การค้นหาขั้นสูง

คลังคำตอบ (หมวดหมู่:สิทธิและกฎหมาย )

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เพราะเหตุใดท่านอิมามอะลี (อ.) จึงไม่ขัดวาง การห้ามมิให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เขียนพินัยกรรม?
    1611 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/07/16
    การขัดขวางหรือห้ามมิให้นำปากกาและกระดาษมาให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) (เพื่อที่จะเขียนพินัยกรรมบางอย่างก่อนที่ท่านจะจากไป) เป็นเหตุการณ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่รับรู้กันทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีชื่อกล่าวเรียกกันไปต่างๆ นานา เช่น วันพฤหัสทมิฬ, หรือ วันแห่งกระดาษและปากกา, การนิ่งเงียบของท่านอิมามอะลี (อ.) ต่อเหตุการณ์ดังกล่าว มิได้เป็นเหตุผลที่มายืนยันหรือปฏิเสธความจริงที่เกิดขึ้น ทว่าสิ่งที่ต้องพิจารณาคือ ท่านอิมามมีเหตุผลอะไรถึงทำเช่นนั้น และการนิ่งเงียบของท่านอิมามขัดแย้งกับความกล้าหาญของท่านหรือไม่? เมื่อศึกษาเหตุการณ์ »ปากกาและกระดาษ« ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังสือประวัติศาสตร์และหนังสืออื่นๆ ทำให้ได้บทสรุปว่า 1.ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ถูกกล่าวร้ายว่า เป็นคนพูดจาเพ้อเจ้อ ศาสดาผู้ซึ่งอัลกุรอานได้ประทานลงมาเกี่ยวกับท่านว่า: »ท่านจะไม่พูดจากด้วยอารมณ์ ทว่าจะพูดเฉพาะสิ่งที่เป็นวะฮฺยูที่ได้ประทานลงมายังท่านเท่านั้น« ขณะที่เรื่องพินัยกรรม ก็นับได้ว่าเป็นหนึ่งในเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง กับการประกาศสาส์นของท่าน 2.การเริ่มต้นความขัดแย้งและทะเลาะวิวาทกัน ต่อหน้าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ประกอบกับท่านป่วยอยู่ด้วยในขณะนั้น แน่นอนว่าการกระทำดังกล่าวไม่ถูกต้อง และไม่ใช่เรื่องดีแต่อย่างใด ซึ่งความวุ่นวายที่เกิดขึ้นนั้นไม่ว่าบุคคลที่อยู่ในเหตุการณ์ จะมีความคิดเห็นขัดแย้งกันมากเท่าใด การวิวาทของพวกเขาก็ยิ่งทำให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทุกข์ยิ่งขึ้นเท่านั้น 3.มีบุคคลหลายคนในที่ประชุมนั้น พยายามขัดขวางมิให้ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) เขียนพินัยกรรม ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้การโต้เถียงกันขยายวงกว้างออกไป เขาและพรรคพวกของเขาต่างไม่ยอมรับการเขียนพินัยกรรมในเวลานั้น จนกระทั่งท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ทนไม่ได้จึงไล่ทุกคนออกไปให้พ้นหน้าท่าน ซึ่งบางรายงานตามบันทึกของซุนนียฺกล่าวว่า บุคคลที่เป็นตัวตั้งตัวตีในเรื่องนี้คือ ท่านอุมัรบินเคาะฏ็อบ[i] 4.วิลายะฮฺของท่านอิมามอะลี ...
  • อัคล้ากกับเชาวน์ปัญญามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร?
    2060 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/02/18
    อัคล้าก (จริยธรรม) แบ่งออกเป็นสองประเภทเสมือนศาสตร์แขนงอื่นๆดังนี้ก. จริยธรรมภาคทฤษฎีข. จริยธรรมภาคปฏิบัติการเรียนรู้หลักจริยธรรมภาคทฤษฎีมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเชาวน์ปัญญา กล่าวคือ ยิ่งมีความเฉลียวฉลาดเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่หากมีเชาวน์ปัญญาน้อย ก็จะทำให้เรียนรู้จริยศาสตร์ได้น้อยตามไปด้วยทว่าในส่วนของภาคปฏิบัติ (ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นจุดประสงค์หลักของผู้ถาม) จำเป็นต้องชี้แจงในรายละเอียดดังต่อไปนี้มีการนิยามคำว่าอัคล้ากว่า เป็นพหูพจน์ของ “คุ้ลก์” อันหมายถึง “ทักษะทางจิตใจของมนุษย์ที่ส่งผลให้กระทำการใดๆโดยอัตโนมัติ”ฉะนั้น อัคล้าก (จริยธรรม) ก็คือนิสัยและความเคยชินที่หยั่งรากลึกในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจกรรมโดยไม่ต้องข่มใจ นั่นหมายความว่า การทำดีในลักษณะที่เกิดจากการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น แม้จะถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ไม่ถือเป็นความประเสริฐทางอัคล้าก ผู้ที่มีอัคล้ากดีก็คือผู้ที่กระทำความดีจนกลายเป็นอุปนิสัย โดยไม่ต้องชั่งใจใดๆทั้งสิ้น เปรียบเสมือนนักประดาน้ำที่กระโจนลงน้ำโดยไม่ต้องชั่งใจใดๆ ส่วนผู้ที่ต้องทำใจก่อน แล้วจึงหย่อนตัวลงในน้ำอย่างกล้าๆกลัวๆ เราไม่เรียกว่านักประดาน้ำประเด็นทางอัคล้ากก็เช่นกัน หากผู้ใดฝึกฝนจนเคยชินต่อการกระทำดีในลักษณะที่ไม่จำเป็นต้องฉุกคิดล่วงหน้า ถือว่าเขามีอุปนิสัยเชิงอัคล้ากแล้ว ส่วนผู้ที่ต้องฉุกคิดก่อนแล้วจึงได้ข้อสรุปว่า การรักนวลสงวนตัวเป็นเรื่องดี หรือความยุติธรรมเป็นสิ่งที่พึงกระทำ ถือว่าเขายังไม่มีอุปนิสัยเหล่านี้ และยังไม่เรียกว่าเป็นผู้ที่มีความประเสริฐทางอัคล้ากได้ แม้จะกระทำความดีเชิงอัคล้ากแล้วก็ตาม[1]สรุปคือ เชาวน์ปัญญามีผลต่อการเรียนรู้อัคล้ากภาคทฤษฎีเท่านั้น เนื่องจากช่วยให้เข้าใจหลักการอัคล้ากอย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ในภาคปฏิบัติแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือการยึดถือและปฏิบัติตามคำแนะนำด้านอัคล้ากนั่นเอง[1]เชคเฏาะบัรซี, อัลอาดาบุดดีนียะฮ์ลิ้ลเคาะซานะติลมุอีนียะฮ์, อาบิดี, อะห์มัด, หน้า194-195,(ปรับปรุงเล็กน้อย),สำนักพิมพ์ซาอิร,พิมพ์ครั้งแรก,กุม,ปี 1380 ...
  • เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะรีบจ่ายคุมุสหลังจากซื้อบ้านโดยมิได้จ่ายคุมุส?
    1462 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/16
    หากผู้ถามจะระบุให้ชัดเจนว่าต้องการทราบฟัตวาของมัรญะอ์ท่านใดก็จะช่วยให้ได้คำตอบที่แม่นยำมากขึ้นทั้งนี้เราขอตอบคำถามของท่านตามทัศนะของท่านอายะตุ้ลลอฮ์อุซมาคอเมเนอีดังต่อไปนี้ในกรณีที่ยังไม่ได้ซื้อบ้านและยังมีภาระต้องจ่ายคุมุสอยู่จำเป็นต้องจ่ายคุมุสเสียก่อนแล้วจึงซื้อบ้านแต่หากเงินคงเหลือหลังหักคุมุสไม่เพียงพอที่จะซื้อบ้านที่เหมาะสมขอให้ท่านปรึกษามัรญะอ์ตั้กลีดหรือตัวแทนและทำการประนีประนอมหนี้คุมุสโดยขอผัดผ่อนการชำระไปก่อนระยะหนึ่งแต่ถ้าหากท่านดำเนินการซื้อบ้านไปก่อนที่จะปรึกษามัรญะอ์ตั้กลีดหรือตัวแทน  ให้รีบปรึกษามัรญะอ์ตั้กลีดหรือตัวแทนตั้งแต่บัดนี้เพื่อพวกเขาจะอาศัยอำนาจหน้าที่ๆมีเพื่อกำหนดระยะเวลาชำระคุมุสให้ท่าน.[1][1]ดู: ประมวลปัญหาศาสนาโดยอิมามโคมัยนี(ภาคผนวก),เล่ม 2 ,หน้า 81,82 ปัญหาที่ 925-927ปัญหาที่ 927: บุคคลที่อยู่ต่างประเทศซึ่งไม่เคยชำระคุมุสเลยและได้ซื้อบ้านหลังหนึ่งด้วยเงินค้างชำระคุมุสโดยไม่สามารถชำระคุมุสของบ้านได้แต่ได้พยายามชำระคุมุสประจำปีให้มากกว่าที่คำนวนไว้เพื่อหวังจะทดแทนคุมุสของบ้านที่ไม่ได้ชำระถามว่าการกระทำเช่นนี้ถูกต้องหรือไม่?คำตอบ:กรณีดังกล่าวจะต้องขอรับการประนีประนอมหนี้คุมุสที่ค้างชำระเพื่อจะทยอยชำระในอนาคตส่วนกรณีเงินที่ได้ชำระมาแล้วทั้งหมดให้ขอรับคำปรึกษาจากตัวแทนของเรา. ...
  • ในทัศนะอิสลาม บาปของฆาตกรที่เข้ารับอิสลามจะได้รับการอภัยหรือไม่?
    1836 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/12
    อิสลามมีบทบัญญัติเฉพาะสำหรับผู้ที่เพิ่งเข้ารับอิสลามอาทิเช่นหากก่อนรับอิสลามเคยละเมิดสิทธิของอัลลอฮ์เช่นไม่ทำละหมาดหรือเคยทำบาปเป็นอาจินเขาจะได้รับอภัยโทษภายหลังเข้ารับอิสลามทว่าในส่วนของการล่วงละเมิดสิทธิเพื่อนมนุษย์เขาจะไม่ได้รับการอภัยใดๆเว้นแต่คู่กรณีจะยอมประนีประนอมและให้อภัยเท่านั้นฉะนั้นหากผู้ใดเคยล่วงละเมิดสิทธิของผู้อื่นเมื่อครั้งที่ยังมิได้รับอิสลามการเข้ารับอิสลามจะส่งผลให้เขาได้รับการอนุโลมโทษทัณฑ์จากอัลลอฮ์ก็จริงแต่ไม่ทำให้พ้นจากกระบวนการพิจารณาโทษในโลกนี้เว้นแต่ฝ่ายผู้เสียหายจะยอมความเท่านั้นทั้งนี้ก็เพราะสิทธิในส่วนนี้มิไช่สิทธิของอิสลามที่อิสลามจะอภัยโทษให้ได้แต่เป็นสิทธิของมนุษย์ซึ่งทุกศาสนาและอารยชนทั่วโลกต่างให้การยอมรับ ...
  • เพราะเหตุใดชีอะฮฺจึงบิดเบือน
    2130 เทววิทยาใหม่ 2554/04/21
    สำหรับความกระจ่างในประเด็นดังกล่าวนี้จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นสำคัญต่อไปนี้1. ถ้าหากวัตถุประสงค์ของท่านจากคำว่าชีอะฮฺหมายถึงความประพฤติที่ผิดพลาดซึ่งชีอะฮฺบางคนได้กระทำลงไปแล้วนำเอาความประพฤติเหล่านั้นพาดพิงไปยังนิกายชีอะฮฺถือว่าไม่มีความยุติธรรมสำหรับชีอะฮฺเอาเสียเลยเนื่องจากอิสลามโดยตัวตนแล้วไม่มีข้อบกพร่องอันใดทั้งสิ้นทุกข้อบกพร่องนั้นมาจากมุสลิมของเรา2. วิธีการและเกณฑ์ในการเปรียบเทียบของท่านคืออะไร ? ท่านได้นำชีอะฮฺไปเปรียบเทียบกับสิ่งใดหรือจึงได้เข้าใจว่าชีอะฮฺบิดเบือน ?ปัญหาเหล่านี้อัลกุรอานและซุนนะฮฺแน่นอนคือสิ่งสำคัญที่จะต้องให้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินหรือนำเอานิกายอิสลามไปเปรียบเทียบกับสิ่งนั้นดังนั้นนิกายใดก็ตามที่ตรงกับอัลกุรอานและฮะดีซแล้วถือว่านิกายนั้นถูกต้องมิเช่นนั้นแล้วถือว่าไม่ถูกต้องถ้าสมมุติว่าท่านได้นำชีอะฮฺไปเทียบกับอัลกุรอานแล้วท่านต้องบอกมาโดยตรงว่าตรงไหนที่หลักความเชื่อบทบัญญัติหรือคำสั่งสอนด้านจริยธรรมที่ขัดแย้งกับอัลกุรอานบ้าง?เพราะเหตุใดนิกายชีอะฮฺซึ่งตามความเข้าใจทั้งด้านคำพูดจิตใจการกระทำแนวทางแบบอย่างและบทบัญญัติคำสอนได้ยึดถือปฏิบัติตามแนวทางของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จึงต้องผิดและหลงทางด้วย ?ถ้าหากท่านได้พบเห็นว่าชีอะฮฺได้ยึดถือหรือปฏิบัติสิ่งใดทีขัดแย้งกับหลักความเชื่อและคำสั่งสอนของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) จงชี้แจงรายละเอียดเหล่านั้นมาพร้อมด้วยเหตุผลนักวิชาการฝ่ายชีอะฮฺกล่าวว่าเราไม่มีทางที่จะแยกออกจากแบบฉบับของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) อย่างแน่นอนเนื่องจากโองการและริวายะฮฺจำนวนมากมายซึ่งเป็นที่ยอมรับของทั้งหมดได้กล่าวและเน้นย้ำเอาไว้ซึ่งเข้าใจได้ว่า1) ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ไม่สามารถจากประชาชนไปโดยปราศจากตัวแทนได้อย่างเด็ดขาด2) ตัวแทนของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ตามรายงานที่เชือถือได้ต้องเป็นท่านอะลี (อ.) เท่านั้น3) นอกจากชีอะฮฺแล้ว (ซุนนีย์) ก็ไม่มีเหตุผลแม้แต่ประการเดียวว่าท่านศาสดา (ซ็อลฯ) ได้แต่งตั้งคนอื่นเป็นตัวแทนที่นอกเหนือไปจากอะลี (อ.) ...
  • การรู้พระเจ้าเป็นไปได้ไหมสำหรับมนุษย์ ขอบเขตและคุณค่าของการรู้จักมีมากน้อยเพียงใด ?
    2164 เทววิทยาดั้งเดิม 2553/12/22
    มนุษย์สามารถรู้พระเจ้าด้วยวิธีการที่แตกต่างกันหลายวิธีซึ่งเป็นไปได้ที่การรู้จักอาจผ่านเหตุผล (สติปัญญา)หรือผ่านทางจิตใจบางครั้งอาจเป็นเหมือนปราชญ์ผู้ชาญฉลาดซึ่งรู้จักโดยผ่านทางความรู้ประจักษ์หรือการช่วยเหลือทางความรู้สึกและสิตปัญญาในการพิสูจน์จนกระทั่งเกิดความเข้าใจหรือบางครั้งอาจเป็นเหมือนพวกอาริฟ (บรรลุญาณ),รู้จักเองโดยไม่ผ่านสื่อเป็นความรู้ที่ปรากฏขึ้นเองซึ่งเรียกว่าจิตสำนึกตัวอย่างเช่นการค้นพบการมีอยู่ของไฟบางครั้งผ่านควันไฟที่พวยพุ่งขึ้นทำให้เกิดความเข้าใจหรือเวลาที่มองเห็นไฟทำให้รู้ได้ทันทีหรือเห็นรอยไหม้บนร่างกายก็ทำให้รู้ได้เช่นกันว่ามีไฟอย่างไรก็ตามทั้งสองวิธีได้แก่ความรู้ประจักษ์กับการรู้เองนั้นก็มีเป้าหมายอันเดียวกันเช่นบุคคลหนึ่งได้ศึกษาสัญลักษณ์ต่างๆของพระเจ้าตลอดจนระบบต่างๆที่มีอยู่บนโลกนี้ทำให้เขารู้จักพระเจ้าได้เช่นกันแต่บางครั้งก็ไม่ได้เป็นเช่นนั้นกล่าวคือทั้งผู้กระทำและแนวทางเป็นหนึ่งเดียวกันหรือแนวทางและเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียวกันในที่ซึ่งบุคคลรู้จักตัวเองเขาก็สามารถเข้าถึงพระพระเจ้าได้ซึ่งเป็นส่วนที่สองแต่ในที่ซึ่งมีการตระหนักในพระนามและคุณลักษณะของพระเจ้าทำให้รู้จักพระเจ้าถือได้ว่าเป็นส่วนที่สามในที่ซึ่งแนวทางและเป้าหมายเป็นหนึ่งเดียวกันและมนุษย์ได้ประจักษ์สิ่งที่เขาพบสิ่งนั้นจะถือว่ามีคุณค่าอย่างยิ่งเนื่องจากได้เห็นและได้สัมผัสกับเป้าหมายทั้งโองการและรายงานต่างสนับสนุนวิธีการทั้งสามและได้รับการเน้นย้ำไว้เป็นพิเศษว่าไม่มีสิ่งใดที่จะประจักษ์ชัดยิ่งไปกว่าการรู้จักพระเจ้าซึ่งทุกสิ่งจำเป็นต้องมาจากพระองค์และไปหาพระองค์พระองค์คือรัศมีดังนั้นการรู้จักการเข้าใจและการสัมผัสพระองค์ไม่จำเป็นต้องอาศัยสิ่งอื่นที่นอกเหนือไปจากพระองค์ถ้าหากเราถูกกีดขวางในการการมองเห็นหรือรู้จักพระองค์ก็เนืองจากว่าความรู้ประจักษ์และความรู้แจ้งของเราถูกปิดบังด้วยม่านแห่งความหลงลืมเราไม่ได้มีความรู้ไปสู่ความรู้ดังนั้นเพื่อการได้สัมผัสความรู้ดังกล่าวนั้นจำเป็นที่เราต้องเปิดม่านอันมืดมิดให้พ้นไปจากตัวเองด้วยเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่าการรู้จักพระเจ้าจึงเป็นธรรมชาติส่วนเหตุผลที่พิสูจน์ให้เห็นถึงการมีอยู่ของพระองค์เป็นเพียงการเปรียบเทียบไม่ใช่การวิเคราะห์อย่างไรก็ตามควรสังเกตว่าการรู้จักอาตมันและคุณลักษณะของพระเจ้ามิใช่สิ่งที่บรรดานักปราชญ์เข้าใจและไม่ใช่สิ่งที่บรรดานักบรรลุญาณได้ประจักษ์ซึ่งนอกเหนือไปจากทั้งสองกล่าวคือพระเจ้าสามารถเข้าใจและสามารถประจักษ์ได้ ...
  • จะเชื่อว่าพระเจ้าเมตตาได้อย่างไร ในเมื่อโลกนี้มีทั้งสิ่งดีและสิ่งเลวร้าย ความน่ารังเกียจและความสวยงาม?
    2944 เทววิทยาใหม่ 2554/07/10
    หากได้ทราบว่าพระองค์ทรงสร้างมนุษย์ให้มีคุณลักษณะที่ดีที่สุดอีกทั้งยังสนองความต้องการของเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้าตลอดจนได้สร้างสรรพสิ่งอื่นๆเพื่อให้เป็นประโยชน์แก่มนุษย์เมื่อนั้นเราจะรู้ว่าพระองค์ทรงมีเมตตาแก่เราเพียงใดส่วนความเมตตาของพระองค์ที่มีต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆก็เข้าใจได้จากการที่พระองค์ทรงประทานชีวิตประทานศักยภาพในการดำรงชีวิตและมอบความเจริญเติบโตให้ด้วยเมตตาอย่างไรก็ดีในส่วนของสิ่งเลวร้ายและอุปสรรคต่างๆนานาที่มีในโลกนั้น มีเหตุผลเฉพาะที่หากเราได้รับรู้ก็จะเข้าใจว่าสิ่งเหล่านี้มิได้ขัดกับความเมตตาของพระองค์แต่อย่างใด ...
  • กรุณานำเสนอฮะดีษที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับความสำคัญของการญิฮาดในหนทางของอัลลอฮ์พร้อมกับระบุแหล่งอ้างอิงได้หรือไม่?
    1879 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/03/14
    ท่านอิมามอลี(อ.)เคยกล่าวว่า “ญิฮาดคือประตูสวรรค์บานหนึ่ง ซึ่งอัลลอฮ์ได้เปิดกว้างสำหรับกัลญาณมิตรของพระองค์ ญิฮาดคืออาภรณ์แห่งความยำเกรง เสื้อเกราะอันแข็งแกร่งของอัลลอฮ์ และโล่ห์ที่ไว้ใจได้ ฉะนั้น ผู้ใดที่ละทิ้งญิฮาดโดยไม่แยแส อัลลอฮ์จะทรงสวมอาภรณ์แห่งความต่ำต้อยแก่เขา อันจะทำให้ประสบภัยพิบัติ ความน่าอดสูจะกระหน่ำลงมาใส่เขา แสงแห่งปัญญาจะดับลงในใจเขา การเพิกเฉยต่อญิฮาดจะทำให้สัจธรรมผินหน้าจากเขา ความต่ำต้อยถาโถมสู่เขา และจะไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเขาอีกต่อไป ...
  • การแสวงหาความต้องการอื่น ๆ นอกจากพระเจ้า เช่นขอจากบบี (ซ็อล ฯ) และบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) เป็นชิริกหรือไม่ เพราะในความเป็นจริงผู้ตอบสนองความต้องการคือพระเจ้า
    2476 เทววิทยาดั้งเดิม 2553/12/22
    การให้ความเคารพการย้อนกลับการขอความต้องการไปยังผู้ทรงเกียรติ (พระศาสดาและบรรดาอิมาม) ถ้าหากมีเจตนาว่าพวกเขามีบทบาทต่อการเกิดผลและสามารถปลดเปลื้องความต้องการของเราได้โดยเป็นอิสระจากพระเจ้าหรือปราศจากการพึ่งพิงไปยังอาตมันสากลของพระองค์การมีเจตนารมณ์เช่นนี้ถือว่าเป็นชิริกอีกทั้งขัดแย้งกับเตาฮีดอัฟอาล (ความเป็นเอกภาพในการกระทำ) เนื่องจากพระองค์ปราศจากการพึ่งพิงไปยังสิ่งอื่นขณะที่สิ่งอื่นต้องพึ่งพิงไปยังพระองค์ขัดแย้งกับเตาฮีดรุบูบียะฮฺ(อำนาจบริหารและบริบาลเป็นของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวส่วนบรรดาศาสดามะลักหรือปัจจัยทางธรรมชาติเป็นเพียงสื่อของพระองค์) ดังนั้นการมีเจตนาดังกล่าวถือว่าไม่เข้ากันและเป็นชิริกกับการบริบาลและการกระทำของพระองค์แต่ถ้าการตะวัซซุลการให้ความเคารพและการย้อนกลับมีเจตนารมณ์เพื่อว่า :ก. เพื่อการเชื่อฟังปฏิบัติตามพระเจ้าข. การเผยแพร่ศาสนาเมื่อสัมพันธ์ไปยังความจริงที่ว่าพวกเขาได้สร้างศีลธรรมความดีงามและการพัฒนาตลอดการออกกฎหมายซึ่งเป็นบุญคุณที่ท่านเหล่านั้นมีอยู่เหนือตัวเราค. การสร้างแบบอย่างและการได้รับประโยชน์อันเฉพาะจากความโปรดปรานอันเฉพาะของบรรดาท่านเหล่านั้นโดยที่เรามิได้คิดว่าท่านเหล่านั้นมิได้ปราศจากความต้องการไปยังอาตมันสากลในการบริบาลของพระเจ้าฉะนั้นการคิดเช่นนี้ถือว่าไม่ขัดแย้งกับเตาฮีดรุบูบียะฮฺ (พระผู้ทรงบริบาล) ในฐานะที่พระองค์คือผู้ตอบสนองความต้องการเนื่องจากในความเป็นจริงผู้กระทำผู้บริบาลและผู้ขจัดความต้องการของเราถึงแม้ว่าจะมาจากบรรดาท่านเหล่านั้นแต่เป็นไปในแนวตั้งของอำนาจบริบาลและการตอบสนองของพระเจ้ามิใช่เป็นไปในแนวนอนเพื่อที่ว่าสิ่งนั้นจะกลายเป็นชิริกด้วยเหตุนี้มาตรฐานของการเป็นชิริก (ตั้งภาคีเทียบเคียงพระเจ้า) ในการแสวงหาความต้องการจากสิ่งอื่นอกจากพระเจ้าขึ้นอยู่กับเจตนาของแต่ละบุคคลฉะนั้นถ้าหากบุคคลหนึ่งได้ตะวัซซุลไปยังพวกเขาโดยมอบความคู่ควรในการเคารพภักดีหรือการบริบาลโดยปราศจากการพึ่งพิงไปยังพระเจ้าการตะวัซซุลเช่นนี้ตามหลักความเชื่อแล้วถือว่าเป็นชิริกแต่ถ้าเป็นไปเพื่อการเคารพภักดีพระเจ้าหรือการใช้ผลประโยชน์จากเกียรติยศและศักดิ์ศรีของพวกเขาและเพื่อให้ตัวตนบริสุทธิ์ของพวกเขาวิงวอนขอความต้องการของเราจากพระองค์หรือโดยการอนุญาตของพระองค์ให้พวกเขาขจัดความต้องการของเราการกระทำเช่นนี้มิใช่เพียงจะไม่เป็นชิริกเท่านั้นทว่าผู้ที่ทำการตะวัซซุลยังมีความหวังอย่างเต็มเปี่ยมเนื่องจากเขาได้ปฏิบัติไปตามพระบัญชาของพระเจ้า ...
  • ขนแมวมีกฎว่าอย่างไร?
    2326 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/22
    ถ้าหากวัตถุประสงค์ของคำถามถามว่าขนแมวในทัศนะของฟิกฮฺมีกฎว่าอย่างไร? ต้องกล่าวว่าในหมู่สัตว์ทั้งหลายเฉพาะสุนัขและสุกรที่ใช้ชีวิตบนบกนะยิส[1]ด้วยเหตุนี้แมวที่มีชีวิตและขนของมันถือว่าสะอาดแต่อุจจาระและปัสสาวะแมว[2]นะยิสซึ่งกฎข้อนี้มิได้จำกัดเฉพาะแมวเท่านั้นทว่าอุจจาระและปัสสาวะของสัตว์ทุกประเภทที่เนื้อฮะรอม (ห้ามบริโภค) และมีเลือดไหลพุ่งขณะเชือดถือว่านะยิส[3]ซึ่งแมวถือว่าเป็นหนึ่งในสัตว์เหล่านั้นด้วยแต่แมวตายซึ่งนับว่าเป็นซากสัตว์เช่นกันดังนั้นอวัยวะส่วนที่มีชีวิตถือว่านะยิสส่วนขนแมวถือว่าไม่มีชีวิตไม่นะยิส[4]ส่วนนมาซต้องกล่าวว่าเสื้อผ้าของผู้นมาซต้องไม่ได้ทำมาจากส่วนใดส่วนหนึ่งของสัตว์ที่เนื้อฮะรอมเป็นที่แน่ชัดว่าแมวเป็นสัตว์ที่เนื้อฮะรอมซึ่งบรรดามัรญิอฺส่วนใหญ่วินิจฉัยตรงกันว่าแม้กระทั่งขนแมวถ้าติดเสื้อผ้าของผู้นมาซขณะนมาซนมาซบาฏิล[5]เฉพาะท่านอายะตุลลอฮฺอัลอุซมาซีซตานีวินิจฉัยว่าร่างกายและเสื้อผ้าของผู้นมาซต้องไม่เปื้อนปัสสาวะหรืออุจจาระหรือเหงื่อหรือน้ำนมหรือขนของสัตว์ประเภทนั้นแต่ถ้ามีขนเพียงเส้นเดียวติดบนเสื้อผ้าของเขาไม่เป็นไรหรือสิ่งอื่นจากสิ่งเหล่านั้นเช่นนำใส่ในกระป๋องและถือไป[6]ส่วนความเปียกชื้นของร่างกายสัตว์ที่เนื้อฮะรอมมัรญิอฺตักลีดทั้งหมดวินิจฉัยว่า:ถ้าเป็นน้ำลายหรือน้ำมูกหรือความเปียกชื้นอย่างอื่นของสัตว์ที่เนื้อฮะรอมเช่นแมวเปื้อนร่างกายหรือเสื้อผ้าของผู้นมาซถ้าความเปียกชื้นสัมผัสหรือรู้สึกได้นมาซบาฏิลแต่ถ้าแห้งแล้วหรือขจัดออกแล้วนมาซถูกต้อง[7]แต่ในทัศนะของอนามัยและแพทย์บางครั้งกล่าวว่าแมวหรือขนแมวเป็นสาเหตุทำให้เป็นหมันหรือมีบุตรยากซึ่งมักจะเกิดในผู้หญิงหรือหญิงสาวทั้งหลายอย่างไรก็ตามประเด็นดังกล่าวนี้มิใช่ความเชี่ยวชาญของเราดังนั้นขอยกประเด็นให้เป็นทัศนะของแพทย์ต่อไป[8][1]เตาฎีฮุลมะซาอิลมะรอญิอฺ, เล่ม 1, ปัญหาข้อที่ 105, หน้า 75[2]ฟุฎูลาตหมายถึงอุจจาระและปัสสาวะ[3]เตาฎีฮุลมะซาอิลมะรอญิอฺ, เล่ม 1, ปัญหาข้อที่ 84, หน้า 68[4]อ้างแล้วเล่มเดิมปัญหาข้อที่ 88, 89, หน้า 70[5]อ้างแล้วเล่มเดิมปัญหาข้อที่ 824, หน้า 460[6]อ้างแล้วเล่มเดิมปัญหาข้อที่ 825, หน้า 460[7]อ้างแล้วเล่มเดิมปัญหาข้อที่ 825, หน้า 460[8]บรรดาแพทย์ทั้งหลายกล่าวว่าร่างกายของแมวอาจเป็นเป็นพยาธิโปรโตซัวเรียกว่า (toxoplasma) ซึ่งอาจทำให้เกิดโรคtoxoplasmosisได้ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    21091 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ยอมรับภาวะผู้นำของสามี: หากเกิดปัญหาครอบครัว สามีควรได้รับสิทธิชี้ขาดในการแก้ปัญหา อย่างไรก็ดี สามีไม่ควรลุแก่อำนาจ และใช้สิทธิดังกล่าวจนกระทั่งขัดต่อศาสนาและกฏหมาย และขัดต่อความราบรื่นของชีวิตคู่2. การยินยอมเรื่องเพศสัมพันธ์: ภรรยาจะต้องยินยอมให้สามีมีเพศสัมพันธ์ตามปกติวิสัย และตามแต่สุขภาพกายและใจจะอำนวย เว้นแต่จะมีเหตุจำเป็นต้องงด อย่างเช่น ขณะมีรอบเดือนหรือขณะป่วยไข้3. ยินยอมสามีในเรื่องภูมิลำเนาที่อยู่อาศัย: ทั้งนี้ ไม่รวมถึงกรณีที่สามีโอนสิทธิดังกล่าวแก่ภรรยาแล้ว และไม่รวมถึงกรณีที่จะส่งผลให้ภรรยาเสื่อมเสียชื่อเสียง หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของภรรยา4. เชื่อฟังสามีในเรื่องการออกนอกบ้าน และการพาผู้อื่นเข้ามาในบ้านตามเหมาะสม: ยกเว้นกรณีที่สามีห้ามไม่ให้เดินทางไปทำฮัจย์วาญิบ หรือกรณีที่ต้องเข้ารับการรักษา หรือหากการอยู่ในบ้านเป็นเหตุให้เกิดอันตรายต่อชีวิต สุขภาพ หรือทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง.5. เชื่อฟังสามีในเรื่องการเข้าทำงาน หรือการเลือกประเภทงาน ในกรณีที่ขัดต่อกาลเทศะ สถานภาพและความเหมาะสมของทั้งสองฝ่าย ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    15922 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    15264 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ3. ดุอา อิสมุลอะอ์ซ็อม4. ดุอา มุกอติล บิน สุลัยมาน (รายงานจากอิมามซัยนุ้ลอาบิดีน(อ.)5. ดุอาสะรีอุ้ล อิญาบะฮ์ (รายงานจากอิมามมูซา อัลกาซิม(อ.)6. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งว่า“ยาอัลลอฮ์”สิบครั้ง จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”7. อิมามศอดิก(อ.)กล่าวว่า “ผู้ใดเปล่งคำว่า“ยาร็อบ ยาอัลลอฮ์”เรื่อยๆจนกว่าจะสุดลมหายใจ จะมีการตอบรับว่า เธอต้องการสิ่งใด?”ทั้งหมดนี้อยู่ในหมวดของ“ดุอาที่เห็นผลตอบรับรวดเร็ว”ในหนังสือมะฟาตีฮุ้ลญินาน ...
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    14769 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครองให้นมาซสองเราะกะอัตโดยแต่ละเราะกะอัตให้อ่านฟาติหะฮ์และยาซีนหลังให้สลามให้กล่าวสรรเสริญพระองค์และอ่านดังต่อไปนี้: ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าขอทรงประทานคู่ครองที่เอื้ออาทร,มีบุตรง่าย,รู้คุณคนและมีเกียรติเป็นสตรีที่หากข้าฯทำดีต่อเธอเธอจะรู้คุณ, หากประพฤติไม่ดีเธอจะอภัย, หากระลึกถึงพระองค์เธอจะส่งเสริม, หากหลงลืมพระองค์เธอจะย้ำเตือน, หากต้องจากเธอมาเธอจะปกป้อง(เกียรติและทรัพย์สิน), หากเข้าหาเธอเธอจะสุขใจ, และหากกำชับเธอจะเคารพ, และหากขอร้องเธอจะสนอง, หากโกรธข้องเธอจะปรับปรุง, ข้าฯแต่พระผู้เป็นเจ้าผู้ทรงเปี่ยมด้วยเมตตาและเดชานุภาพขอทรงประทานคู่ครองเยี่ยงนี้แก่ข้าฯเพราะข้าฯวอนขอเธอจากพระองค์และข้าฯจะมิได้รับมอบสิ่งใดเว้นแต่พระองค์จะทรงเอื้อเฟื้อและประทานให้เท่านั้น. ...
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    12871 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงวางกฎเกณฑ์สำหรับมนุษย์และทรงควบคุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซึ่งออกนอกพลังและศักยภาพของมนุษย์และบุคคลใดก็ตามได้ดำเนินกิจกรมด้วยศักยภาพของตนตามคำแนะนำเขาก็จะได้รับความสมบูรณ์ตามคำแนะนำหนึ่งในการตีความของอิสลามสำหรับการอธิบายเรื่องการทดสอบของพระเจ้าพระองค์จะใช้คำว่าฟิตนะฮฺซึ่งคำๆนี้ตามความหมายแล้วหมายถึงความสะอาดหรือทองคำบริสุทธิ์ในรายงานกล่าวว่าประชาชาติจะถูกทดสอบประหนึ่งที่ทองได้ถูกทดสอบดังนั้นจะเห็นว่ารากแห่งการมีอยู่ของมนุษย์คือทองคำเมื่อผ่านการทดสอบด้วยขบวนการต่างๆของพระเจ้าแล้วเขาจะกลายเป็นสิ่งบริสุทธิ์ที่ได้รับการอบรมสั่งสอนแล้วมรรคผลอย่างอื่นในการทดสอบของพระเจ้าก็คือมนุษย์จะตื่นจากการหลงลืมอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงแนะนำไว้ในหลายโองการถึงเป้าหมายการทดสอบมนุษย์ด้วยเหตุการณ์ต่างๆนั้นก็เพื่อให้มนุษย์ตื่นจากการหลับใหลซึ่งในความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่าเหตุการณ์ต่างๆทีเป็นบททดสอบนั้นเปรียบเสมือนทางโค้งต่างๆในระหว่างเส้นทางการที่ได้จัดวางทางโค้งไว้นั้นก็ด้วยจุดประสงค์ที่ว่าไม่ต้องการให้คนขับรถขับรถไปในจังหวัดเดียวและเพื่อเขาจะได้ไม่หลับและจะได้ไม่เกิดอันตรายระหว่างทางและนี่คือความหมายของการทดสอบในการประกอบกิจไม่ดีทั้งหลายซึ่งบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาและบรรดาผู้ฝ่าฝืนทั้งหลายได้สั่งสมไว้ในจิตใจของตนเองอีกนัยหนึ่งในการทดสอบของพระเจ้าพระองค์มีเป้าหมาย 2 ประการด้วยกันกล่าวคือความต้องการที่เป็นตักวีนียะฮฺ (การสร้างสรรค์) และตัชรีอีย์การทดสอบด้านตักวีนีย์ของอัลลอฮฺหมายถึงพระองค์ต้องการให้มนุษย์ทั้งผู้ปฏิเสธศรัทธาและผู้ศรัทธาแสดงศักยภาพที่ดีของตนออกมาส่วนการทดสอบด้านตัชรีอียะฮฺนั้นอัลลอฮฺทรงต้องการให้สิ่งที่สะอาดที่ซ่อนอยู่ในตัวมนุษย์ถูกเปิดเผยออกมาและศักยภาพอันดีงามของเขาได้ถูกเปล่งบานออกมา ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    12458 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง3. โองการที่ว่า "یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏هذا...."“โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ยศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.4. รายงานว่าชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่า“อัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่า “แน่นอนศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย” ...
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    11716 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์จึงควรค่าแก่การเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอบางคนเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อเน้นถึงความจำเป็นที่ขั้นตอนดังกล่าวจะต้องเคียงคู่กับตักวาที่แท้จริงเสมอและจะต้องปราศจากเจตนาแอบแฝงแต่บางคนเชื่อว่าตักวาในท่อนแรกหมายถึงการงดดื่มสุราหลังมีคำสั่งห้ามตักวาท่อนที่สองหมายถึงความหนักแน่นในการงดดื่มสุราตักวาท่อนที่สามหมายถึงการละเว้นบาปทุกประการและหันมาประกอบความดี ...
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    11402 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิสต้องมาจากมวลมะลาอะกะฮฺแน่นอนคำตอบ : การยกเว้นอิบลิสซาตานไว้ในหมู่มลาอิกะฮฺไม่ได้แสดงให้เห็นว่าชัยฎอนเป็นพวกเดียวกันกับมลาอิกะฮฺแต่ในที่สุดโน้มนำไปสู่เหตุผลว่าอิบลิสซาตาน (เป็นผู้นมัสการพระเจ้านานหลายปี) อยู่ในหมู่มลาอิกะฮฺในระดับต้นๆ  แต่ต่อมาเพราะความหยิ่งยโสและความดื้อรั้นและไม่เชื่อฟังพระเจ้าเขา,จะถูกขับออกจากสวนสวรรค์คำยืนยันบนคำกล่าวอ้างดังกล่าวคือ1. อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบทอัลกะฮฺฟิว่า “ชัยฏอน (ซาตาน) มาจากญิน”2. พระเจ้าทรงขจัดบาปและความผิดออกไปจากมลาอิกะฮฺโดยทั่วไปดังนั้นมลาอิกะจึงเป็นสิ่งมีชีวิตที่บริสุทธิ์และไม่เคยทำบาป, ไม่เคยปองร้าย, ไม่เคยหลงตัวเอง, ไม่เคยหยิ่งยโสและ ...ฯลฯ3. อัลกุรอานบางโองการกล่าวถึงบรรพบุรุษของชัยฏอนซึ่งประเด็นดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าชัยฏอนนั้นมีความเหมาะสมและมาจากหมู่มวลของญินแน่นอนในขณะที่มลาอิกะเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทจิตวิญญาณ (ภาวะนามธรรม) จึงไม่มีปัญหาด้านการกินการดื่มแต่อย่างใด4.  อัลลอฮฺ (ซบ.) ตรัสไว้ในบางโองการว่าทรงมอบให้บรรดามลาอิกะฮ์เป็นเราะซูลของพระองค์เราะซูลหมายถึงผู้ที่ถูกส่งมาจากพระเจ้าและผู้ที่เป็นเราะซูลของพระองค์นั้นจะไม่กระทำความผิดอย่างแน่นอนดังนั้นชัยฏอนได้กระทำบาปอันยิ่งใหญ่ขนาดนั้นแล้วจะเป็นมลาอิกะฮฺได้อย่างไรนอกเหนือจากนี้ความเห็นพร้องกันของบรรดานักปราชญ์ส่วนใหญ่ตลอดจนรายงานที่เชื่อได้จากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ที่มาถึงมือเราแสดงให้เห็นว่า : ซาตานไม่ได้มาจากหมู่มวลมลาอิกะฮฺและเป็นที่เรารู้กันดีว่าความหน้าเชื่อถือ (ตะวาตุร) เป็นหนึ่งในสื่อที่สำคัญที่สุดสำหรับการค้นหาความถูกต้องของรายงาน ...
  • อิสลามมีทัศนะเกี่ยวกับการอ่านเร็วบางไหม? โปรดให้ความเห็นด้วยว่า อิสลามเห็นด้วยกับการอ่านเร็วไหมในประเด็นใด?
    11143 คำถามเบ็ดเตล็ด 2555/05/17
    การอ่านเร็ว หรือการอ่านช้าขึ้นอยู่กับบุคคลที่ค้นคว้า ส่วนคำสอนศาสนานั้นมิได้ระบุถึงประเด็นเหล่านี้ แต่สิ่งที่กล่าวถึงเกี่ยวกับการอัลกุรอานคือ จงอ่านด้วยท่องทำนองอย่างชัดเจน ดังที่กล่าวว่า : "وَ رتّلِ القُرآنَ تَرتیلاً" และจงอ่านอัล-กุรอานเป็นจังหวะอย่างตั้งใจ[1] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอธิบายว่า จงอย่ารีบเร่งอ่านอัลกุรอานเหมือนกับบทกลอน และจงอย่าทิ้งช่วงกระจัดกระจายเหมือนก้อนกรวด[2] เช่นเดียวกันรายงานกล่าวว่า ท่านอิมามริฎอ (อ.) จะอ่านอัลกุรอานจบทุกๆ สามวัน ท่านกล่าวว่า ถ้าหากฉันต้องการอ่านให้จบน้อยกว่า 3 วัน ก็สามารถทำได้ แต่เมื่ออ่านโองการเหล่านั้น ฉันจะคิดและใคร่ครวญเกี่ยวกับโองการเหล่านั้นว่า โองการเหล่านั้นกล่าวถึงเรื่องอะไร และถูกประทานลงมาเกี่ยวกับเรื่องอะไร ในเวลาใด, ด้วยเหตุนี้ ฉันจะอ่านอัลกุรอานจบหนึ่งรอบในทุก 3 วัน[3] ด้วยเหตุนี้ วิธีการศึกษาเรื่องราวบางชนิดจึงขึ้นอยู่ผู้ศึกษา และเนื้อหาสาระที่ศึกษา บางคนสามารถศึกษาได้อย่างรวดเร็ว สามารถเข้าใจวัตถุประสงค์ที่เขียนได้เป็นอย่างดี ส่วนบางคนอาจศึกษาทำความเข้าใจอย่างช้าๆ ด้วยเหตุนี้ สิ่งที่สำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้คือ การใคร่ครวญ และการคิดขณะศึกษาและการได้รับเนื้อเรื่องอย่างถูกต้อง คำถามนี้ไม่คำตอบเป็นรายละเอียด [1] บทมุซัมมิล 4 [2] กุลัยนี,กาฟียฺ, เล่ม 2, หน้า 614, ...
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    11093 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ได้ปรากฏบนความเป็นไป[2] กล่าวคือ อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นองค์สัมบูร์ ซึ่งระหว่างอาตมันของพระองค์กับคุณลักษณะต่างๆ ของพระองค์ไม่มีความแตกต่างกัน และอาตมันของพระองค์ไม่เป็นที่รู้จักสำหรับเราว่าเป็นอย่างไร แต่หลังจากทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากความไม่มี, สรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายของพระองค์, อยู่ในฐานะสัญลักษณ์ต่างๆ ของพระองค์,เป็นภาพสะท้อน หรือการสำแดงของพระองค์ เพื่อมนุษย์จะได้รู้จักพระองค์จากสัญลักษณ์ต่างๆ ...

ลิ้งก์ต่างๆ