึ่งไม่อาจทดแทนได้อีกต่อไป, ดังนั้น วันฟื้นคืนชีพถูกเรียกว่าเป็นวันแห่งความเสียใจ ทำนองเดียวกันบางครั้งหมายถึง ความหวาดกลัวและกังวล ซึ่งวันกิยามะฮฺได้ถูกเรียกว่าเป็นวันแห่งความเสียใจและเป็นกังวล เนื่องจากในวันนั้นมนุษย์จะได้เห็นฉากใหม่ๆ ที่แปลกประหลาด พวกเขาจะกังวลและมีความงงงวย พร้อมกับความระหนเป็นที่สุด

ส่วนการที่กล่าวว่า “ดารุลฮัซเราะฮฺ” มิได้มีการกล่าวไว้ในตำราศาสนาแต่อย่างใด ทั้งในอัลกุรอาน และฮะดีซ แต่ประโยคที่ว่า »เยามุลฮัซเราะฮฺ« มีกล่าวไว้ทั้งในอัลกุรอานและฮะดีซ

อัลกุรอาน กล่าวว่า :  »โอ้ เราะซูลจงเตือนสำทับพวกเขาถึงวันแห่งความเสียใจ ขณะที่วันนั้นทุกสิ่งกำลังจะสิ้นสุดลง และพวกเขาอยู่ในหลงลืมและพวกเขาไม่มีศรัทธา«[5]

อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอียฺ กล่าวอธิบายไว้ในตัฟซีรอัลมีซานว่า : จากบริบทของโองการเข้าใจได้ว่าสาเหตุของความเสียใจของพวกเขาคือ การงานของพวกเขาได้สิ้นสุดลง และพวกเขากำลังติดตามผลงานของตน ต่อมาทราบว่าพวกเขาได้รับความเสียหายและขาดทุนยิ่ง สิ่งที่พวกเขาได้พยายามสั่งสมไว้ ได้อันตรธานหายไปจากมือ ซึ่งโองการกล่าวต่อไปว่า : สาเหตุของความเสียหายของพวกเขาคือ การหลงลืมของพวกเขาบนโลกนี้นั่นเอง[6]

วันแห่งความเสียใจ, คือวันซึ่งประชาชนรู้สึกหดหู่และเสียใจเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากความเพิกเฉยและเลยในการแสดงความเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ[7] ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า :             »ความหายนะประสบแด่บุคคลที่หลงลืมและเพิกเฉย ซึ่งอายุขัยของเขาต่อต้านการดำรงอยู่ของเขา มิหนำซ้ำชีวิตประจำวันของเขายังฉุดกระชากเขาไปสู่ความอับโชค«[8]

มีรายงานฮะดีซที่สวยงามหลายบท กล่าวอธิบายไว้ในตำราอ้างอิงของฝ่ายชีอะฮฺและซุนนียฺ โดยมีความแตกต่างกันเล็กน้อย กล่าวว่าบรรดามะอฺซูม (อ.) ได้อธิบายโองการดังกล่าวด้วยตัวอย่างที่งดงามยิ่ง มีผู้ถามท่านอิมามซอดิก (อ.) เกี่ยวกับโองการดังกล่าว, ท่านอิมาม กล่าวว่า : »หลังจากชาวสวรรค์ได้เข้าสู่สวรรค์ และชาวนรกได้ถูกนำตัวสู่นรกแล้ว, จะมีเสียงเรียกดังมาจากพระผู้เป็นเจ้าว่า : โอ้ บรรดาชาวสวรรค์เอ๋ย และโอ้ บรรดาชาวนรก พวกเธอรู้ไหมว่าความตายจะมีรูปร่างหน้าตาเป็นอย่างไร. มีเสียงตอบว่า ไม่. อุปมาความตายประหนึ่งแกะตอนตัวผู้สีเทา ซึ่งจะอยู่ระหว่างสวรรค์และนรก. หลังจากนั้นได้เรียกทั้งหมดให้เข้ามาใกล้ๆ และจงมองดูความตายเถิด, หลังจากเข้ามาใกล้ๆ แล้ว, อัลลอฮฺทรงมีบัญชาให้เชือดสัตว์ แล้วมีเสียงกล่าวว่า : โอ้ บรรดาชาวสวรรค์เอ๋ย จะได้พำนักอยู่ในสวรรค์ตลอดไป จะไม่มีวันตาย ความหายนะจงมีแด่ชาวนรก ซึ่งพวกเจ้าจะได้พำนักอยู่ในนรกตลอดไป โดยไม่ตาย« หลังจากนั้นท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า : นี่คือคำอธิบายของพระเจ้า ที่ตรัสว่า : »จงทำให้พวกเขากลัววันแห่งความเสียใจ, ในเวลานั้นขณะที่ทุกสิ่งกำลังจะสิ้นสุดลง แต่พวกเขาอยู่ในระหว่างการหลงลืม และไม่ศรัทธา« หมายถึงการงานของชาวสวรรค์ ได้ทำให้พวกเขาธำรงเป็นนิจนิรันดร์อยู่ในสวรรค์ และการงานของชาวนรก ได้ทำให้พวกเขาธำรงอยู่ในนรกตลอดไป«[9] แหล่งอ้างอิงบางฉบับ ได้รายงานฮะดีซต่อไปอีกว่า : » ชาวสวรรค์มีความปิติยินเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งถ้าเขาจะตายในที่นั้นก็ตายเพราะความดีใจ ส่วนชาวนรกจะส่งเสียงตะโกนโหวกเหวก ซึ่งถ้าเขาจะตายในที่นั้นก็ตายเพราะ ความเสียใจ«[10]

ใช่, ในโลกนั้นบรรดาพวกที่ทำความผิด ต่างแสดงความเสียใจและสำนึกผิดว่า เพราะอะไรพวกเขาจึงไม่ทำความดี และผู้ที่ประกอบความดีก็จะเสียใจเช่นกันว่า โอ้ พระเจ้า ทำไมเราจึงไม่ทำความดีงามให้มากกว่านี้.ชาวสวรรค์ในเวลานั้นยังมิได้รำลึกถึงอัลลอฮฺ เขาจะเสียใจและกล่าวประณามถากถางตัวเอง[11]

ท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : จะมีสองคนในวันฟื้นคืนชีพแสดงความเสียใจมากกว่าใครทั้งหมด, หนึ่งในนั้นคือ บุคคลที่สามารถใฝ่หาความรู้ได้บนโลกได้, แต่ว่าไม่ได้กระทำ ส่วนอีกคนหนึ่งคือ ผู้ที่ได้สอนความรู้แก่คนอื่น ซึ่งผู้เรียนรู้ได้ใช้ประโยชน์จากความรู้นั้น, แต่ส่วนเขามิได้รับประโยชน์อันใดจากความรู้ของตน«[12]

การงานไม่ดีและความเฉยเมยทางโลก จะมีความเสียใจตามไปในปรโลกหน้า[13]

 


[1] อัลอัยนฺ, เล่ม 3, หน้า 134, ลิซานุลอาเราะบี, เล่ม 4, หน้า 189.

[2] บทอัฏฏอริก, 9.

[3] เราฎุลญินาน และเราฮุลญินาน, เล่ม 13, หน้า 83

[4] บทมัรยัม, 39.

[5] وَ أَنْذِرْهُمْ يَوْمَ الْحَسْرَةِ إِذْ قُضِيَ الْأَمْرُ وَ هُمْ في‏ غَفْلَةٍ وَ هُمْ لا يُؤْمِنُونบทมัรยัม, 39.

[6] อัลมีซาน, เล่ม14. หน้า 51

[7] อัตติบยาน,เล่ม 7,หน้า 127

[8] นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ เฟฎุลอิสลาม, คำเทศนาที่ 63, หน้า 153.

[9] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 8, หน้า 346, และรายงานที่คล้ายกันบันทึกอยู่ใน เซาะฮียฺบุคอรียฺ เล่ม 5, หน้า 236, และในแหล่งอ้างอิงอีกจำนวนมากของชีอะฮฺ และซุนนียฺ

[10] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 8, หน้า 345,

[11] กันซุลอุมาล, เล่ม 1, ฮะดีซที่ 1806

[12] นะฮฺญุลฟะซอฮะฮฺ, เล่ม 1, หน้า 245.

[13] ฆุรรอรุลฮะกัม, ฮะดีซ 10626.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ฮะดีษนี้เศาะฮี้ห์หรือไม่: การภักดีต่ออลี(อ.)คือสัมมาคารวะที่แท้จริง และการไม่ภักดีต่อท่าน คือการปฏิเสธพระเจ้า
    1891 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/11/09
    ฮะดีษนี้มีเนื้อหาที่ถูกต้องเนื่องจากมีรายงานอย่างเป็นเอกฉันท์กล่าวคือมีฮะดีษมากมายที่ถ่ายทอดถึงเนื้อหาดังกล่าวอย่างไรก็ดีการปฏิเสธในที่นี้ไม่ไช่การปฏิเสธอิสลามแต่เป็นการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงแน่นอนว่าการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงย่อมมิได้ทำให้บุคคลผู้นั้นอยู่ในฮุก่มของกาเฟรทั่วไปในแง่ความเป็นนะญิส ...ฯลฯต้องเข้าใจว่าที่เชื่อว่าการไม่จงรักภักดีต่อท่านอิมามอลี(อ.)เท่ากับปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะการจงรักภักดีต่อท่านคือแนวทางสัจธรรมที่พระองค์ทรงกำหนดฉะนั้นผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านก็เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์และนี่คือสารัตถะแห่งฐานะภาพอิมามัตอันสูงส่ง ...
  • จงอธิบายเหตุผลที่บ่งบอกว่าดนตรีฮะรอม
    1992 สิทธิและกฎหมาย 2554/10/22
    ดนตรีและเครื่องเล่นดนตรีตามความหมายของ ฟิกฮฺ มีความแตกต่างกัน. คำว่า ฆินา หมายถึง การส่งเสียงร้องจากลำคอออกมาข้างนอก โดยมีการเล่นลูกคอไปตามจังหวะ, ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดประเทืองอารมณ์และมีความสุข ซึ่งมีความเหมาะสมกับงานประชุมที่ไร้สาระ หรืองานประชุมที่คร่าเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ส่วนเสียงดนตรี หมายถึงเสียงที่เกิดจากการเล่นเครื่องตรี หรือการดีดสีตีเป่าต่างๆเมื่อพิจารณาอัลกุรอานบางโองการและรายงานฮะดีซ ประกอบกับคำพูดของนักจิตวิทยาบางคน, กล่าวว่าการที่บางคนนิยมกระทำความผิดอนาจาร, หลงลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ, ล้วนเป็นผลในทางไม่ดีที่เกิดจากเสียงดนตรีและการขับร้อง ซึ่งเสียงเหล่านี้จะครอบงำประสาทของมนุษย์ ประกอบกับพวกทุนนิยมได้ใช้เสียงดนตรีไปในทางไม่ดี ดังนั้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในเชิงปรัชญาที่ทำให้เสียงดนตรีฮะรอมเหตุผลหลักที่ชี้ว่าดนตรีฮะรอม (หรือเสียงดนตรีบางอย่างฮะลาล) คือโองการอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) และอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ซึ่งโองการอัลกุรอานประกอบด้วย โองการที่ 72 บทฟุรกอน, โองการที่ 30 บทฮัจญฺ, โองการที่ 3 บทมุอฺมินูน, และโองการที่ 6 บทลุกมาน, ซึ่งบรรดาอิมาม (อ.) ได้อธิบายความหมายของโองการเหล่านั้นไว้ว่า วัตถุประสงค์ของคำว่า “เกาลุนซุร” “ละฮฺว์” และ “ลัฆวี” ในโองการหมายถึง ...
  • เมืองมะดีนะถูกสร้างขึ้นเมื่อใด?
    241 ประวัติสถานที่ 2557/02/16
    นครมะดีนะฮ์ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของคาบสมุทรอรับ และตั้งอยู่ทางทิศเหนือของนครมักกะฮ์อันทรงเกียรติ โอบล้อมด้วยหินกรวดทางทิศตะวันออกและตะวันตก เมืองนี้มีภูเขาหลายลูก อาทิเช่น ภูเขาอุฮุดทางด้านเหนือ ภูเขาอัยร์ทางใต้ ภูเขาญะมะรอตทางทิศตะวันตก มะดีนะฮ์มีหุบเขาในเมืองสามแห่งด้วยกัน คือ 1. อะกี้ก 2. บัฏฮาต 3. เกาะน้าต[1] เกี่ยวกับการสถาปนานครมะดีนะฮ์นั้น สามาถวิเคราะห์ได้สองช่วง 1. ก่อนยุคอิสลาม 2. หลังยุคอิสลาม 1. ก่อนยุคอิสลาม กล่าวกันว่าภายหลังจากเหตุการณ์น้ำท่วมโลกในยุคของท่านนบีนู้ห์ (อ.) มีผู้อยู่อาศัยในนครยัษริบ (ชื่อเดิมของมะดีนะฮ์) สี่กลุ่มด้วยกัน 1.1. ลูกหลานของอะบีล ซึ่งเป็นผู้รอดชีวิตจากสำเภาของท่านนบีนูห์ที่เทียบจอด ณ ภูเขาอารารัต ได้ตั้งถิ่นฐาน ณ เมืองยัษริบ ซึ่งเมืองยัษริบเองก็มาจากชื่อของบรรพชนรุ่นแรกที่ตั้งรกราก นามว่า ยัษริบ บิน อะบีล บิน เอาศ์ บิน อิร็อม บิน สิลม์ บิน นูห์[2] 1.2 บางคนเชื่อว่าผู้ที่ตั้งรกรากเป็นคนแรกก็คือ ยัษริบ บิน กอฟิยะฮ์ บิน มะฮ์ลาบีล บิน ...
  • สายรายงานของฮะดีษท่านนบี(ซ.ล.)ที่ระบุให้ท่องจำฮะดีษสี่สิบบทเศาะฮี้ห์หรือไม่? และสี่สิบบทนี้หมายถึงฮะดีษประเภทใด?
    2283 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/02/18
    ท่านนบี(ซ.ล.)ได้กล่าวไว้ในฮะดีษที่เรียกกันว่า “อัรบะอีน” ซึ่งรายงานไว้ในตำราฝ่ายชีอะฮ์[1]และซุนหนี่[2]บางเล่มเนื้อหาของฮะดีษนี้เป็นการรณรงค์ให้ท่องจำฮะดีษสี่สิบบทอาทิเช่นสำนวนต่อไปนี้: “ผู้ใดในหมู่ประชาชาติของฉันที่ได้ท่องจำฮะดีษที่จำเป็นต่อการดำรงศาสนาของผู้คนถึงสี่สิบบทอัลลอฮ์จะทรงปกป้องเขาในวันกิยามะฮ์และจะฟื้นคืนชีพในฐานะปราชญ์ศาสนาที่มีเกียรติ”[3] ฮะดีษนี้มีความเป็นเอกฉันท์ (ตะวาตุร) ในเชิงความหมาย[4]และเป็นฮะดีษเศาะฮี้ห์ฮะดีษข้างต้นมีส่วนสำคัญที่ช่วยให้เกิดแรงจูงใจในหมู่นักวิชาการในการประพันธ์ตำรารวบรวมฮะดีษสี่สิบบทโดยตำราเหล่านี้รวบรวมฮะดีษจากบรรดามะอ์ศูมีนสี่สิบบทเกี่ยวกับประเด็นความศรัทธาและหลักจริยธรรมในบางเล่มมีการอธิบายเพิ่มเติมด้วยทั้งนี้ฮะดีษข้างต้นมิได้ระบุประเภทฮะดีษเอาไว้เป็นการเฉพาะแต่หมายรวมถึงฮะดีษทุกบทที่มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทั้งโลกนี้และโลกหน้าอัลลามะฮ์มัจลิซีเชื่อว่า “การท่องจำฮะดีษ” ที่ระบุไว้ในฮะดีษข้างต้นมีระดับขั้นที่แตกต่างกันซึ่งจะกล่าวโดยสังเขปดังนี้: หนึ่ง. “การท่องจำฮะดีษ”ในลักษณะการรักษาถ้อยคำของฮะดีษอย่างเช่นการปกปักษ์รักษาไว้ในความจำหรือสมุดหรือการตรวจทานตัวบทฮะดีษฯลฯสอง. การปกปักษ์รักษาฮะดีษในลักษณะการครุ่นคิดถึงความหมายของฮะดีษอย่างลึกซึ้งหรือการวินิจฉันบัญญัติศาสนาจากฮะดีษสาม. การปกปักษ์รักษาฮะดีษในลักษณะปฏิบัติตามเนื้อหาของฮะดีษ[5][1]อาทิเช่น: เชคเศาะดู้ก,ษะวาบุลอะอ์ม้าลวะอิกอบุลอะอ์ม้าล,หน้า 134,สำนักพิมพ์ดารุชชะรีฟอัรเราะฎี,กุม,พิมพ์ครั้งที่สอง,ฮ.ศ. 1406, และเชคฮุรอามิลี,มุฮัมมัดบินฮะซัน, วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 27,หน้า 94,สถาบันอาลุลบัยต์(อ.),กุม,พิมพ์ครั้งแรก,ฮ.ศ.1409[2]ตัวอย่างเช่น:สุยูฏี,ญะลาลุดดีน,อัดดุรรุ้ลมันษู้รฟีตัฟซีริ้ลมะอ์ษู้ร,เล่ม 5,หน้า 343,หอสมุดอายะตุลลอฮ์มัรอะชีนะญะฟี,กุม,ฮ.ศ. 1404, และอัสเกาะลานี,อิบนิฮะญัร,อัลอิศอบะฮ์ฟีตัมยีซิศเศาะฮาบะฮ์,เล่ม 6,หน้า 381,ดารุลกุตุบิลอิลมียะฮ์,เบรุต,พิมพ์ครั้งแรก,ฮ.ศ.1415[3]مَنْ‏ حَفِظَ مِنْ‏ أُمَّتِی‏ أَرْبَعِینَ حَدِیثاً مِمَّا یَحْتَاجُونَ إِلَیْهِ مِنْ أَمْرِ دِینِهِمْ بَعَثَهُ اللَّهُ عَزَّ وَ جَلَّ یَوْمَ الْقِیَامَةِ فَقِیهاً عَالِما ษะวาบุลอะอ์ม้าลวะอิกอบุลอะอ์ม้าล,หน้า 134, และมุฮัมมัดบินฮะซัน,วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 27,หน้า ...
  • กฏเกณฑ์และเงื่อนไขในการสมรสกับชาวคริสเตียนเป็นอย่างไร?
    1350 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/21
    อิสลามถือว่าชาวคริสเตียนเป็นหนึ่งใน“อะฮ์ลุ้ลกิตาบ”(กลุ่มผู้รับมอบคัมภีร์จากพระองค์) ซึ่งโดยทัศนะของมัรญะอ์ตักลี้ดของฝ่ายชีอะฮ์แล้วไม่อนุมัติให้สตรีมุสลิมสมรสกับพวกเขาไม่ว่าจะเป็นการสมรสถาวรหรือชั่วคราวก็ตามส่วนชายมุสลิมก็ไม่สามารถจะสมรสกับหญิงกาฟิรที่ไม่ไช่อะฮ์ลุ้ลกิตาบได้ไม่ว่าจะถาวรหรือชั่วคราวอย่างไรก็ดีทัศนะที่ว่าชายมุสลิมสามารถสมรสชั่วคราวกับหญิงอะฮ์ลุ้ลกิตาบได้นั้นค่อนข้างจะน่าเชื่อถือแต่ในส่วนการสมรสถาวรกับพวกนางนั้นสมควรงดเว้น.ท่านอิมามโคมัยนีแสดงทัศนะไว้ว่า: ไม่อนุญาตให้สตรีมุสลิมสมรสกับชายต่างศาสนิกไม่ว่าจะเป็นอะฮ์ลุ้ลกิตาบหรือไม่  ไม่ว่าเขาจะเป็นต่างศาสนิกแต่เดิมหรือเป็นพวกตกมุรตัด(ออกจากศาสนา)[1] และไม่ว่าจะสมรสถาวรหรือชั่วคราว. ส่วนกรณีชายมุสลิมที่จะสมรสกับอะฮ์ลุ้ลกิตาบ(คริสเตียนหรือยูดาย)นั้นมีข้อวินิจฉัยที่หลากหลายในหมู่ผู้เชี่ยวชาญศาสนา:1. ห้ามสมรสถาวรและอนุญาตในกรณีชั่วคราวทัศนะนี้เป็นข้อวินิจฉัยที่แพร่หลาย2. ห้ามโดยสิ้นเชิง(ไม่ว่าถาวรหรือชั่วคราว).3. อนุญาตทุกกรณี.4. ส่วนตัวฉันเห็นว่าทัศนะที่อนุญาตให้สมรสชั่วคราวค่อนข้างน่าเชื่อถือและขอสงวนท่าทีตามทัศนะที่ห้ามสมรสถาวร[2]กล่าวคือไม่อนุญาตให้สมรสถาวรกับหญิงกาฟิรที่เป็นอะฮ์ลุ้ลกิตาบทั้งนี้โดยยึดหลักเอี้ยะฮ์ติยาฏวาญิบแต่ทว่าสามารถสมรสชั่วคราวกับหญิงอะฮ์ลุ้ลกิตาบอย่างเช่นยะฮูดีและนะศอรอได้.[3]กล่าวโดยสรุปคือบรรดามัรญะอ์ตักลี้ด(ผู้เชี่ยวชาญศาสนา)ต่างให้ความเห็นว่าสตรีมุสลิมไม่สามารถสมรสกับชายชาวคริสเตียนไม่ว่าจะชั่วคราวหรือถาวรก็ตาม ส่วนชายมุสลิมสามารถสมรสชั่วคราวกับหญิงชาวคริสเตียนได้แต่กรณีการสมรสถาวรนั้นมีทัศนะที่แตกต่างกันในหมู่ผู้รู้เราขอนำเสนอทัศนะของบรรดามัรญะอ์ตักลี้ดร่วมสมัยณที่นี้: อายะตุลลอฮ์อุซมาศอฟี: ทัศนะที่เชื่อว่าอนุญาตให้กระทำได้นับว่าแข็งแรงพอสมควรแต่หากยังมีโอกาสจะสมรสกับสตรีมุสลิมได้การกระทำดังกล่าวถือเป็นมักรูฮ์ชะดี้ด(น่ารังเกียจอย่างยิ่ง)และไม่ควรฝ่าฝืนข้อพึงระวังอายะฯตับรีซี, คูอีย์: ไม่อนุญาตให้สมรสถาวรตามหลักเอี้ยะฮ์ติยาฏมุสตะฮับ อายะฯนูรี: เชื่อได้ว่าสามารถสมรสถาวรได้, แต่พึงหลีกเลี่ยงหากยังสามารถสมรสกับสตรีมุสลิมได้อายะฯฟาฎิล: ไม่อนุญาตตามหลักเอี้ยะฮ์ติยาฏวาญิบ.อายะฯซันญอนี: เป็นไปได้ที่การสมรสจะไม่เป็นโมฆะ(ไม่ว่าถาวรหรือชั่วคราว). แต่ถือว่ามักรู้ฮ์และขัดต่อการระมัดระวังโดยเฉพาะกรณีการสมรสถาวร.[4][1]เตาฎีฮุลมะซาอิ้ล(เสริมภาคผนวกของอิมามโคมัยนี)เล่ม 2,หน้า 468, ปัญหาที่ 2397. และเพื่อทราบถึงคำวินิจฉัยของอุละมายุคก่อนดู: ญะวาดมัฆนียะฮ์,อัลฟิกฮ์อะลั้ลมะซาฮิบิลค็อมสะฮ์, เล่ม 2, หน้า 47-48.[2]อ้างแล้ว[3]อ้างแล้ว[4]เตาฎีฮุลมะซาอิ้ล(เสริมภาคผนวกของอิมามโคมัยนี)เล่ม 2, หน้า 468-469. ...
  • ควรนำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการรู้จักกับพระเจ้าแก่ชมรมเยาวชนในพื้นที่อย่างไร?
    1382 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/04/19
    หากพิจารณาประเด็นต่างๆที่เกี่ยวกับหลักความเชื่อ ต้องถือว่าประเด็นการรู้จักพระเจ้าถือเป็นประเด็นหลักที่สำคัญที่สุด อีกทั้งครอบคลุมประเด็นปลีกย่อยมากมาย หากคุณต้องการอธิบายเกี่ยวกับประเด็นนี้จะต้องคำนึงถึง 2 หลักการเป็นสำคัญ หนึ่ง. ควรเลือกประเด็นที่จะหยิบยกมาพูดคุยให้เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตรรกะ สอง.จะต้องคำนึงถึงบุคลิกและพื้นฐานความรู้ของผู้ฟังอย่างเคร่งครัด เกี่ยวกับหลักการแรก ควรคำนึงถึงประเด็นต่อไปนี้ คุณจะต้องเลือกประเด็นในการพูดคุยเกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าที่มีความครอบคลุมมากกว่า เพื่อที่จะได้อธิบายเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวได้ง่ายขึ้น จะต้องหลีกเลี่ยงที่จะพูดคุยเกี่ยวกับประเด็นลึกๆ ของการรู้จักพระเจ้า นำเสนอข้อมูลต่าง ๆ โดยคำนึงถึงลำดับการเรียงเนื้อหาที่เหมาะสม และจะต้องหลีกเลี่ยงการพูดเยิ่นเย้อ ให้ทยอยนำเสนอประเด็นต่างๆ เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า และควรใช้วิธีการที่สามารถเข้าใจง่ายและมีความหลากหลาย ควรใช้ประโยชน์จากจิตใต้สำนึกแสวงหาพระเจ้าที่มีในเยาวชนให้มากที่สุด ควรจะปล่อยให้เยาวชนได้มีโอกาสคิดและสรุปข้อมูล เพื่อให้สามารถเข้าใจประเด็นต่าง ๆได้ ควรใช้หนังสือต่างๆ ที่เสนอข้อมูลอย่างชัดแจนและมีการลำดับเนื้อเรื่องที่ดี เกี่ยวกับหลักการที่สองควรจะคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ควรจะนำเสนอประเด็นต่าง ๆ เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้าที่สอดคล้องกับพื้นฐานความรู้ของเยาวชนกลุ่มนั้น ๆ และหากต้องการนำเสนอข้อมูลใหม่ๆ ที่สูงกว่าระดับความรู้ของพวกเขาก็ควรจะชี้แจงพื้นฐานเบื้องต้นด้วย เยาชนมักจะชอบวิพากษ์และช่างสงสัย ไม่ควรจะต่อต้านคุณสมบัตินี้ของพวกเขา แต่ทว่าจะต้องระวังไม่ให้พวกเขาจมปลักในความสงสัยเหล่านั้น เพื่อให้การพูดคุยและการเรียนรู้เป็นไปอย่างมีคุณภาพยิ่งขึ้น สามารถชักชวนให้พวกเขาอ่านหนังสือง่าย ๆ เกี่ยวกับการรู้จักพระเจ้า หนังสือที่ได้กล่าวเกี่ยวกับความมหัศจรรย์ของโลกนี้เป็นหนังสือที่เหมาะสมกับเยาวชนมากกว่า ในการเริ่มบทเรียนของการรู้จักพระเจ้าควรอธิบายเกี่ยวกับประโยชน์และสิ่งที่จะได้รับให้พวกเขาได้รับรู้ เพื่อที่จะได้ทราบถึงความสำคัญและบทบาทของประเด็นนี้ในชีวิตของเขา ทั้งในโลกนี้และปรโลก สุดท้ายขออัลลอฮ์ (ซ.บ.) ทรงบันดาลให้ท่านประสบความสำเร็จ หมวดหมู่ที่เกี่ยวข้อง คำถามที่ 3882 (เว็บ 4154) (วิธีการตับลี้ก) คำถามที่ 23034 (เว็บ fa6395) (การเผยแพร่ศาสนา) คำถามที่ 1041 (เว็บ 1105) (จิตใต้สำนึกและการรู้จักพระเจ้า) ...
  • ท่านอิมามศอดิก(อ.)เคยมีอาจารย์ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บ้างหรือไม่?
    1547 تاريخ کلام 2555/02/18
    หนึ่ง. ประเด็นนี้เป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากบรรดามะอ์ศูมีน(อ.)ล้วนมีความรู้ครอบคลุมทุกแขนงวิชาการอยู่แล้ว[1] ซึ่งไม่จำเป็นต้องศึกษาวิชาการอย่างวิชาฮะดีษจากผู้อื่น ในทางกลับกัน ผู้นำฝ่ายอะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางท่านเคยเป็นลูกศิษย์ลูกหาของท่านทั้งทางตรงหรือทางอ้อม อาทิเช่น อบูฮะนีฟะฮ์ และมาลิก บิน อนัส[2]สอง. สิ่งที่อะฮ์ลิสซุนนะฮ์บางคนกล่าวอ้าง แท้ที่จริงแล้วเป็นการรายงานฮะดีษ มิไช่ว่าท่านอิมามศอดิก(อ.)เล่าเรียนวิชาฟิกเกาะฮ์และอุศู้ลแต่อย่างใด คราที่บรรดาอิมาม(อ.)ต้องการจะรายงานฮะดีษจากท่านนบี(ซ.ล.) ซึ่งแม้ในความเป็นจริงไม่จำเป็นต้องระบุสายรายงาน แต่เนื่องจากผู้คนส่วนหนึ่งยอมรับเฉพาะฮะดีษที่มีสายรายงานบรรจบกับเศาะฮาบะฮ์หรือตาบิอีนเท่านั้น บรรดาอิมาม(อ.)จึงจำต้องปฏิบัติเฉกเช่นคนอื่นๆ อย่างไรก็ดี การที่บรรดาอิมามมะอ์ศูม(อ.)รายงานฮะดีษจากตาบิอีนหรือเศาะฮาบะฮ์ ย่อมมิได้หมายความว่าบุคคลเหล่านี้เป็นครูบาอาจารย์ของบรรดาอิมาม(อ.)แต่อย่างใด ดังกรณีที่ท่านอิมามศอดิก(อ.)รายงานเหตุการณ์หนึ่งในสมัยท่านอิมามบากิร(อ.)ผู้เป็นบิดา โดยอิมามบากิร(อ.)ได้รายงานถึงท่านนบี(ซ.ล.)ผ่านทางท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ อันศอรี เรื่องราวก็คือ:“อิมามบากิร(อ.)เริ่มสอนวิชาความรู้โดยได้อ้างอิงฮะดีษถึงพระองค์อัลลอฮ์ ชาวมะดีนะฮ์เห็นเช่นนี้จึงพากันติติงว่า เราไม่เคยเห็นใครบังอาจเท่าเขาเลย เมื่อทราบดังนี้ ท่านอิมามจึงรายงานฮะดีษจากท่านนบี(ซ.ล.) ชาวมะดีนะฮ์ติฉินนินทากันอีกว่า เราไม่เคยเห็นใครพูดปดยิ่งไปกว่าเขาเลย ที่กล้ารายงานฮะดีษจากคนที่ไม่เคยพบกัน เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอิมามจึงรายงานฮะดีษจากท่านญาบิร บิน อับดุลลอฮ์ คราวนี้ชาวมะดีนะฮ์ยอมรับฮะดีษของท่าน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ท่านญาบิรต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าพบและเรียนรู้ฮะดีษจากท่านอิมามบากิร(อ.)เสมอมา”[3]สาม. อนึ่ง ต้องทราบว่า ชีอะฮ์เชื่อว่าหากบรรดาอิมามมะอ์ศูม(อ.)รายงานฮะดีษจากท่านนบี(ซ.ล.) ถือเป็นการรายงานผ่านบรรพบุรุษของท่านนั่นเอง โดยไม่จำเป็นต้องมีสายรายงานอื่นที่ไม่ไช่บรรดาอิมามปรากฏอยู่ด้วย[1]ดู:ระเบียนต่อไปนี้ “อิมามศอดิกกับวิชาฟิสิกข์” คำถามที่9123 (ลำดับในเว็บไซต์ 9948)และ ...
  • กรุณานำเสนอตัวบทภาษาอรับของฮะดีษที่ระบุถึงความความสำคัญของประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์ พร้อมทั้งแหล่งอ้างอิง
    1435 تاريخ کلام 2555/03/18
    มีโองการกุรอานและฮะดีษมากมายกล่าวถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์และการครุ่นคิดถึงความเป็นไปของคนรุ่นก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวบทเรียนจากแนวประสบการณ์ของบุคคลในอดีตมาปรับประยุกต์ใช้ได้ในอนาคต จุดประสงค์ดังกล่าวปรากฏเด่นชัดในสำนวนฮะดีษจากท่านอิมามอลี(อ.) ด้วยเหตุนี้เราจึงขอนำเสนอฮะดีษจากท่าน ณ ที่นี้ อิมามอลี(อ.)ได้กล่าวไว้ในสาส์นที่มีถึงท่านอิมามฮะซันเกี่ยวกับความสำคัญของประวัติศาสตร์ว่า “ลูกพ่อ แม้ว่าพ่อจะมิได้มีอายุขัยเท่ากับอายุขัยของบรรพชนรวมกัน แต่เมื่อพ่อได้ไคร่ครวญถึงพฤติกรรมและข่าวคราวของบรรพชน และได้ท่องไปในความเป็นมาของพวกเขาทำให้พ่อรู้สึกราวกับว่าได้อยู่ในยุคของพวกเขา หรืออาจจะกล่าวได้ว่าการศึกษาประสบการณ์ของบรรพชนทำให้พ่อเสมือนมีชีวิตอยู่ตั้งแต่มนุษย์คนแรกจนถึงคนสุดท้าย” สอง. ท่านกล่าวไว้อีกเช่นกันว่า “จงพิสูจน์สิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้นด้วยกับสิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว จงใช้ผลการศึกษาเรื่องราวในอดีตในการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต ทั้งนี้ก็เพราะปรากฏการณ์ในโลกคล้ายคลึงกัน จงอย่าเอาเยี่ยงอย่างผู้ที่ไม่รับฟังคำแนะนำจนกระทั่งประสบความยากลำบาก เพราะมนุษย์ผู้มีปัญญาจะต้องได้รับอุทาหรณ์ด้วยการครุ่นคิด มิไช่สัตว์สี่เท้าที่จะต้องเฆี่ยนตีเสียก่อนจึงจะเชื่อฟัง” ...
  • ถ้าหากรายงานที่กล่าวประณามการสั่งสมทรัพย์สมบัติถูกต้อง, ดังนั้น ทรัพย์สมบัติของคนเราหรือแม้แต่ทรัพย์สินของบรรดาอุละมาอฺจะอธิบายว่าอย่างไร?
    2011 ปรัชญาการเมือง 2554/11/21
    ประการแรก: รายงานที่กล่าวถึง,แม้ว่าจะมีสายรายงานที่อ่อนแอก็ตาม, แต่เมื่อพิจารณารายงานอื่นที่กล่าวถึงประเด็นนี้, ก็จะสามารถลบล้างความอ่อนแอของสายรายงานฮะดีซดังกล่าวได้เป็นอย่างดี, ในแง่ของเนื้อหาสาระของรายงานนี้บ่งบอกให้เห็นว่าการสั่งสมทรัพย์สินเงินทองซึ่งอาจจะเกิดจากวิถีทางไม่ถูกต้อง (ผิดชัรอียฺ) หรือไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ตามชัรอียฺกล่าวคือไม่ได้จ่ายคุมซ์หรือซะกาตเป็นต้น.ตามคำสอนของอิสลามการเก็บสั่งสมทรัพย์สินเงินทองด้วยการรักษากฎเกณฑ์ชัรอียฺถือว่าอนุญาตให้กระทำได้อิสลามมิได้สนับการเป็นศัตรูทรัพย์สินแต่อย่างใด, ทว่าอิสลามสอนว่าความหลงใหลโลกโดยให้โลกนี้ดีกว่าปรโลกเป็นสิ่งไม่ถูกต้องและไม่ดีไม่งามแต่อย่างใด, แต่ทว่าจงมองทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นสื่ออุปกรณ์ที่จะช่วยให้ท่านไปถึงยังความสุขความจำเริญของโลกหน้า, ในกรณีนี้การสั่งสมทรัพย์สิน,ก็จะไม่กลายเป็นความลุ่มหลงโลกทว่ากลายเป็นสื่อนำท่านไปสู่ปรโลกอย่างสันติเกี่ยวกับอุละมาอฺหรือนักปราชญ์ทางศาสนา, การที่ท่านเหล่านั้นมีทรัพย์สินถือว่าไม่เป็นไรหรือขัดแย้งกับหลักชัรอียฺแต่อย่างใดทั้งสิ้น, แต่ความรักของประชาชนกลุ่มนี้อยู่ที่โลกและความลุ่มหลงที่มีต่อโลกซึ่งทั้งสองประการมิใช่สิ่งที่ถูกยอมรับและคำสอนของอิสลามสอนว่าให้เราหลีกห่างจากอุละมาอฺที่หลงโลก, มิใช่อุละมาอฺที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์สิน ...
  • เราสามารถทำงานในร้านที่ผลิตหรือขายอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อสุกรได้หรือไม่?
    82 ข้อมูลน่ารู้ 2557/03/04
    บรรดามัรญะอ์ตักลี้ด (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต่างก็ไม่อนุญาตให้ทำงานในสถานประกอบการที่จัดจำหน่ายสิ่งฮะรอม (ไม่อนุมัติตามหลักอิสลาม) ฉะนั้น หากหน้าที่ของท่านคือการจัดจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นการเฉพาะ งานดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งฮะรอม ส่วนกรณีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่มีข้อห้ามประการใด อย่างไรก็ดี สามารถสัมผัสอาหารฮะรอมตามที่ระบุในคำถามได้ (โดยไม่บาป) แต่หากสัมผัสขณะที่ร่างกายเปียกชื้น จะต้องชำระล้างนะญิส (มลทินภาวะทางศาสนา) ด้วยน้ำสะอาดตามที่ศาสนากำหนด ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    10285 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    9150 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    9148 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    8394 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    7317 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • ความเชื่อคืออะไร
    6923 เทววิทยาใหม่ 2554/04/21
    ความเชื่อคือความผูกพันขั้นสูงสุดของมนุษย์เกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณซึ่งถือว่าเป็นมงคลแก่ผู้คนและพร้อมที่จะแสดงความรักและความกล้าหาญของตนออกมาเพื่อสิ่งนั้นความเชื่อในกุรอานมี 2 ปีก : ศาสตร์และการปฏิบัติศาสตร์เพียงอย่างเดียวสามารถรวมเข้าด้วยกันกับการปฏิเสธศรัทธาได้ขณะเดียวกันการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวสามารถเชื่อมโยงกับการกลับกลอกได้ในหมู่บรรดานักศาสนศาสตร์อิสลามได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับความเชื่อไว้ 3-ทฤษฎีด้วยกันกล่าวคือ1 – ทัศนะของอะชาอิเราะฮฺความเชื่อคือการยืนยันถึงการมีอยู่ของพระเจ้าศาสดาของพระองค์คำสั่งห้ามและคำสั่งใช้ของพระองค์2 – ทัศนะของมุอ์ชิละฮฺความเชื่อคือการปฏิบัติไปตามหน้าที่รับผิดชอบซึ่งพระเจ้าได้สาธยายแก่เรา3 – ทัศนะของนักปรัชญา, และนักศาสนศาสตร์อิสลามความเชื่อคือความรู้และการรู้จักโลกของความเป็นจริงและการทำให้จิตของตนสมบูรณ์ด้วยวิธีนี้ในทัศนะของอิรฟานความเชื่อคือการหันคืนสู่พระเจ้าและหันห่างไปจากทุกสิ่งที่ไม่ใช่พระเจ้าความเชื่อสมัยใหม่ในศาสนาคริสต์ตะวันตกและโดยทั่วไปจะเกิดขึ้นในสองรูปแบบ :1 – ความศรัทธาขั้นรุนแรงชนิดสุดโต่งและการต่อต้านสติปัญญาซึ่งไม่เปิดทางให้สติปัญญาได้มีส่วนร่วมในในคำสอนทางศาสนาความเชื่อในพระเจ้าและอภิปรัชญา2 – ความเชื่อในทางสายกลางหรือทางภูมิปัญญาซึ่งยอมรับว่านอกเหนือจากสติปัญญาแล้วการใช้ประโยชน์อื่นเพื่อสติปัญญาในการพิสูจน์เหตุผลเพื่อเสริมสร้างหลักการทางศาสนาและความเชื่อแม้ว่าจำนำเอาความเชื่อนำหน้าด้วยเหตุผลและสติปัญญาก็ตามในหมู่นักคิดอิสลาม, ทัศนะของนักอิรฟานค่อนข้างคล้ายเหมือนแนวคิดความเชื่อชนิดสุดโต่งส่วนเฆาะซาลีย์และเมาละวีย์สามารถกล่าวได้ว่ามีความเชื่อใกล้เคียงกับอีมานในสายกลางดูเหมือนว่าการพิสูจน์แบบแห้งแล้วและไม่มีชีวิตชีวามาไปด้วยข้อโต้แย้งทางปรัชญาคือปฐมบททางความเชื่อในแนวใหม่ได้เป็นอย่างดี ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    6725 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ความสัมพันธ์ระหว่างเครื่องยังชีพและปัจจัยได้ถูกกำหนดไว้แล้ว ฉะนั้น ความพยายามของมนุษย์คืออะไร?
    6061 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
     เครื่องยังชีพกับปัจจัยเป็น 2 ประเด็นคำว่าเครื่องยังชีพที่มนุษย์ต่างขวนขวายไปสู่กับปัจจัยที่มาสู่มนุษย์เองในรายงานกล่าวถึงปัจจัยประเภทมาหาเราเองว่าริซกีฏอลิบส่วนเครื่องยังชีพทีมนุษย์ต้องขวนขวายไปสู่เรียกว่าริซกีมัฏลูบส่วนริซกีฏอลิบหรือเครื่องยังชีพแน่นอนก็คือชีวิตการมีอยู่ของตัวตนและอายุขัยความเป็นไปได้สิ่งแวดล้อมครอบครัวศักยภาพความสามารถสิ่งอำนวยความสะดวกและอื่นๆจากแง่มุมนี้จะเห็นว่าปัจจัยสำคัญคือพลังงานสติปัญญาและความกระตือรือร้นเพื่อความพยายามในการปฏิบัติภารกิจส่วนในแง่มุมอื่นปัจจัยได้รับการยอมรับและมีเงื่อนไขกำกับสำหรับการได้รับปัจจัยนั้นทุกคนต้องขวนขวายด้วยตัวเองด้วยความตั้งใจจริงมีความพยายามโดยมุ่งมั่นไปยังอัลลอฮฺแม้แต่ทารกน้อยถ้าสังเกตก็จะพบว่าพวกเขาต่างขวนขวายเพื่อให้ได้ปัจจัยนั้นด้วยการร้องไห้หรือส่งเสียงเรียกหลังจากทารกได้กระทำเช่นนั้นแล้วเขาก็จะได้ปัจจัยตามประสงค์นั่นคือน้ำนมของมารดาแต่ทารกน้อยนั่นเองเมื่อได้เติบโตเจริญวัยไปสู่อีกระดับหนึ่งความพยายามและการขวนขวายของเขาก็จะเป็นไปในอีกรูปแบบหนึ่งจะมีการขบคิดมากยิ่งขึ้นมือเท้าและอวัยวะส่วนต่างๆจะแกว่งไกวและขยับเขยื้อนคุณภาพและปริมาณของปัจจัยก็จะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วยสรุปได้ก็คือปัจจัยจะถูกประทานอย่างต่อเนื่องโดยปราศจากเงื่อนไขการเรียกร้องความพยายามและการคิดใคร่ครวญซึ่งการงานและการขวนขวายจะเป็นตัวสร้างให้เกิดขึ้นมาและสิ่งที่จะติดตามความพยายามการขวนขวายและการแสวงหาคือปัจจัยที่เขาเรียกร้องนั่นเองปัจจัยที่ถูกระบุแน่นอนแล้วจะไม่มีการเปลี่ยนแปลงเพิ่มหรือลดน้อยลงอย่างเด็ดขาดแต่ทั้งหมดขึ้นอยู่กับว่าเราได้เริ่มต้นอย่างไรทั้งนี้ทั้งนั้นปัจจัยที่เราเรียกร้องคุณภาพและปริมาณตลอดจากการผสมผสานและการจัดระบบปัจจัยสิ่งเหล่านี้ก็มีส่วนสำคัญที่จำทำให้ปัจจัยเพิ่มหรือลดลงได้ ...
  • ความแตกต่างระหว่างจริยธรรมกับจริยศาสตร์คืออะไร? สิ่งไหนครอบคลุมมากกว่ากัน? และการตีความเกี่ยวกับจริยศาสตร์กับจริยธรรมอันไหนครอบคลุมมากกว่า?
    6042 จริยธรรมทฤษฎี 2555/04/07
    คำว่า “อัคลาก” ในแง่ของภาษาเป็นพหูพจน์ของคำว่า “คุลก์” หมายถึง อารมณ์,ธรรมชาติ, อุปนิสัย, และความเคยชิน,ซึ่งครอบคลุมทั้งอุปนิสัยทั้งดีและไม่ดี นักวิชาการด้านจริยศาสตร์,และนักปรัชญาได้ตีความเกี่ยวกับจริยศาสตร์ไว้มากมาย. ซึ่งในหมู่การตีความทั้งหลายเหล่านั้นของนักวิชาการสามารถนำมารวมกัน และกล่าวสรุปได้ดังนี้ว่า “อัคลาก ก็คือคุณภาพทางจิตวิญญาณของมนุษย์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติที่มีความเหมาะสม หรือพฤติกรรมอันเหมาะสมของมนุษย์ที่ปฏิบัติในชีวิตประจำวันตน” สำหรับ ศาสตร์ด้านจริยธรรมนั้น มีการตีความไว้มากมายเช่นกัน ซึ่งในคำอธิบายเหล่านั้นเป็นคำพูดของท่าน มัรฮูม นะรอกียฺ กล่าวไว้ในหนังสือ ญามิอุลสะอาดะฮฺว่า : ความรู้ (อิลม์) แห่งจริยศาสตร์หมายถึง การรู้ถึงคุณลักษณะ (ความเคยชิน) ทักษะ พฤติกรรม และการถูกขยายความแห่งคุณลักษณะเหล่านั้น การปฏิบัติตามคุณลักษณะที่แตกต่างกันในการช่วยเหลือให้รอดพ้น หรือการการปล่อยวางคุณลักษณะที่นำไปสู่ความหายนะ” ส่วนการครอบคลุมระหว่างจริยธรรมกับศาสตร์แห่งจริยธรรมนั้น มีคำกล่าวว่า,ความแตกต่างระหว่างทั้งสองมีอยู่เฉพาะในทฤษฎีเท่านั้นเอง ดังนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ถ้าหากจะกล่าวว่า สิ่งไหนมีความครอบคลุมมากกว่ากันจึงไม่มีความหมายแต่อย่างใด ...
  • อ่านกุรอานซูเราะฮ์ใดจึงจะได้ผลบุญมากที่สุด?
    5985 วิทยาการกุรอาน 2554/06/28
    อิสลามถือว่ากุรอานคือครรลองสำหรับการดำเนินชีวิตและเป็นชุดคำสอนที่จะเสริมสร้างจิตวิญญาณมนุษย์ให้สมบูรณ์หากจะอัญเชิญกุรอานโดยคำนึงเพียงว่าซูเราะฮ์ใดมีผลบุญมากกว่าก็ย่อมจะสูญเสียบะเราะกัต(ความศิริมงคล)ที่มีในซูเราะฮ์อื่นๆฉะนั้นจึงควรอัญเชิญกุรอานให้ครบทุกซูเราะฮ์และพยายามนำสู่การปฏิบัติ อย่างไรก็ดีแต่ละซูเราะฮ์มีคุณสมบัติพิเศษในแง่ของความศิริมงคลและผลบุญตามคำบอกเล่าของฮะดีษอาทิเช่นซูเราะฮ์ฟาติหะฮ์มีฐานะที่เทียบเท่าเศษสองส่วนสามของกุรอานหรืออายะฮ์กุรซีที่เป็นที่กล่าวขานกันถึงคุณประโยชน์อันมหาศาลหรือซูเราะฮ์กุ้ลฮุวัลลอฮ์ที่เทียบเท่าเศษหนึ่งส่วนสามของกุรอานส่วนซูเราะฮ์อื่นๆก็มีคุณลักษณะพิเศษที่แตกต่างกันไป. ...

ลิ้งก์ต่างๆ