การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
18234
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2550/09/24
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดอัลลอฮฺ จึงไม่ตอบรับดุอาอฺขอฉัน?
คำถาม
เป็นเวลาหลายปีแล้ว ที่ฉันเฝ้าวอนขอดุอาอฺ แล้วมันอยู่ที่ไหนหรือ???เดือนรอมฎอนคือเดือนแห่งการตอบรับดุอาอฺ แต่ทำไมถึงไม่ถูกตอบรับ? อัลลอฮฺ ตรัสว่า : จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับ นานกี่เดือนกี่ปีหรือ?
คำตอบโดยสังเขป

ดุอาอฺ คือหัวใจของอิบาดะฮฺ, ดุอาอฺคือการเชื่อมน้ำหยดหนึ่งกับทะเล และด้วยการเชื่อมต่อนั่นเองคือ การตอบรับ.ความสัมฤทธิ์ผลจากอัลลอฮฺต่างหาก ที่มนุษย์ได้มีโอกาสดุอาอฺต่อพระองค์, การตอบรับดุอาอฺนั้นมีมารยาทและเงื่อนไขอยู่ในตัว, ต้องเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น และต้องขจัดอุปสรรค์ที่ขวางกั้นให้หมดไป, อุปสรรคสำคัญอันเป็นเหตุให้ดุอาอฺไม่ถูกตอบรับคือ บาปกรรม,การรู้จักอัลลอฮฺก็เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่สำคัญที่สุด ที่ทำให้ดุอาอฺถูกตอบรับ

คำตอบเชิงรายละเอียด

ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวคำเทศนาอันเป็นสำนวนจับใจในวันศุกร์หนึ่ง ซึ่งในตอนท้ายของคำเทศนาท่านกล่าวว่า : โอ้ ประชาชนเอ๋ย มีความทุกข์อันยิ่งใหญ่อยู่ 7 ประการ ซึ่งจำเป็นต้องขอความคุ้มครองและพึ่งพิงต่ออัลลอฮฺ, ผู้รู้ที่หลงผิด, ผู้ดำรงอิบาดะฮฺที่เหนื่อยหน่าย, ผู้ล้มละลายจากทรัพย์สิน, ผู้ที่สูญสิ้นอำนาจมารมีตกต่ำยิ่งกว่าคนขอทานที่เจ็บป่วย, ซึ่งจำเป็นต้องพึ่งพาอัลลอฮฺ, เวลานั้นได้มีชายคนหนึ่งยืนขึ้นพร้อมทั้งกล่าวว่า : ท่านพูดความจริงหรือ, โอ้ อะมีรุลมุอฺมินีน ท่านคือกิบละฮฺสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราระหนอย่างไร้จุดหมาย ท่านคือแสงสว่างสำหรับพวกเรา เมื่อพวกเราตกอยู่ในความมืดมิด แต่พวกเราขอถามท่านเกี่ยวกับพระดำรัสของอัลลอฮฺ ที่ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้าเพื่อข้าจะได้ตอบรับเจ้า« แล้วพวกเราก็ได้วิงวอน แต่เกิดอะไรขึ้นหรือ พระองค์จึงไม่ตอบรับคำวิงวอน? ท่านอิมาม กล่าวว่า : »เป็นเพราะหัวใจของพวกเธอได้ทรยศคุณสมบัติพิเศษ 8 ประการ

หนึ่ง พวกเธอรู้จักอัลลอฮฺ, สิทธิของพระองค์คือ สิ่งที่พระองค์ทรงวาญิบแก่พวกเธอ, แต่พวกเธอมิได้ปฏิบัติตาม.ด้วยเหตุนี้ การรู้จักจึงไม่ยังประโยชน์แก่พวกเธอ

สอง พวกเธอศรัทธาต่อศาสดาของพระองค์, แต่มิได้ปฏิบัติตามแบบฉบับและแนวทางของท่าน อีกทั้งยังทำลายบทบัญญัติของท่าน. ดังนั้น ความศรัทธาของเธอจะมีประโยชน์อันใดอีกหรือ?

สาม พวกเธออ่านอัลกุรอาน, แต่มิได้นำเอาสิ่งนั้นไปปฏิบัติ, พวกเธอพูดว่า ครับผม พวกเราจะเชื่อฟังปฏิบัติตาม, แต่กลับต่อต้าน

สี่ พวกเธอกล่าวว่า พวกเรากลัวไฟนรก, แต่พวกเธอกลับเข้าใกล้ไฟนรกไปทุกขณะ เพราะบาปกรรมที่ก่อขึ้น, ดังนั้น ความเกรงกลัวของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

ห้า พวกเธอกล่าวว่าพวกเราปรารถนาสรวงสวรรค์ ขณะที่พวกเธอได้กระทำภารกิจหนึ่งอันเป็นเหตุให้ห่างไกลจากสวรรค์ไปทุกขณะ แล้วความปรารถนาของพวกเธออยู่ที่ไหนหรือ?

หก พวกเธอได้รับประโยชน์จากความโปรดปรานอันอเนกอนันต์ของพระเจ้า, แต่พวกเธอไม่เคยขอบคุณความโปรดปรานเหล่านั้น

เจ็ด พระองค์มีบัญชาแก่พวกเธอว่า จงเป็นศัตรูกับชัยฏอนมารร้าย ตรัสว่า:  »ชัยฏอนนั้นคือศัตรูตัวฉกาจของเธอ ดังนั้น จงถือว่ามารคือศัตรูของเจ้า« แต่พวกเธอกับมิได้แสดงตนเป็นศัตรู ทว่าได้เป็นมิตรกับมาร

แปด พวกเธอมองเห็นแต่ข้อบกพร่องและข้อตำหนิของคนอื่น แต่กับหลงลืมข้อตำหนิของตนเอง. ขณะที่เป็นการสมควรยิ่งที่จะประณามว่ากล่าวตนเอง แต่กับประณามตำหนิคนอื่น. พวกเธอมีคุณสมบัติเหล่านี้อยู่ในตัว แล้วดุอาอฺจะถูกตอบรับได้อย่างไร?  พวกเธอต้องเปิดประตูดุอาอฺแก่ตัวเอง มั่นวิงวอนขอต่อพระองค์ ปรับปรุงแก้ไขการงานของตนให้ถูกต้อง ทำจิตวิญญาณให้บริสุทธิ์ ส่งเสริมการทำความดีและห้ามปรามความชั่ว เพื่อว่าอัลลอฮฺจะได้ตอบรับดุอาอฺของพวกเธอ«[1]

ตามหลักคำสอนของศาสนาของเรา ดุอาอฺ คืออิบาดะฮฺหรือบางครั้งถูกแนะนำว่า เป็นหัวใจของอิบาดะฮฺด้วยซ้ำไป. ถ้าหากพิจารณาบทบัญญัติของอิสลาม เราจะพบว่าบทบัญญัติส่วนใหญ่เหล่านั้นครอบคลุมอยู่เหนือดุอาอฺทั้งหลาย. อัลลอฮฺ ทรงกล่าวเรียกร้องมนุษย์หลายต่อหลายครั้งในอัลกุรอานว่า ให้ดุอาอฺ

เช่น ตรัสว่า : »จงวิงวอนต่อข้า เพื่อข้าจะได้ตอบรับคำวิงวอนของเจ้า«[2] หรือตรัสว่า : »และเมื่อบ่าวของข้าวิงวอนต่อข้า อันที่จริงข้านี้อยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับคำวิงวอนของผู้ที่วิงวอน ถ้าเขาวิงวอนต่อข้า ดังนั้น จงวิงวอนต่อข้า และจงมีศรัทธาต่อข้า เพื่อจะได้รับการชี้นำ«[3]

ดุอาอฺ คือการเชื่อมต่อหยดน้ำไปยังมหาสมุทร. เพียงแค่การได้สัมพันธ์โดยตัวของมันแล้วมีค่ายิ่งและเท่ากับเป็นการตอบรับจากพระองค์. เนื่องจากผู้คนส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสแม้แต่การสายสัมพันธ์เชื่อมต่อไปยังพระองค์ เพียงแค่มนุษย์ได้รำลึกถึงพระองค์ และวิงวอนต่อพระองค์ ขอความคุ้มครองต่อพระองค์ และมอบตัวเองเข้าสู่พระองค์ เท่านี้ก็นับว่าได้รับความโปรดปรานอย่างยิ่งจากพระองค์แล้ว ดังนั้น มนุษย์ต้องถือเอาโอกาสนี้ขอบคุณต่อพระองค์ผู้บริสุทธิ์ให้มากยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »จงรำลึกถึงข้า เพื่อข้าจะได้รำลึกถึงเจ้า« การรำลึกของเรามิได้ยังประโยชน์อันใดต่อพระองค์ทั้งสิ้น, ทั้งการรำลึกของเราและการระลึกของพระองค์ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสิ้น.

ดุอาอฺ มีมารยาทและเงื่อนไขอันเฉพาะ ซึ่งแน่นอนว่า การเอาใจใส่ต่อสิ่งเหล่านั้น ดุอาอฺของเราจะถูกตอบรับ โอวาทของท่านอิมามอะลี (อ.) ที่กล่าวไปก่อนหน้านี้ ได้แสดงให้เห็นมารยาทและเงื่อนไขต่างๆ ของดุอาอฺไว้อย่างมากมาย. มีผู้ศรัทธากลุ่มหนึ่งได้มาหาท่านอิมามซอดิก (อ.) พร้อมกับกล่าวว่า : พวกเราได้ดุอาอฺแล้ว, แต่เป็นเพราะอะไร ดุอาอฺของพวกเราไม่ถูกตอบรับ? ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า : »เนื่องจากพวกเธอได้ดุอาอฺ โดยมิได้แนะนำผู้ใดต่อพระองค์«[4]

บางครั้งเราวิงวอนขอบางสิ่งต่ออัลลอฮฺทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง, ประหนึ่งเด็กที่ไม่รู้ได้วอนขอบางสิ่งจากมารดา ทั้งที่สิ่งนั้นเป็นอันตรายต่อตัวเอง. ดังนั้น ถ้าหากมารดาได้ตอบสนองตามความต้องการของบุตร เท่ากับได้อธรรมต่อเขา ในเวลานั้น เป็นไปได้ที่บุตรอาจจะไม่พอใจมารดา หรือโกรธ, แต่นั่นก็เป็นประโยชน์กับตัวเอง.ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของอัลลอฮฺเอ๋ย พวกเธอเปรียบเสมือนคนป่วย และอัลลอฮฺคือแพทย์ผู้รักษา, การเยียวยารักษาอาการป่วยคือ สิ่งที่อยู่ในดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งแพทย์รู้และจะพิจารณา มิใช่สิ่งที่คนไข้ต้องการ พึงสังวรไว้เถิด จงมอบหมายการงานต่อพระองค์ เพื่อว่าสิ่งนั้นจะได้ถูกต้อง[5]«

บางครั้งเรามองเห็นประโยชน์ของเราเพียงด้านเดียว โดยลืมคิดไปว่าการตอบรับดุอาอฺของเรา อาจเป็นอันตรายต่อคนอื่นก็ได้. ดุอาอฺของเราอาจถูกตอบรับนานแล้ว,แต่เราอาจไม่รู้ตัว. หรือบางครั้งเราอาจรีบร้อนในการตอบรับ เพียงแค่ดุอาอฺจบลง เราก็ต้องการให้ดุอาอฺถูกตอบรับโดยทันที. รายงานกล่าวว่า ดุอาอฺของมูซาและฮารูน (อ.) เกี่ยวกับฟาโรห์นั้น นานถึง 40 ปี จึงถูกตอบรับ.[6]

บางครั้งการไม่ตอบรับดุอาอฺคือ ความกรุณาอย่างหนึ่งจากพระเจ้า เพื่อจะได้รับเตาฟีกในการสนทนากับอัลลอฮฺ นานยิ่งขึ้น, ท่านอิมามริฎอ (อ.) กล่าวว่า : »ดังที่พระเจ้าทรงล่าช้าในการตอบรับดุอาอฺของมุอฺมิน,เนื่องจากพระองค์ปรารถนาที่จะรับฟังคำวิงวอนของปวงบ่าวให้มากยิ่งขึ้น แต่ดุอาอฺของพวกกลับกลอกพระองค์จะทรงตอบรับโดยเร็ว, เนื่องจากพระองค์ไม่ทรงปรารถนาที่จะได้ยินเสียงของพวกเขา«[7]

ถ้าหากเราพิจารณาสักนิด เราจะเข้าใจว่าอัลลอฮฺ ทรงประทับอยู่ทั่วทั้งจักรวาล พระองค์ทรงมองเห็นทุกสรรพสิ่งในจักรวาล, ดังนั้น จงอย่าปล่อยให้การต้อนรับของเจ้าของบ้าน ทำให้เราถูกกีดกันออกจากเจ้าของบ้าน »เนื่องจากมี 100 ย่อมมี 99 อยู่ในมือแล้ว« ดังนั้น เมื่อเรามีอัลลอฮฺ อยู่ในใจเท่ากับเราได้รับทุกสิ่งแล้ว.

ฉะนั้น ถ้าหากเราคิดไปเองว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงตอบรับดุอาอฺของเรา, เราต้องไม่สิ้นหวัง เราต้องไม่หมดหวังในความเมตตาของพระองค์ เพราะการหมดหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาปอันใหญ่หลวงยิ่ง อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »โอ้ ปวงบ่าวของข้าผู้ละเมิดต่อตนเอง อย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริง อัลลอฮฺ ทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล พระองค์คือพระผู้ทรงอภัยผู้ทรงปรานีเสมอ«[8]

อุปสรรคสำคัญที่สุดที่ขวางกั้นการตอบรับ ดุอาอฺ คือบาปกรรมต่างๆ ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวต่ออัลลอฮฺ ในดุอาอฺ โกเมลว่า : โอ้ พระผู้อภิบาลของข้าฯ โปรดอภัยในความผิดบาปที่กีดขวางการตอบรับดุอาอฺ. ช่างไร้มารยาทและไร้ความอายสิ้นดี ถ้าหากเราฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์ แล้วปรารถนาบางสิ่งจากพระองค์ อีกทั้งยังคาดหวังว่าพระองค์จะเปิดพระทัยกว้างตอบรับคำวิงวอนและความปรารถนาของเรา.

บาปกรรมคือ ตัวการที่จะทำให้ความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ และเราะซูลของพระองค์ลดน้อยลง และกลายเป็นสาเหตุสำคัญทำให้มนุษย์ลืมหรือปฏิเสธอัลลอฮฺและสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์ อัลกุรอานกล่าวว่า : »แล้วบั้นปลายของบรรดาผู้กระทำความชั่วเลวร้ายยิ่งคือ การปฏิเสธสัญญาณทั้งหลายของอัลลอฮฺ และพวกเขาได้เย้ยหยัน«[9] ในทางกลับกัน, อิบาดะฮฺคือ สื่อนำมาซึ่งความเชื่อมั่น »จงเคารพภักดีพระผู้อภิบาลของเจ้า จนกระทั่งความเชื่อมั่นจะมาถึงสูเจ้า«[10]

ดุอาอฺ คือการเปิดเผยความต้องการของปวงบ่าวต่ออัลลอฮฺ ใช่มิต้องสงสัยว่าพระองค์คือผู้ทรงเมตตา, แต่ขณะเดียวกันพระองค์ทรงปรีชาญาณยิ่ง และทั้งความเมตตาและความการุณย์จะไม่เกินเลยวิทยปัญญาของพระองค์ อัลลอฮฺ มิทรงตระหนี่ถี่เหนียว ดังนั้น พระองค์จะทรงตอบรับคำวิงวอนของปวงบ่าวบนวิทยปัญญาของพระองค์ มิใช่บนความปรารถนาของปวงบ่าว

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »และหากอัลลอฮฺทรงตอบรับตามความปรารถนาของมนุษย์ ชั้นฟ้าทั้งหลาย และแผ่นดินและสิ่งที่อยู่ในนั้นต้องเสียหายอย่างแน่นอน«[11]

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : »นโอ้ ปวงบ่าวของข้า จงเชื่อฟังปฏิบัติตามบัญชาของข้าเถิด แต่จงอย่าบอกข้าว่า สิ่งใดดีสำหรับเจ้า ข้ารู้ดีกว่าเจ้า และข้ามิได้ตระหนี่ถี่เหนียวในการประทานสิ่งสมควรยิ่งแก่เจ้า«[12] มนุษย์พึงปฏิบัติหน้าที่ของตน เนื่องจากอัลลอฮฺ ทรงทราบดีว่าสมควรกระทำสิ่งใด

»พึงปล่อยทุกสิ่งไป คำพูดของมิตรย่อมไพเราะยิ่งกว่า« อัลลอฮฺ ตรัสว่า  : » แท้จริงบรรดาผู้กล่าวว่า อัลลอฮฺ คือพระผู้อภิบาลของพวกเรา แล้วพวกเขาได้ยืนหยัดตามคำกล่าวนั้น มลากิกะฮฺจะลงมาหาพวกเขา จงอย่ากลัวและอย่าเศร้าสลดใจ แต่จงรับข่าวดีนั่นคือ สรวงสวรรค์ ที่ถูกสัญญาไว้แก่สูเจ้า«[13]

ศึกษาเพิ่มเติมได้จากหัวข้อต่อไปนี้ :

เงื่อนไขการตอบรับดุอาอฺอย่างแน่นอน, คำถามที่ 983 (ไซต์)

การตอบรับดุอาอฺต่างๆ โดยเร็ว, คำถามที่ 14940 (th14733 )(ไซต์)

 


[1] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 269.

[2] อัลกุรอาน บทฆอฟิร, 60.

[3] อัลกุรอาน บทบะเกาะเราะฮฺ, 186

[4] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 191.

[5] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 153

[6] มุสตัดร็อก อัลวะซาอิล, เล่ม 5, หน้า 192.

[7] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 194.

[8] อัลกุรอาน บทอัซซุมัร, 53.

[9] อัลกุรอาน บทอัรโรม, 10.

[10] อัลกุรอาน บทฮิจญฺร์, 99.

[11] อัลกุรอาน บทมุอฺมินูน, 71.

[12] เอรชาด อัลกุลูบ, เล่ม 1, หน้า 152

[13] อัลกุรอาน บทฟุซซิลัต, 30.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • จุดประสงค์ของท่านอิมามอะลี (อ.) จากการที่อัลลอฮฺทรงนิ่งเงียบต่อบางบทบัญญัติ? เพราะเหตุใดจึงตรัสว่าเพื่อการได้รับสิ่งนั้นไม่ต้องทำตนให้ลำบากดอก?
    7866 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/07
    ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวในคำพูดของท่านว่า อัลลอฮฺ (ซบ.) มิทรงอธิบายแก่แท้ของทุกสิ่งเกี่ยวบทบัญญัติและวิชาการ, ทว่ายังมีอีกหลายสิ่งที่พระองค์มิทรงกำหนดให้เป็นหน้าที่แก่มนุษย์ พระองค์ทรงนิ่งเงียบกับสิ่งเหล่านั้น, เช่น หน้าที่ในการรับรู้วิชาการบางอย่างโดยละเอียด ซึ่งไม่มีผลต่อปรโลกแต่อย่างใด, แต่พระองค์ก็มิได้เฉยเมยเนื่องจากการหลงลืมแต่อย่างใด, เนื่องจากอัลลอฮฺทรงห่างไกลจากการหลงลืมทั้งปวง, ทว่าเนื่องจากสิ่งนั้นไม่มีมรรคผลอันใดแก่ปรโลกของมนุษย์ และด้วยเหตุผลที่ว่าการหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านั้น เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ต้องละทิ้งความรู้อันก่อเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง บางทีจุดประสงค์จาก การนิ่งเฉย เกี่ยวกับบางอย่าง, อาจเป็นเรื่องมุบาฮฺก็ได้ เช่น ความรู้เรื่องดาราศาสตร์, การคำนวณ, เรขาคณิต, บทกวี, หัตถกรรมโดยประณีต และ... การละเลยสิ่งเหล่านี้เนื่องจากไม่ให้ความสำคัญ และเป็นการไม่ใส่ใจของตัวท่านเอง แน่นอน มีวิชาการที่ค่อนข้างยากเช่น เรื่องเทววิทยา ปรัชญา หรือปรัชญาของบทบัญญัติ การจมดิ่งอยู่กับสิ่งเหล่านี้ – สำหรับบุคคลทั่วไปที่มิใช่นักวิชาการ หรือไม่มีความฉลาดเพียงพอ- นอกจากจะไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์อันเป็นประโยชน์แล้ว ยังอาจเป็นสาเหตุก่อให้เกิดเบี่ยงเบนทางความเชื่อได้อีกต่างหาก ...
  • มีหลักฐานระบุว่าควรกล่าวตักบี้รและหันหน้าซ้ายขวาหลังกล่าวสลามหรือไม่?
    7024 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/19
    การผินหน้าไปทางขวาและซ้าย ถือเป็นมุสตะฮับภายหลังให้สลามสุดท้ายของนมาซ โดยตำราฮะดีษก็ให้การยืนยันถึงเรื่องนี้  อย่างไรก็ดี วิธีปฏิบัติที่ถูกต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้:1. ในกรณีของอิมามญะมาอัต ภายหลังให้สลามแล้ว ก่อนที่จะผินหน้าขวาซ้าย ให้มองไปทางขวาก่อน2. ในกรณีของมะอ์มูม ให้กล่าวสลามแก่อิมามขณะอยู่ในทิศกิบละฮ์ หลังจากนั้นจึงให้สลามทางด้านขวาและซ้าย ทั้งนี้ การสลามด้านซ้ายจะกระทำต่อเมื่อมีมะอ์มูมหรือมีกำแพงอยู่ด้านซ้าย ส่วนด้านขวาจะกระทำทุกกรณี ไม่ว่าจะมีหรือไม่มีมะอ์มูมด้านขวาก็ตาม3. ในกรณีที่นมาซฟุรอดา (คนเดียว) ให้กล่าวสลามครั้งเดียวขณะอยู่ในทิศกิบละฮ์ว่า อัสลามุอลัยกุม และหันด้านขวาในลักษณะที่ปลายจมูกเบนไปด้านขวาเล็กน้อย[1]จากที่นำเสนอมาทั้งหมด ทำให้เข้าใจได้ว่าสิ่งที่เป็นมุสตะฮับสำหรับผู้ที่นมาซคนเดียวก็คือการเบนหน้าไปทางขวาให้ปลายจมูกหันทางขวาเล็กน้อย และสำหรับผู้ที่นมาซญะมาอัต ...
  • มีดุอาอฺขจัดความเกลียดคร้านและความเฉื่อยชาบ้างไหม?
    12367 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/05/17
    ภารกิจบางอย่างที่คำสอนศาสนาปฏิเสธไม่ยอมรับคือ ความเกลียดคร้านและความเฉื่อยชา, บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) กล่าวตำหนิคุณสมบัติทั้งสองนี้ และขอความคุ้มครองจากพระเจ้าให้พ้นไปจากทั้งสอง ดังจะเห็นว่าบทดุอาอฺบางบทจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ เช่น : 1. มุสอิดะฮฺ บุตรของ ซิดเกาะฮฺ กล่าวว่า : ฉันได้วอนขอให้ท่านอิมามซอดิก (อ.) ดุอาอฺต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับภารกิจการงานใหญ่ๆ ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า ฉันจะสอนดุอาอฺของคุณปู่ของฉันท่านอิมามซัจญาด (อ.) แก่เธอ ซึ่งดุอาอฺของท่านอิมามซัจญาด (อ.) ได้วอนขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พ้นไปจากความความเกลียดคร้าน กล่าวว่า : : "...وَ أَعُوذُ بِكَ مِنَ ...
  • มีฮะดีษบทใดบ้างที่กล่าวถึงบุตรซินา?
    9025 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/19
    อิสลามถือว่าบุตรที่เกิดจากการผิดประเวณี (บุตรซินา) มีสถานะเฉพาะตัวซึ่งท่านนบี(ซ.ล.)และบรรดาอิมาม(อ.)ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ตามแหล่งอ้างอิงดังต่อไปนี้1. มรดกของบุตรซินาวะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 26,หน้า 274, بَابُ أَنَّ وَلَدَ الزِّنَا لَا یَرِثُهُ الزَّانِی وَ لَا الزَّانِیَةُ وَ لَا مَنْ تَقَرَّبَ بِهِمَا وَ لَا یَرِثُهُمْ بَلْ مِیرَاثُهُ لِوُلْدِهِ أَوْ نَحْوِهِمْ وَ مَعَ عَدَمِهِمْ لِلْإِمَامِ وَ أَنَّ مَنِ ادَّعَى ابْنَ جَارِیَتِهِ وَ لَمْ یُعْلَمْ کَذِبُهُ قُبِلَ قَوْلُهُ وَ لَزِمَهُ
  • บทบาทและเป้าหมายของอะฮ์ลุลบัยต์คืออะไร?
    8174 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/21
    มีฮะดีษทั้งในสายของชีอะฮ์และซุนนะฮ์มากมายที่บ่งชี้ถึงความประเสริฐของอะฮ์ลุลบัยต์ของท่านนบี(ซ.ล.)อันประกอบด้วยผู้มีเกียรติทั้งห้านั่นคือตัวท่านนบีเอง, ท่านอิมามอลี, ท่านหญิงฟาฏิมะฮ์
  • เราสามารถที่จะทำน้ำนมาซหรืออาบน้ำยกฮะดัษทั้งที่ได้เขียนตาไว้หรือไม่?
    6759 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    ในการทำน้ำนมาซหรือการอาบน้ำยกฮะดัษจะต้องไม่มีสิ่งกีดขวางใดๆที่จะสกัดกั้นมิให้น้ำไหลถึงผิวได้ดังนั้นหากได้เขียนในวงขอบตาการอาบน้ำนมาซและการอาบน้ำยกฮะดัษถือว่าถูกต้องแต่ถ้าหากได้เขียนบริเวณรอบตาหรือบริเวณคิ้วก็จะต้องพิจารณาว่ามีความหนาแน่นถึงขั้นสกัดมิให้น้ำเข้าไปถึงบริเวณที่จะต้องทำน้ำนมาซหรือการอาบน้ำยกฮะดัษหรือไม่?เนื่องจากประเด็นดังกล่าวเป็นประเด็นที่บรรดาฟุกะฮาอ์มีทัศนะเอกฉันท์จึงขอยกคำวินิจฉัยเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวของท่านอายาตุลลอฮ์บะฮ์ญัตมาณที่นี้“หากได้เขียนบริเวณรอบนอกของดวงตาและที่เขียนตามีความมันจนคนทั่วไปเชื่อว่าจะสกัดกั้นมิให้น้ำเข้าถึงและมั่นใจว่าเขียนขอบตาก่อนที่จะทำการอาบน้ำยกฮะดัษจะต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหม่”[1][1]บะฮ์ญัต, มุฮัมหมัดตะกี, การวินิจฉัย, เล่มที่ 1,สำนักพิมพ์ท่านอายาตุลลอฮ์บะฮ์ญัต
  • อะไรคือมาตรฐานความจำกัดของเสรีภาพในการพูดในมุมมองของอิสลาม
    6705 สิทธิและกฎหมาย 2553/12/22
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น โปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • อัลกุรอานที่อยู่ในมือของเรา ณ ปัจจุบันนี้ ได้ถูกรวบรวมตั้งแต่เมื่อใด?
    9617 วิทยาการกุรอาน 2553/10/21
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น โปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • หลังจากเสียชีวิต วิญญาณมนุษย์สามารถรับรู้เรื่องราวในโลกดุนยาหรือไม่?
    16213 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/08/09
    นัยยะที่ได้จากกุรอานและฮะดีษจากบรรดามะอ์ศูมีนบ่งชี้ว่าภายหลังจากเสียชีวิตวิญญาณผู้ตายสามารถแวะเวียนมายังโลกนี้เพื่อจะรับทราบสารทุข์สุขดิบของญาติมิตรได้และหลักฐานทางศาสนาก็มิได้ปฏิเสธบทบาทของมะลาอิกะฮ์เกี่ยวกับเรื่องนี้แถมยังระบุไว้ชัดเจนอีกด้วยดังฮะดีษต่อไปนี้“แน่นอนว่าวิญญาณผู้ศรัทธาจะกลับมาเยี่ยมครอบครัวเขาจะได้เห็นสิ่งที่ดีงามแต่จะไม่ได้เห็นเรื่องที่ไม่พึงประสงค์”“อัลลอฮ์จะส่งมะลาอิกะฮ์มาพร้อมกับวิญญาณผู้ศรัแธาเพื่อชี้ให้เขาเห็นเฉพาะสิ่งที่น่ายินดี” ...
  • ชาวสวรรค์ทุกคนจะได้ครองรักกับฮูรุลอัยน์หรือไม่? ฮูรุลอัยน์แต่ละนางมีสามีได้เพียงคนเดียวไช่หรือไม่? และจะมีฮูรุลอัยน์เพศชายสำหรับสตรีชาวสวรรค์หรือไม่?
    11781 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    สรวงสวรรค์นับเป็นความโปรดปรานที่พระองค์ทรงมอบเป็นรางวัลสำหรับผู้ศรัทธาและประพฤติดีโดยไม่มีข้อจำกัดทางเพศจากการยืนยันโดยกุรอานและฮะดีษพบว่า “ฮูรุลอัยน์”คือหนึ่งในผลรางวัลที่อัลลอฮ์ทรงมอบให้ชาวสวรรค์น่าสังเกตุว่านักอรรถาธิบายกุรอานส่วนใหญ่ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าในสวรรค์ไม่มีพิธีแต่งงานส่วนคำว่าแต่งงานกับฮูรุลอัยน์ที่ปรากฏในกุรอานนั้นตีความกันว่าหมายถึงการมอบฮูรุลอัยน์ให้เคียงคู่ชาวสวรรค์โดยไม่ต้องแต่งงาน.ส่วนคำถามที่ว่าสตรีในสวรรค์สามารถมีสามีหลายคนหรือไม่นั้นจากการศึกษาโองการกุรอานและฮะดีษทำให้ได้คำตอบคร่าวๆว่าหากนางปรารถนาจะมีคู่ครองหลายคนในสวรรค์ก็จะได้ตามที่ประสงค์ทว่านางกลับไม่ปรารถนาเช่นนั้น ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61281 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58913 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43337 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41473 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39934 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35143 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29165 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29140 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29010 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26854 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...