การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
8990
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/05/20
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุอะไร เราจึงซัจญฺดะฮฺในซิยารัตอาชูรอ เพื่อขอบคุณพระเจ้า เนื่องจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว?
คำถาม
ความหมายโดยละเอียดของประโยคที่กล่าวว่า “اللهم لك الحمد حمد الشاكرین على مصابهم” ซึ่งจะกล่าวขณะซัจญฺดะฮฺในซิยารัตอาชูรอ หมายถึงอะไร? แล้วเป็นเพราะอะไรเราต้องขอบคุณพระเจ้า เนื่องจากโศกนาฏกรรมดังกล่าวด้วย ความเร้นลับของการซัจญฺดะฮฺนื้คืออะไร? ถ้าหากมีคำอธิบายประโยคข้างต้นในซิยารัตอาชู บนพื้นฐานของเอรฟาน หรือปรัชญาประกอบการใช้ประโยชน์ เชื่อแน่ว่าฉันคงได้รับประโยชน์มากยิ่งขึ้น โดยมีฮะดีซจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) กำกับ
คำตอบโดยสังเขป

การขอบคุณความโปรดปราน เป็นหนึ่งในหัวข้อที่บันทึกอยู่ในแหล่งอ้างอิงรายงานของเรา ซึ่งมีสถานภาพอันเฉพาะเจาะจงพิเศษ[1] มนุษย์ผู้ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อพระเจ้าก็เนื่องจากว่า เขามีการรู้จักที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระเจ้า และการสร้างสรรค์ของพระองค์, และทุกสิ่งจากพระเจ้าที่ได้ตกมาถึงพวกเขา, เขาจะขอบคุณ, เนื่องจากมนุษย์เหล่านี้, เขาจะปฏิบัติหน้าที่กำหนดจากพระเจ้าร่วมไปด้วย และเมื่อประสบอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายแรง เขาต่างแสดงความจำนนต่อพระเจ้า และถือว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ในหนทางนำไปสู่ความสมบูรณ์ ในหนทางของพระเจ้า

ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในตอนบ่ายของวันอาชูรอ, ท่านได้อยู่ร่วมกับสหายคนอื่น ร่วมแซ่ซ้องสดุดีต่อพระเจ้า ทั้งที่ทั้งความดีงามและความเลวร้าย ได้ประสบแด่ท่าน : ประโยคที่กล่าวว่า "احمده على السرّاء والضرّاء" โอ้ อัลลอฮฺ ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสภาพปกติ หรืออยู่ในสภาพเศร้าหมอง,ฉันก็จะขอขอบคุณพระองค์ เพื่อว่าฉันจะได้รับความสัมฤทธิผล ด้วยการช่วยเหลือของพระองค์ ได้ชะฮีดและอยู่ร่วมกับบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ "الحمد للّه الذی أکرمنا بنصرک وشرّفنا بالقتل معک"[2] ขอสรรเสริญสดุดีพระเจ้า เนื่องด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ และทรงอนุญาตให้เราได้รับชะฮีดเคียงข้างผู้มีเกียรติทั้งหลาย” ขบวนการอาชูรอแห่งกัรบะลาอฺ แม้ว่าจะเกิดภายในวันเดียว, แต่ก็เป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่และเจ็บปวดยิ่ง, แต่ถ้าจะพิจารณาในแง่อื่นก็ถือว่าเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ สำหรับอิสลามและชาวมุสลิม, เนื่องจากบะเราะกัตจากเลือดของท่านอิมามฮุเซน (อ.) และสหายของท่าน ได้ช่วยให้อิสลามรอดพ้นจากการถูกเปลี่ยนแปลงและความหลงผิด, อิสลามซึ่งหลุดไปอยู่ในมือของบนีอุมัยยะฮฺ อาลิ อบูซุฟยาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำมือของยะซีด, ซึ่งเขาได้เปลี่ยนแปลงอิสลามไปสู่ความหันเหที่สุด ทุกสิ่งที่ยะชีดและบุคคลเยี่ยงยะชีดต้องการ พวกเขาได้กระทำในนามของศาสนา และส่งมอบส่งนั้นแก่สังคม, ชะฮาดัตของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ได้ป้องกันการหลงผิดครั้งยิ่งใหญ่นี้ ตรงนี้เองที่จำเป็นต้องขอบคุณอัลลอฮฺ

ด้วยเหตุนี้เอง, ในมุมมองของเราถือว่า โศกนาฏกรรม คือความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ที่ถูกประทานมาจากพระเจ้า ยังมนุษย์ทั้งหลาย, และแน่นอน การยืนหยัดในกัรบะลาอฺสำหรับชาวมุสลิมโดยเฉพาะอย่างยิ่ง บรรดาชีอะฮฺแล้ว ถือว่าเหตุการณ์นั้นคือความโปรดปราน และเป็นความการุณย์อันยิ่งใหญ่ของพระองค์โดยแท้จริง ซึ่งอยู่ในหนทางการดำเนินชีวิต และการป้องกันสัจธรรม เป็นการต่อสู้ด้วยคมดาบ, เป็นแบบอย่างที่ดีที่สุด, ในมุมมองนี้ จึงต้องขอบคุณในความโปรดปรานของพระองค์

 

 


[1] กุลัยนี, กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 94, บาบอัชชุกร์, ดารุลกุตุบ อัลอิสลามียะฮฺ, เตหะราน, ปี 18212, (ค.ศ.th17866)

[2]อ้างแล้วเล่มเดิม หน้า 215

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
กรุณาป้อนค่า

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ภูมิหลังทางประวัติศาสตร์กฎการขวางด้วยหิน (ขวางให้ตาย) คืออะไร? การถือปฏิบัติกฎระเบียบดังกล่าว ตามหลักการอิสลามในยุคสมัยนี้ ไม่สร้างความเสื่อมเสียแก่อิสลามหรือ?
    2377 สิทธิและกฎหมาย 2555/08/22
    การลงโทษ โดยการขว้างด้วยก้อนหิน หรือเรียกว่า “รัจม์” เป็นที่ยอมรับในหมู่ประชาชาติ หมู่ชน และศาสนาต่างๆ ก่อนหน้าอิสลาม ซึ่งในอิสลามถือว่า การลงโทษดังกล่าวเป็นข้อกำหนดประเภทหนึ่งตามหลักชัรอียฺ แน่นอนและตายตัว ซึ่งจะใช้ลงโทษสำหรับการกระทำผิดที่หนักมาก ซึ่งมีรายงานจำนวนมากจากท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวถึงประเด็นดังกล่าวไว้ เป้าหมายของอิสลามจากการลงโทษดังกล่าวคือ การปรับปรุงแก้ไขสังคม, อันเกิดจากความผิดปรกติด้านการก่ออาชญากรรม, เป็นการชำระผู้กระทำผิดอีกทั้งเป็นการลบล้างความผิดบาป ที่เกิดจากผลของความผิดนั้น, ดำเนินความยุติธรรมให้เกิดขึ้นในสังคม,ป้องกันความหันเห ความหลงผิดต่างๆ อันเกิดจากการทำลายความบริสุทธิ์ของสังคม กลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง ตามทัศนะของอิสลามการลงโทษ การทำชู้ (หญิงที่มีสามี หรือชายที่มีภรรยา) จะถูกลงโทษด้วยเงื่อนไขอันเฉพาะด้วยการขว้างด้วยก้อนหินจนกระทั่งเสียชีวิต ถ้าหากการดำเนินกฎเกณฑ์ดังกล่าว หรือกฎเกณฑ์ข้ออื่นๆ นำไปสู่การดูถูกเหยียดหยามอิสลามแล้วละก็ วะลียุลฟะกีฮฺ หรือฮากิมชัรอียฺ สามารถเปลี่ยนแปลงวิธีการลงโทษได้ตามความเหมาะสม และต้องสอดคล้องกับกฎหมายอิสลาม ...
  • เหตุใดศาสนาจึงขัดต่อหลักสติปัญญา?
    1866 เทววิทยาใหม่ 2554/09/04
    สติปัญญาถือเป็นเครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายในส่วนชะรีอัต(ศาสนา)ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายนอกทั้งสองมีหน้าที่นำพามนุษย์สู่ความผาสุกและความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายในและภายนอกจะขัดแย้งกันเองจากการที่สติปัญญานับเป็นปรากฏการณ์หนึ่งและการที่ทุกปรากฏการณ์มีข้อจำกัดศักยภาพของสติปัญญาก็มิอาจอยู่เหนือกฏเกณฑ์นี้ได้จึงมีศักยภาพประมวลผลในระดับของสรรพสิ่งถูกสร้างเท่านั้นโดยไม่อาจที่จะหยั่งรู้ถึงสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้าได้อย่างถี่ถ้วนเนื่องจากทรงปราศจากข้อจำกัดสติปัญญาสามารถเข้าใจเกี่ยวกับภาพรวมของระบบระเบียบหรือบทบัญญัติต่างๆได้แต่กระนั้นก็ยังต้องพึ่งพาศาสนาอยู่บ้างแต่ในส่วนของรายละเอียดปลีกย่อยของวันปรโลกหรือหลักเกณฑ์ของศาสนบัญญัติต่างๆนั้นสติปัญญาไม่สามารถจะเข้าถึงได้เลยหากปราศจากคำบอกเล่าของศาสนาสภาวะเช่นนี้จึงไม่ก่อให้เกิดความผิดฝาผิดตัวระหว่างแนวคิดอิสลามและวิถีแห่งปัญญาอย่างไรก็ดีบางครั้งเราอาจจะรู้สึกว่าเกิดความขัดแย้งระหว่างสติปัญญาและศาสนาในกรณีที่เราสอดแทรกสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในปริมณฑลของสติปัญญาหรือกระบวนการทางความคิดของเราไม่เข้ารูปเข้ารอย หรือกรณีที่เราจำกัดความหมายของสติปัญญาให้แคบลงอนึ่งคงเป็นการดีหากคุณจะกรุณายกตัวอย่างสักประเด็นตามที่คุณกล่าวไว้ ...
  • จะให้นิยามและพิสูจน์ปาฏิหาริย์ได้อย่างไร?
    1879 วิทยาการกุรอาน 2554/10/22
    อิอฺญาซหมายถึงภารกิจที่เหนือความสามารถของมนุษย์บุถุชนธรรมดาอีกด้านหนึ่งเป็นการท้าทายและเป็นภารกิจที่ตรงกับคำกล่าวอ้างตนของผู้ที่อ้างตนเองว่าเป็นผู้แสดงปาฏิหาริย์นั้นการกระทำที่เหนือความสามารถหมายถึงการกระทำที่แตกต่างไปจากวิสามัญทั่วไปซึ่งเกิดภายใต้เงื่อนไขและกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติภารกิจที่เหนือธรรมชาติหมายถึงภารกิจที่ไม่มีสาเหตุหรือภารกิจที่ปฏิเสธกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติและกฎเกณฑ์ของสาเหตุอิอฺญาซมาตรว่าเป็นภารกิจธรรมดาที่มีสาเหตุทางธรรมชาติแต่สามารถเหล่านั้นก็ยากเกินความสามารถที่มนุษย์บุถุชนทั่วไปจะสัมผัสได้หรือเกินความสามารถที่จะรับรู้และเข้าใจได้ด้วยการท้าทายหมายถึงท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ในฐานะที่เป็นเจ้าของปาฏิหาริย์ได้กล่าวท้าทายบุคคลหรือกลุ่มชนที่ไม่เชื่อเรื่องปาฏิหาริย์ของท่านหรือไม่ยอมคำเชิญชวนของท่านซึ่งท่านจะกล่าวท้าทายให้เขานำสิ่งที่คล้ายเหมือนมาแสดงเยี่ยงท่านปาฏิหาริย์ อิอ์ญาซได้รับอิทธิพลมาจากท่านศาสดาโดยได้รับอนุญาตจากอัลลอฮฺกล่าวคือปาฏิหาริย์ต่างๆของศาสดาขึ้นอยู่กับอำนาจที่ไม่มีความจำกัดของพระเจ้าด้วยเหตุนี้จึงได้รับชัยชนะเสมอมาปาฏิหาริย์ไม่ต้องเรียนหรือจดจำแต่อย่างใดอีกทั้งไม่ต้องการเงื่อนไขอันจำกัดจำเพาะแต่อย่างใดด้วยปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดานั้นส่วนใหญ่มิได้เป็นการแสดงเพื่อคร่าเวลาให้หมดไปทว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อการชี้นำทางมนุษย์ด้วยเหตุนี้ปาฏิหาริย์ของบรรดาศาสดาจึงมีแตกต่างไปจากเรื่องกะรอมัตเช่นการตอบรับดุอาอฺและ....มายากลหรือคาถาอาคมต่างๆโดยสิ้นเชิงเรื่องกะรอมัตนั้นมิได้อยู่ในส่วนของคำท้าทายหรือการชี้นำทางามนุษย์หรือคำกล่าวอ้างการเป็นนบีแต่อย่างใดทำนองเดียวกันเรื่องมายากลและคาถาคมต่างๆที่บรรดามุรตะฎออินเดียได้แสดงให้เห็นนั้นล้วนเป็นภารกิจที่เกิดขึ้นเป็นไปภายใต้กฎเกณฑ์ทางธรรมชาติทั้งสิ้นแม้ว่าบางครั้งอาจจะมีภารกิจบางอย่างที่มีเป้าหมายอันศักดิ์สิทธิ์ก็ตามนอกจากนี้,บุคคลที่ได้ศึกษาและฝึกฝนภารกิจดังกล่าวจนประสบความสำเร็จและสามารถปฏิบัติภารกิจบางประการได้ภารกิจของเขาก็ขึ้นอยู่กับแหล่งอำนาจของมนุษย์ซึ่งมีความจำกัดดังนั้นภารกิจที่ดูเหมือนว่าเหนือธรรมชาติที่กระทำโดยบุคคลที่ฝีกฝนตนก็ยังพ่ายแพ้ต่ออำนาจที่เหนือธรรมชาติที่เรียกว่ามุอฺญิซะฮฺอยู่ดีส่วนการพิสูจน์เรื่องมุอฺญิซะฮฺ, อิอฺญาซมี 2 ประเภท,บางครั้งเป็นการกระทำและบางครั้งเป็นกาลเวลาเป็นการบรรยายหรือคำพูด, ปาฏิหาริย์ที่เป็นการกระทำด้านหนึ่งเกิดจากการเรียกร้องของประชาชนและจะเกิดในช่วงเวลาที่มีความเหมาะสมและหลังจากเกิดแล้วปาฏิหาริย์นั้นจะไม่คงเหลืออยู่อีกต่อไป, แม้ว่าจะมีปาฏิหาริย์อันเป็นการกระทำของบรรดาศาสดา (อ.) หลงเหลืออยู่บ้างก็ตามการพิสูจน์ปาฏิหาริย์ดังกล่าวข้างต้น, สำหรับบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ของการเกิดปาฏิหาริย์, สามารถพิจารณาได้จากรายงานต่างๆที่กล่าวถึงเรืองปาฏิหาริย์นั้นๆและสามารถยอมรับความจริงได้.ส่วนมุอฺญิซะฮฺที่เป็นถ้อยจำนรรจ์ของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ก็คืออัลกุรอาน, ซึ่งอัลกุรอานเองได้เชิญชวนและท้าทายบรรดาผู้ปฏิเสธอัลกุรอานให้มาต่อสู้กันซึ่งการท้าทายอันเฉพาะของอัลกุรอานมิได้จำกัดอยู่เฉพาะแค่เรื่องวาทศิลป์วาทศาสตร์และโวหาร‏, ทว่าได้ท้าทายในทุกรูปแบบที่คิดว่าสามารถทำได้ดีกว่าอัลกุรอาน, ซึ่งสิ่งเหล่านั้นจัดว่าเป็นการท้าทายของอัลกุรอานโดยแท้จริงเช่นการแจ้งข่าวความเร้นลับการอธิบายในเชิงวิชาการการไม่มีความขัดแย้งกันในอัลกุรอานและ .... แน่นอนการพิสูจน์ปาฏิหาริย์เหล่านี้ต้องอาศัยการพิสูจน์ปาฏิหาริย์ของอัลกุรอานที่ว่าอัลกุรอานดีกว่าในทุกด้านที่มนุษย์คิดว่าสิ่งนั้นดีและมนุษย์ไร้ความสามารถในการนำเสนอเยี่ยงอัลกุรอาน ...
  • ชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์มีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับท่านบิล้าล?
    1713 تاريخ بزرگان 2554/08/08
    หนังสืออ้างอิงทางประวัติศาสตร์ของชาวอะฮ์ลิสซุนนะฮ์กล่าวถึงท่านบิล้าลผู้เป็นอัครสาวกว่าท่านได้รับการไถ่ตัวโดยท่านอบูบักร์ท่านเป็นผู้ศรัทธาที่อดทนต่อการทรมานโดยกาเฟรมุชริกีนและเป็นนักอะซานประจำของท่านนบี(ซ.ล.) อีกทั้งยังเป็นนักต่อสู้เพื่ออิสลามในสมรภูมิต่างๆเคียงข้างท่านนบี(ซ.ล.) ทว่าหลังจากที่นบีละสังขารท่านก็จากเมืองมะดีนะฮ์มุ่งสู่แคว้นชามและเสียชีวิตณที่นั่น ...
  • เพราะเหตุอะไร เราจึงซัจญฺดะฮฺในซิยารัตอาชูรอ เพื่อขอบคุณพระเจ้า เนื่องจากโศกนาฏกรรมดังกล่าว?
    8990 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/05/20
    การขอบคุณความโปรดปราน เป็นหนึ่งในหัวข้อที่บันทึกอยู่ในแหล่งอ้างอิงรายงานของเรา ซึ่งมีสถานภาพอันเฉพาะเจาะจงพิเศษ[1] มนุษย์ผู้ศรัทธาและเชื่อมั่นต่อพระเจ้าก็เนื่องจากว่า เขามีการรู้จักที่ถูกต้องเกี่ยวกับพระเจ้า และการสร้างสรรค์ของพระองค์, และทุกสิ่งจากพระเจ้าที่ได้ตกมาถึงพวกเขา, เขาจะขอบคุณ, เนื่องจากมนุษย์เหล่านี้, เขาจะปฏิบัติหน้าที่กำหนดจากพระเจ้าร่วมไปด้วย และเมื่อประสบอุปสรรคปัญหาต่างๆ ไม่ว่าจะดีหรือร้ายแรง เขาต่างแสดงความจำนนต่อพระเจ้า และถือว่าสิ่งเหล่านั้นอยู่ในหนทางนำไปสู่ความสมบูรณ์ ในหนทางของพระเจ้า ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ในตอนบ่ายของวันอาชูรอ, ท่านได้อยู่ร่วมกับสหายคนอื่น ร่วมแซ่ซ้องสดุดีต่อพระเจ้า ทั้งที่ทั้งความดีงามและความเลวร้าย ได้ประสบแด่ท่าน : ประโยคที่กล่าวว่า "احمده على السرّاء والضرّاء" โอ้ อัลลอฮฺ ไม่ว่าฉันจะอยู่ในสภาพปกติ หรืออยู่ในสภาพเศร้าหมอง,ฉันก็จะขอขอบคุณพระองค์ เพื่อว่าฉันจะได้รับความสัมฤทธิผล ด้วยการช่วยเหลือของพระองค์ ได้ชะฮีดและอยู่ร่วมกับบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ "الحمد للّه الذی أکرمنا بنصرک وشرّفنا بالقتل معک"[2] ขอสรรเสริญสดุดีพระเจ้า เนื่องด้วยความช่วยเหลือของพระองค์ และทรงอนุญาตให้เราได้รับชะฮีดเคียงข้างผู้มีเกียรติทั้งหลาย” ขบวนการอาชูรอแห่งกัรบะลาอฺ แม้ว่าจะเกิดภายในวันเดียว, แต่ก็เป็นโศกนาฏกรรมอันยิ่งใหญ่และเจ็บปวดยิ่ง, แต่ถ้าจะพิจารณาในแง่อื่นก็ถือว่าเป็นความโปรดปรานอันยิ่งใหญ่ สำหรับอิสลามและชาวมุสลิม, ...
  • ฮะดีษที่ระบุว่า ในยุคของอิมามมะฮ์ดี(อ.)จะมีผู้คนบางกลุ่มสูญเสียศรัทธา ส่วนกาฟิรบางกลุ่มรับอิสลามนั้น หมายถึงบุคคลกลุ่มใดบ้าง?
    2310 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/04/02
    ฮะดีษที่คุณอ้างอิงจากหนังสือมีซานุลฮิกมะฮ์นี้ รายงานมาจากหนังสือ“อัลฆ็อยบะฮ์”ของท่านนุอ์มานี ซึ่งต้นฉบับดังกล่าวระบุถึงสถานภาพของเหล่าสาวกในยุคที่อิมามมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นสู้ว่า “รายงานจากอิบรอฮีมเล่าว่า มีผู้รายงานจากอิมามศอดิก(อ.)แก่ฉันว่า เมื่อมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นสู้ กลุ่มผู้ที่เคยคิดว่าตนเองเป็นสหายของท่านจะออกจากภารกิจนี้(การเชื่อฟังอิมาม) ส่วนกลุ่มที่คล้ายผู้บูชาสุริยันและจันทราจะเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อท่านแทน”[1] แม้ว่าสายรายงานของฮะดีษนี้จะน่าเชื่อถือ แต่ยังถือว่าเป็นสายรายงานที่“มุรซั้ล”(ขาดตอน) เนื่องจากผู้รายงาน (อิบรอฮีม บิน อับดิลฮะมี้ดซึ่งเป็นสหายของอิมามกาซิม(อ.))นั้น กล่าวว่ารายงานจากบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ยินจากอิมามศอดิก(อ.) โดยผู้รายงานมิได้เปิดเผยชื่อของบุคคลดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ฮะดีษข้างต้นจึงถือว่าขาดตอนในแง่สายรายงาน ส่วนในแง่เนื้อหานั้น ฮะดีษข้างต้นมีใจความว่า ในยุคที่อิมามมะฮ์ดี(อ.)ปรากฏกายนั้น เหล่าสหายที่คิดว่าตนเองเป็นพรรคพวกของท่านจะบิดพริ้วไม่เชื่อฟังท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีบุคคลบางกลุ่มที่มิไช่ผู้ศรัทธา(ซึ่งฮะดีษใช้สำนวนว่า “เปรียบดังผู้บูชาสุริยันจันทรา”) กลับเลื่อมใสและเข้าสวามิภักดิ์ต่อท่าน และกลายเป็นสาวกแท้จริงที่ช่วยเหลือภารกิจต่างๆของท่าน กล่าวได้ว่าฮะดีษข้างต้นต้องการจะตำหนิกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าศรัทธาและภักดีต่อท่าน แต่แล้วเมื่อประสบกับการทดสอบในภาคปฏิบัติ ก็ไม่อาจจะทนอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของท่านได้อีกต่อไป บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆจากการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ.) แต่กลับต้องประสบกับความวิบัติอีกด้วย ซึ่งอาจจะหนักข้อถึงขั้นลุกขึ้นต่อต้านท่านอิมาม ทว่าในทางตรงกันข้าม บุคคลที่เคยมีความศรัทธาบกพร่อง (กาฟิรและมุชริกีนบางกลุ่ม) อาจจะเอือมระอาต่อการอยู่ใต้อาณัติของผู้กดขี่ เมื่อได้เห็นรัฐบาลที่เที่ยงธรรมของอิมามก็อาจจะเข้ารับอิสลามและสวามิภักดิ์ต่อท่านก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี อัลลามะฮ์มัจลิซีได้รายงานฮะดีษนี้ตามสายรายงานเดียวกันนี้ ทว่ามีข้อแตกต่างในเนื้อหาเล็กน้อยว่า: “เมื่อมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นต่อสู้ บุคคลบางกลุ่มที่เคยคิดว่าตนเองเป็นสาวกของท่านจะออกจากแนวทางของท่าน และแปรสภาพประดุจเหล่าผู้บูชาสุริยันและจันทรา”[2] กล่าวคือผู้ที่มีศรัทธาสั่นคลอนนั้น นอกจากจะไม่ช่วยเหลือท่านอิมามแล้ว ซ้ำร้ายยังตกมุรตัดและเข้าร่วมกับเหล่าศัตรูกาฟิรมุชริกีนอีกด้วย ฮะดีษนี้ต้องการจะเน้นย้ำให้เตรียมพร้อมสำหรับภาวะอันล่อแหลมในยุคที่ท่านอิมามปรากฏกาย ที่ถ้าหากไม่เตรียมความพร้อมในแง่ตักวา และไม่ยึดมั่นในศรัทธาและศาสนกิจแล้ว ย่อมจะหลงทางอย่างแน่นอน [1] นุอ์มานี,อัลฆ็อยบะฮ์,หน้า 317,หอสมุดเศาะดู้ก,เตหราน, และ เรย์ชะฮ์รี,มีซานุลฮิกมะฮ์,เล่ม 1,หน้า 187,ดารุลฮะดีษ,กุม:حدثنا أحمد بن ...
  • มีวิธีใดบ้างในการชำระบาป
    2127 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/21
    วิธีแสวงหาการอภัยโทษจากอัลลอฮ์มีหลายวิธีด้วยกันอาทิเช่น1.เตาบะฮ์หรือการกลับตนเป็นคนดี (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)2. ประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่อันจะสามารถลบล้างความผิดบาปได้3. สงวนใจไม่ทำบาปใหญ่ (กะบีเราะฮ์) ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับการผ่อนปรนบาปเล็ก4. อดทนต่ออุปสรรคยากเข็ญในโลกนี้รวมทั้งการชำระโทษในโลกแห่งบัรซัคและทนทรมานในการลงทัณฑ์ด่านแรกๆของปรโลกเหล่านี้จะเจียระไนผู้ศรัทธาที่เคยทำบาปให้สะอาดปราศจากมลทิน5. ชะฟาอัต.(ดังจะกล่าวต่อไป) อย่างไรก็ดีผู้ที่จะได้รับชะฟาอัตจะต้องสำนึกผิดและเปลี่ยนแปลงตนให้เหมาะแก่การนี้เสียก่อน6. อภัยทานจากพระองค์. ผู้ประสงค์จะได้รับอภัยทานต้องไม่ขาดคุณสมบัติอันเหมาะสมตามเงื่อนไขอย่างกรณีผู้ศรัทธาที่เปรอะเปื้อนบาปหรือหย่อนยานเกี่ยวกับศาสนกิจบางประการ. ...
  • เหตุใดอัลลอฮ์จึงกำชับให้ขอบคุณต่อเนียะอฺมัตที่ทรงประทานให้?
    3036 เทววิทยาใหม่ 2554/07/10
    “ชุโกร”ในทางภาษาอรับหมายถึง การมโนภาพเนียะอฺมัต(ความโปรดปรานจากพระองค์)แล้วเผยความกตัญญูรู้คุณผ่านคำพูดหรือการกระทำ[i] ส่วนที่ว่าทำไมต้องชุโกรขอบคุณพระองค์ในฐานะที่ประทานเนียะอฺมัตต่างๆนั้น ขอให้ลองพิจารณาประเด็นต่อไปนี้:1. ความจำเป็นที่จะต้องขอบคุณผู้ให้ปัจจัยแก่เรานั้น ถือเป็นสัญชาตญาณโดยปกติของมนุษย์ จิตใต้สำนึกของคนเรากำกับให้ต้องแสดงอาการขอบคุณผู้ที่ช่วยเหลือหรือมอบปัจจัยให้ฉะนั้นเมื่อคนเรารับรู้ได้ว่า มีผู้เปี่ยมด้วยพลานุภาพประทานลาภแก่เราเสมอไม่ว่าวัตถุปัจจัยหรือเนียะอฺมัตอันเป็นนามธรรม เราย่อมหาทางรู้จักผู้นั้นเพื่อแสดงการขอบคุณ ด้วยเหตุนี้เองที่การขอบคุณต่อเนียะอฺมัตของอัลลอฮ์จึงมีที่มาทางสติปัญญามากกว่าจะเป็นข้อบังคับทางศาสนา2. แม้ว่าอัลลอฮ์ไม่ทรงต้องการคำขอบคุณใดๆจากมนุษย์ แต่ด้วยทรงตระหนักดีว่าการขอบคุณจะนำมาซึ่งผลประโยชน์ในโลกนี้และโลกหน้าแก่เรา จึงได้กำชับให้เราขอบคุณต่อเนียะอฺมัตของพระองค์ อัลกุรอานระบุไว้ว่าผู้ขอบคุณจะได้รับเนียะอฺมัตเพิ่มขึ้น แต่ผู้เนรคุณจะถูกลงโทษอย่างสาสม3. การขอบคุณถือเป็นกุญแจที่ไขสู่ความผาสุกทั้งปวง และเปรียบดั่งต้นสายปลายเหตุของบาเราะกัตจากพระองค์ ที่จะนำพาให้เราได้ใกล้ชิดความเมตตาของพระองค์ทีละก้าวด้วยความรักที่เรามี ด้วยเหตุนี้ แม้พระองค์จะไม่ต้องการคำขอบคุณจากเรา แต่ด้วยความหวังดีต่อเรา พระองค์จึงกำชับให้เราต้องขอบคุณพระองค์4. แน่นอนว่าไม่มีใครสามารถขอบคุณเนียะอฺมัตของพระองค์ได้อย่างทั่วถึง ส่วนการขอบคุณที่ประเสริฐสุดก็คือ การสารภาพและขออภัยจากพระองค์เนื่องจากไม่สามารถขอบคุณอย่างครบถ้วน[i]มุฟร่อด้าต รอฆิบ,หน้า 265,คำว่า ชุกร์. ...
  • สตรีสามารถที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นในโลกไซเบอร์โดยไม่ขออนุญาตจากสามีหรือไม่?
    1351 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    คำตอบของบรรดามัรยิอ์เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมีดังนี้อายาตุลลอฮ์คอเมเนอี “หากไม่จำเป็นที่จะต้องครอบครองทรัพย์สินของสามีก็ถือว่าไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาตแต่จะต้องคำนึงว่าการติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมส่วนใหญ่จะทำให้เกิด... หรืออาจจะทำให้ตกในการกระทำบาปซึ่งไม่อนุญาต”อายาตุลลอฮ์ซิซตานี “การติดต่อสื่อสารกับผู้ที่ไม่ใช่มะฮ์รอมถือว่าไม่อนุญาต”อายาตุลลอฮ์ศอฟีกุลฟัยกานี “โดยรวมแล้วการติดต่อสื่อสารในลักษณะนี้แม้ว่าสามีอนุญาติก็ไม่ถือว่าสามารถจะกระทำได้”ฮาดาวีเตหะรานี “หากการติดต่อสื่อสารในโลกไซเบอร์อยู่ในขอบเขตที่อนุญาตและไม่เกรงที่จะเกิดบาปเป็นที่อนุญาตและไม่จำเป็นที่จะต้องขออนุญาติจากสามี” ...
  • สามารถจะติดต่อกับอิมามมะฮ์ดี(อ.)ได้หรือไม่?
    1606 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/07/19
    โดยทั่วไป สัมพันธภาพจะไม่เกิดขึ้นระหว่างคนแปลกหน้าสองคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน นอกจากจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้จักและมีไมตรีจิตต่อฝ่ายตรงข้าม จึงจะค่อยๆสานเป็นความสัมพันธ์อันดีต่อกันในอนาคตกรณีของท่านอิมามมะฮ์ดีก็เช่นกัน ท่านรู้จักเราและมีไมตรีจิตต่อเราอย่างอบอุ่น  แต่เราซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของสายสัมพันธ์ หากได้รู้จักฐานะภาพของท่านอย่างแท้จริง ก็จะทำให้สามารถสานสัมพันธ์และติดต่อกับท่านได้ ดังที่อุละมาอ์ระดับสูงหรือผู้ที่สำรวมตนขัดเกลาจิตใจบางท่านสามารถติดต่อกับท่านอิมาม(อ.)ได้ในอดีตกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ การสานสัมพันธ์กับท่านอิมามมะฮ์ดี(อ.)นั้น แบ่งออกเป็นสองประเภท 1.เชื่อมสัมพันธ์ทางจิตใจ 2.เชื่อมสัมพันธ์ในระดับการเข้าพบ อย่างไรก็ดี แม้ว่าความสัมพันธ์ทั้งสองประเภทนี้จะมิไช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม แต่หากต้องการจะมีความสัมพันธ์ในระดับเข้าพบ ก็จะต้องมีคุณสมบัติพิเศษ กล่าวคือ จะต้องมีสัมพันธภาพทางจิตใจพร้อมกับจะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขต่างๆที่จำเป็นด้วย จึงจะถือเป็นการตระเตรียมโอกาสที่จะได้เข้าพบท่าน(อ.) ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    18919 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    14404 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    13568 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    12753 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    11245 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    10855 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    10292 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    9686 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • อิสลามมีทัศนะเกี่ยวกับการอ่านเร็วบางไหม? โปรดให้ความเห็นด้วยว่า อิสลามเห็นด้วยกับการอ่านเร็วไหมในประเด็นใด?
    9620 คำถามเบ็ดเตล็ด 2555/05/17
    การอ่านเร็ว หรือการอ่านช้าขึ้นอยู่กับบุคคลที่ค้นคว้า ส่วนคำสอนศาสนานั้นมิได้ระบุถึงประเด็นเหล่านี้ แต่สิ่งที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการอัลกุรอานคือ จงอ่านด้วยท่องทำนองอย่างชัดเจน ดังที่กล่าวว่า : "وَ رتّلِ القُرآنَ تَرتیلاً" และจงอ่านอัล-กุรอานเป็นจังหวะอย่างตั้งใจ[1] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอธิบายว่า จงอย่ารีบเร่งอ่านอัลกุรอานเหมือนกับบทกลอน และจงอย่าทิ้งช่วงกระจัดกระจายเหมือนก้อนกรวด[2] เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะอ่านอัลกุรอานจบทุกๆ สามวัน ท่านกล่าวว่า ถ้าหากฉันต้องการอ่านให้จบน้อยกว่า 3 วัน ก็สามารถทำได้ แต่เมื่ออ่านโองการเหล่านั้น ฉันจะคิดและใคร่ครวญเกี่ยวกับโองการเหล่านั้นว่า โองการเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร และถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องอะไร ในเวลาใด, ด้วยเหตุนี้ ฉันจะอ่านอัลกุรอานจบหนึ่งรอบในทุก 3 วัน[3] ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาเรื่องราวบางชนิดจึงขึ้นอยู่ผู้ศึกษา และเนื้อหาสาระที่ศึกษา บางคนสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่เขียนได้เป็นอย่างดี ส่วนบางคนอาจศึกษาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การใคร่ครวญ และการคิดขณะศึกษาและการได้รับเนื้อเรื่องอย่างถูกต้อง คำถามนี้ไม่คำตอบเป็นรายละเอียด [1] บทมุซัมมิล 4 [2] กุลัยนี,กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 614, ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    9587 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ