การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
9471
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2553/12/22
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1798 รหัสสำเนา 11567
คำถามอย่างย่อ
ปัจจุบันสวรรค์และนรกมีอยู่หรือไม่ ?
คำถาม
ปัจจุบันสวรรค์และนรกมีอยู่หรือไม่ ?
คำตอบโดยสังเขป

พิจารณาจากโองการและรายงานต่างๆ แล้ว จะเห็นว่าสวรรค์และนรกที่ถูกสัญญาไว้มีอยู่แล้วในปัจจุบัน ซึ่งในปรโลกจะได้รับการเสนอขึ้นมา ซึ่งมนุษย์ทุกคนจะถูกจัดส่งไปยังสถานที่อันเหมาะสมของแต่ละคน ตามความเชื่อ ความประพฤติ และการคุณธรรมของตัวเอง ทว่าสำหรับสวรรค์และนรกนั้นได้ถูกจินตนาการไปอีกอย่างหนึ่งว่า จะได้ประจักษ์บนโลกนี้และปรากฏองค์ชัดเจนในโลกบัรซัคเพื่อเป็นตัวอย่าง และเป็นสาเหตุสร้างความเบิกบานและความเจ็บช้ำให้แก่มนุษย์ แน่นอนเกี่ยวกับผลสะท้อนทางการกระทำ ความเชื่อ และความคิดของมนุษย์ในปรโลกของเขา และการอธิบายสวรรค์และนรกมีทัศนะแตกต่างกันมากมาย แต่ทั้งหมดสามารถกล่าวโดยรวมได้ว่า

1) สวรรค์ที่ท่านนบีอาดัม (.) และท่านหญิงฮะวาได้เข้าไปและออกมาสู่โลกนี้

2) สวรรค์และนรกของการกระทำครอบคลุมอยู่เหนือมนุษย์ทั้งหลาย

3) สวรรค์และนรกบัรซัค คือภาพปรากฏและเป็นตัวอย่างของสวรรค์และนรกที่ได้ถูกสัญญาเอาไว้ ซึ่งสวรรค์และนรกนั้นมิใช่สิ่งที่มนุษย์สัญญาเอาไว้ ทว่าเป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับเจตจำนงเสรีและการกระทำของมนุษย์

คำตอบเชิงรายละเอียด

ความเชื่อเรื่องสวรรค์และนรกในฐานะที่เป็นสถานพำนักถาวรสำหรับมนุษย์ หลังจากวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ตลอดจนความเชื่อเรื่องการวิธีการสร้างหรือความสมบูรณ์ของทั้งสอง เป็นหนึ่งในหลักความเชื่อที่มีต่อความเร้นลับ ซึ่งความศรัทธาและความรู้ที่มีต่อทั้งสองถ้านอกจากโองการและรายงานแล้วไม่อาจเกิดขึ้นได้ ขณะเดียวกันตราบที่มนุษย์ยังมองไม่เห็นปรโลกหน้า เขาก็ไม่อาจสัมผัสได้ถึงความเร้นลับที่มีอยู่ในโลกนั้น ความคลุมเครือที่มีต่อทั้งสองก็จะไม่มีวันหมดไปได้ แต่การมีความคลุมเครืออยู่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งนี้จะสามารถทำลายความเชื่อหลักที่มีต่อทั้งสอง วันแห่งการฟื้นคืนชีพ และเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในวันนั้นให้หมดไปได้ เช่น ความคลุมเครือที่มีต่อสวรรค์และนรกที่ว่า ปัจจุบันนรกและสวรรค์ถูกสร้างขึ้นแล้วหรือไม่ ? ถ้าหากสร้างขึ้นแล้วทั้งสองอยู่ที่ไหน ? และปัจจุบันมีสภาพเป็นอย่างไร พื้นผิวราบเรียบซึ่งมนุษย์จะถูกลงโทษในนั้น หรือว่าเป็นพื้นครึ่งหนึ่งส่วนอีกครึ่งมนุษย์คือผู้ทำให้สมบูรณ์ หรือว่านรกและสวรรค์นั้นถูกสร้างสมบูรณ์แล้ว ซึ่งในวันปรโลกมนุษย์จะถูกนำเข้าไปสู่ หรือว่านรกและสวรรค์นั้นจะถูกสร้างขึ้นในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ? และ.....

สำหรับการอธิบายคำถามข้างต้นนี้จำเป็นต้องพิจารณาประเด็นต่อไปนี้ กล่าวคือ ...

. ผลแห่งการกระทำของมนุษย์คือการก่อให้เกิดปรโลกของเขา

. ประเภทของสวรรค์และนรก และทัศนะต่างๆ เกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว

ทัศนะต่างๆ ที่ได้ถูกนำเสนอไปแล้วเดี่ยวกับผลแห่งการกระทำของมนุษย์ ที่ต่อรางวัลและการลงโทษในปรโลก

1. ผลรางวัลในปรโลกเป็นไปในลักษณะของข้อตกลง ตามการกระทำ เจตคติ และความคิดของมนุษย์ เช่น การลงโทษตามหลักการ หรือการปรับผู้ขับขี่ทีฝ่าฝืนกฎจลาจร ดังนั้น ระหว่างการกระทำบนโลกนี้กับเหตุการณ์ในปรโลก มิได้มีความสัมพันธ์ในเชิงของความแน่นอนตายตัว

2. รางวัลและผลบุญในโลกหน้าเป็นการเปลี่ยนค่าพลังงานให้เป็นวัตถุ หมายถึงพลังงานที่มนุษย์ได้ใช้ไปบนโลกนี้ ในการกระทำความดีหรือบาปกรรม ในวันแห่งการฟื้นคืนชีพพลังงานเหล่านั้นจะเปลี่ยนเป็นวัตถุ กลายเป็นสาเหตุของการสรรเสริญหรือสาปแช่งตัวเอง

3. การกระทำ ความคิด และสถานภาพของมนุษย์มีทั้งภายนอกและภายใน บนโลกนี้มนุษย์จะได้สัมผัสเฉพาะภายนอกของการกระทำเท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่รู้ผลภายในของการกระทำเป็นอย่างไร จนกระทั่งว่าผลของการกระทำเหล่านั้นหลังจากเสียชีวิตไปแล้วจะปรากฏให้เห็นในโลก บัรซัต และจะปรากฏชัดเจนในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และผลภายในของการกระทำนั้นเอง ที่เป็นสาเหตุทำให้มนุษย์ได้รับผลรางวัลตอบแทนหรือการลงโทษ

4. การกระทำ ความคิด และสภาพของมนุษย์ที่เกิดจากอวัยวะต่างๆ บนร่างกาย สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อวิถีด้านในของมนุษย์ และจะก่อให้เกิดรูปลักษณะขึ้น ถึงแม้ว่ามนุษย์จะไม่ทราบหรือไม่เคยรับรู้ถึงผลด้านในของการกระทำของตนมาก่อนก็ตาม ซึ่งบนโลกนี้จะเห็นเป็นรูปร่างหน้าตาโดยทั่วไปของมนุษย์ ส่วนในปรโลกเขาจะได้เห็นภาพภายในอันแท้จริงของเขา บนโลกถ้ามนุษย์ได้ประกอบกิจด้วยความรู้แจ้ง ภายในของเขาก็จะมีแต่ความสะอาด ซึ่งภาพที่จะปรากฏในวันนั้นก็จะเป็นไปตามกรรม อันเป็นเหตุทำให้พวกเขาได้รับการสรรเสริญ หรือกล่าวประณาม.

ในทัศนะแรกนั้นจะเห็นว่าไม่เข้ากันกับโองการและรายงาน และไม่สามารถอธิบายถึงการลงโทษ และความโปรดปรานในปรโลกได้ เพียงแค่อธิบายถึงสภาพบางสภาพที่อาจเกิดขึ้นในโลกบัรซัค และวันแห่งการฟื้นชีพ (สวรรค์และนรก) ไม่ใช่ทั้งหมด

) ทัศนะที่ได้นำเสนอเกี่ยวกับสวรรค์และนรก

1. สัญญาและคำตักเตือน บ่งชี้ให้เห็นถึงสภาพของสวรรค์และนรก เป็นเพียงมิติของการอบรม ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีสวรรค์หรือนรกอยู่จริงก็ได้ เพียงแค่มนุษย์มีความหวังในสวรรค์และเกรงกลัวนรก เท่านั้นก็จะทำให้เขาเป็นผู้มีความบริสุทธิ์แล้ว และได้ออกห่างจากความชั่วร้ายและสิ่งไม่ดีทั้งหลาย การได้ไปถึงสวรรค์หรือออกห่างจากนรก จุดประสงค์ของพระเจ้า เพียงแค่ต้องการชี้นำและปรับปรุงมนุษย์ให้ดีขึ้นเท่านั้นเอง

2. สวรรค์ก็คือสังคมหนึ่งที่ไม่มีระดับชั้นของเตาฮีด ส่วนนรกนั้นคล้ายกับระบบทุนนิยม ซึ่งไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากนี้ ดังนั้น ผู้ที่มีความมุ่งหวังในสวรรค์ จำเป็นต้องสร้างระบบแรงงานเพื่อให้ไปถึงสวรรค์บนโลกนี้ และจะได้ออกห่างจากระบบทุนนิยม

3. สวรรค์ในอีกมิติหนึ่งก็คือ โลกนี้นั่นเอง ด้วยความสมบูรณ์และการวิวัฒนาการด้านเทคโนโลยี สามารถเปลี่ยนแปลงให้ดีได้ และสามารถปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากนรกบนพื้นดินได้

4. สวรรค์ หมายถึงการมีคุณสมบัติของความดีงาม ส่วนนรกหมายถึง การมีคุณสมบัติของความชั่วร้าย ดังนั้น ผู้ที่เรียกร้องสวรรค์และต้องการปลดปล่อยตัวเองให้รอดพ้นจากความชั่ว สิ่งแรกที่จะต้องทำคือการทำลายความชั่วร้ายให้หมดไปและแทนทีสิ่งนั้นด้วยความดี

และนี่คือ 4 ข้อกล่าวอ้างที่บรรดาวัตถุนิยมและพวกสังคมนิยมได้นำเสนอ แน่นอนว่าสิ่งนี้ขัดแย้งกับโองการ และรายงานต่างๆ นอกจากนั้นยังแย้งกับเป้าหมายของบรรดาศาสดาที่ถูกส่งลงมาประกาศสั่งสอน เนื่องจากสวรรค์และนรกที่อัลกุรอานกล่าวถึงภายหลังจากความตายจะถูกนำเสนอแก่มนุษย์ในวันแห่งการตัดสิน เป็นสถานพำนักถาวรสำหรับตนมีความเป็นนิรันดร ไม่เหมือนกับโลกนี้

5. สวรรค์ที่ท่านศาสดาอาดัม (.) และทานหญิงฮะวา หลังจากถูกสร้างแล้วได้ถูกนำตัวไปไว้ในนั่น และเมื่อระยะเวลาได้ผ่านพ้นไปช่วงหนึ่งท่านก็ออกจากที่นั่นมา และลงสู่พื้นโลก ซึ่งสวรรค์ตรงนั้นคือขั้นหนึ่งของโลกนี้ มิเช่นนั้นแล้วท่านอาดัม (.) จะไม่ออกมาจากที่นั้นอย่างแน่นอน

6. สวรรค์หรือนรกแห่งโลกบัรซัค คือสถานที่แสดงภาพด้านในของการกระทำของมนุษย์ หลังจากมนุษย์ได้จากโลกนี้ไปแล้วดวงวิญญาณจะถูกนำไปพำนักไว้ที่นั่น พวกเขาจะได้พบกับเนื้อแท้แห่งการกระทำของตน พวกเขาจะได้เห็นด้านที่แท้จริงของการกระทำ ซึ่งบางคนอาจได้รับความสุข และบางคนก็อาจถูกลงโทษในที่นั่นก่อนที่วันแห่งการฟื้นคืนชีพจะมาถึง

และนี่คือสวรรค์และนรกก่อนวันแห่งการฟื้นคืนชีพ เป็นระดับหนึ่งของโลก บนโลกนี้ทุกคนจะมีสถานภาพของตัวเอง โดยเฉพาะหมู่มวลมิตรของอัลลฮฺ (ซบ.) ทัศนะดังกล่าวนี้กับแนวคิดที่ 3 และ 4 ที่ว่าผลของการกระทำของมนุษย์คือที่มาของการตอบแทนหรือการลงโทษเข้ากันได้เป็นอย่างดี[1]

7. สวรรค์และนรกในปรโลก สามารถเข้าใจได้จากโองการและรายงานว่า สวรรค์และนรกดังกล่าวนั้นปัจจุบันมีอยู่แล้ว ส่วนหนึ่งของสวรรค์และนรกนั้น ท่านศาสดามุฮัมมัด (ซ็อล ) ได้เห็นขณะขึ้นมิอ์รอจญ์[2] ในลักษณะที่ว่ามนุษย์ทุกคนเมื่อเกิดขึ้นมาแล้ว สำหรับเขาแล้วมีอยู่ 2 สถานที่ได้ถูกตระเตรียมไว้แล้วกล่าวคือ สวรรค์ และนรก ดังนั้น ถ้าเขาจากโลกนี้ไปด้วยการประพฤติดี และมีศรัทธามั่นคงเขาก็จะได้เข้าสู่สรวงสวรรค์ มิเช่นนั้นแล้วเขาจะถูกส่งไปสู่นรก แต่อย่างไรก็ตามมนุษย์จะได้เข้าสู่สวรรค์อันบรมสุขหรือไม่ หรือว่าเขาจะถูกลงโทษในนรกทั้งหมดขึ้นอยู่กับกระทำของตนบนโลกนี้

รายงานที่เชื่อถือได้จากท่านอิมามซอดิก (.) กล่าวว่า อัลลอฮฺ ไม่ทรงสร้างผู้ใดขึ้นมา เว้นเสียแต่ว่าพระองค์ได้สร้างสถานพำนักในสวรรค์และนรกให้แก่เขาด้วย ดังนั้น หากเป็นชาวสวรรค์เขาก็จะได้เข้าสู่สวรรค์ แต่ถ้าเป็นชาวนรกเขาก็จะถูกส่งตัวไปนรก จะมีผู้ส่งเสียงเรียกเขาว่า โอ้ ชาวสวรรค์เอ๋ย สูเจ้าจงมองดูชาวนรกซิ พวกเขาจะมาแล้วจ้องมองไปที่ชาวนรก และสถานพำนักของเขาที่ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้ ซึ่งสถานที่พำนักเหล่านั้นถ้าหากได้ฝ่าฝืนคำสั่งของพระเจ้า เขาก็จะได้เข้าไปในสถานพำนักเหล่านั้น แต่ถ้ามนุษย์ได้สร้างความดีงามและช่วยให้ตัวเองรอดพ้นจากไฟนรกได้ เขาก็จะได้พำนักในสวรรค์ หลังจากนั้นผู้ร้องเรียกได้เรียกให้ชาวนรกเงยหน้ามองไปยังด้านบน พวกเขาก็จะเห็นบ้านที่สร้างเตรียมไว้ให้เขาในสวรรค์ และความโปรดปรานต่างๆ มากมายที่ได้ถูกเตรียมเอาไว้ ได้มีคำกล่าวแก่เขาว่า ถ้าหากเจ้าได้เคารพภักดีต่อพระเจ้า เจ้าก็จะได้ครอบครองสถานที่นั้น หลังจากนั้นได้ทำให้เขาสำนึกว่าถ้าเขาตายในสภาพที่เศร้าเสียใจ เขาก็จะได้พำนักอยู่ในนรก ฉะนั้น สถานพำนักของชาวนรกที่ถูกเตรียมไว้ให้ในสวรรค์ จะถูกมอบแก่ผู้กระทำความดีงาม ส่วนสถานพำนักของชาวสวรรค์ ที่ถูกสร้างไว้ในนรกจะถูกมอบแก่ผู้ประกอบกรรมชั่วทั้งหลาย และนี่คือการตีความโองการที่อัลลอฮฺ ตรัสแก่ชาวสวรรค์ทั้งหลายว่า พวกเธอได้รับมรดกตกทอดของพวกเธอแล้ว และพวกเธอจะพำนักในนั้นตลอดไป[3] อัลกุรอานกล่าวว่าพวกเขาจะได้รับมรดกสวนสวรรค์ชั้นฟริเดาส์ และพวกเขาจะพำนักอยู่ในนั้นตลอดกาล และขอสาบานว่า แน่นอนเราได้สร้างมนุษย์มาจากธาตุแท้ของดิน[4]

ด้วยเหตุนี้ สวรรค์และนรกในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ คือสถานที่พำนักถาวรสำหรับมนุษย์ ซึ่งปัจจุบันมีอยุ่แล้วแต่จะสมบูรณ์ด้วยความคิด เนียต และการกระทำของมนุษย์ แต่จะไม่ปรากฏออกมาก่อนตราบจนกว่าจะถึงวันแห่งการฟื้นคืนชีพ ซึ่งไม่มีผู้ใดได้เห็นนอกจากท่านศาสดา (ซ็อล ) ซึ่งท่านได้เห็นขณะขึ้นมิอ์รอจญ์ ดังนั้น

1.สวรรค์ของท่านศาสดาอาดัม (.) และท่านหญิงฮะวา

2. สวรรค์และนรกซึ่งก่อนที่จะตายได้เคยเห็นขณะฝันหรือตื่นก็ตาม หรือเห็นขณะที่กำลังจะจากโลกไป หรือหลังจากตายจากโลกไปแล้วและอยู่ในโลกบัรซัค อันเป็นหลุมฝังศพสำหรับมนุษย์ สวรรค์และนรกในบัรซัคเป็นภาพหนึ่งของสวรรค์และนรกในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ มิใช่สวรรค์และนรกดังกล่าวนั้น

แหล่งอ้างอิง

1. ฮุซัยนฺ เตหะรานี มุฮัมมัด ฮุซัยน์ มะอาดชะนอซีย์

2. มุฮัดดิซ กุมมี เชคอับบาซ มะนาซิลอุครอ หน้า 81-170

3. ชีรระวอนนีย์ อะลี แปลการรู้จักมะอาด ญะอฺฟัรซุบฮานีย์

4. กุรบานนีย์ ซัยนุลอาบิดีน เบะซูเยะญะฮอน อะบะดีย์

5. เราะฮีมพูร ฟุรูฆ อัซซาดาต มะอาดจากมุมมองของท่านอิมามโคมัยนี

6. เฏาะบาเฏาะบาอี มุฮัมมัด ฮุซัยนฺ ชีวิตหลังความตาย

7. เฏาะบาเฏาะบาอี มุฮัมมัด ฮุซัยนฺ วิเคราะห์ปัญหาอิสลาม หน้า 354, 382



[1] ฮุซัยนี เตหะรานี มุฮัมมัด ฮุซัยนฺ มะอาดชะนอซีย์ เล่ม 2 หน้า 157 และ 192

[2] อ้างแล้วเล่มเดิม หน้า 290,320 ตัฟซีรต่างๆ ตอนอธิบายโองการที่ 1 บทอัลอิสรอ

[3]  บิฮารุลอันวาร เล่ม 8 หน้า 125,287 คัดลอกมาจาก เชคอับบาสกุมมี มะนาซิลุลอาคิเราะฮฺ หน้า 129, 130

[4] อัลกุรอาน บทอัลมุอ์มินูน 10-11

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • การสัมผัสสิ่งที่เป็นนะญิสจะทำให้เราเป็นนะญิสด้วยหรือไม่? หากต้องการทำความสะอาดเราจะต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่หรือไม่?
    8302 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/25
    หากสิ่งหนึ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยหนึ่งในสองหรือทั้งสองสิ่งนั้นมีความชื้นในลักษณะที่ถ่ายทอดถึงกันได้สิ่งสะอาดดังกล่าวก็จะเปื้อนนะญิสด้วย[1]สำหรับการทำความสะอาดสิ่งนั้นหลังจากที่ได้กำจัดธาตุนะญิสออกแล้วหากสิ่งที่เป็นนะญิสที่ไม่ใช่ปัสสาวะการล้างด้วยน้ำปริมาตรกุรน้ำปริมาตรก่อลี้ลหรือน้ำไหลผ่านถือว่าเพียงพอแล้ว       อิฮติยาตวาญิบให้บิดหรือสะบัดพรมเสื้อผ้าฯลฯเพื่อให้น้ำที่คงเหลืออยู่ในนั้นใหลออกมาหากต้องการทำความสะอาดสิ่งที่เป็นนะญิสโดยปัสสาวะจะต้องล้างด้วยน้ำก่อลี้ลโดยให้ราดน้ำหนึ่งครั้งโดยให้น้ำไหลผ่านหากไม่หลงเหลือปัสสาวะแล้วให้ราดน้ำอีกหนึ่งครั้งก็จะสะอาดแต่ในกรณีพรมหรือเสื้อผ้าและสิ่งทอประเภทอื่นๆทุกครั้งที่ราดน้ำจะต้องบีบหรือบิดจนน้ำไหลออกมา[2]ไม่ว่ากรณีใดข้างต้นก็ไม่จำเป็นจะต้องทำอาบน้ำยกฮะดัษนอกจากผู้ที่ได้สัมผัสศพก่อนอาบน้ำมัยยิตและหลังจากที่ศพเย็นลงแล้วในกรณีนี้นอกจากเขาจะต้องล้างส่วนๆนั้นของร่างกายที่สัมผัสกับศพแล้วเขาจะต้องทำกุซุลมัสส์มัยยิต(สัมผัสศพ)ด้วยเช่นกัน[3]หากสิ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยที่สองสิ่งดังกล่าวแห้งหรือมีความชื้นต่ำเสียจนไม่ถ่ายทอดถึงกันสิ่งที่สะอาดก็จะไม่เปื้อนนะญิส[4]
  • อะไรคือเหตุผลที่ต้องชำระคุมุสตามทัศนะชีอะฮ์ ต้องนำจ่ายแก่ผู้ใด และเหตุใดพี่น้องซุนหนี่จึงไม่ปฏิบัติ?
    9516 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/28
    1. โองการที่กล่าวถึงศาสนกิจโดยเฉพาะนั้นมีไม่มากเมื่อเทียบกับกุรอานทั้งเล่มเนื่องจากกุรอานจะกล่าวถึงหัวข้อศาสนกิจอย่างกว้างๆเช่นนมาซศีลอด ...ฯลฯและปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านนบี(
  • เมื่อคำนึงถึงการที่สตรีจะต้องมีประจำเดือน จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะถือศีลอดกัฟฟาเราะฮ์ เนื่องจากจะต้องถือศีลอดติดต่อกันเป็นเวลา 31 วัน
    8186 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/05
    ในการถือศีลอดที่มีเงื่อนไขว่าจะต้องถืออย่างติดต่อกัน (เช่นการถือศีลอดกัฟฟาเราะฮ์หรือการถือศีลอดที่มีการบนบานเอาไว้) หากเขาไม่สามาถทำเช่นนี้ได้เนื่องจากป่วยหรือมีรอบเดือนหรือเป็นนิฟาซ (สำหรับสตรี) และผู้ถือศีลอดไม่สามารถถือศีลอดติดต่อกันได้ต่อเมื่อข้อจำกัดเหล่านั้นหมดไป (เช่นการป่วย, การมีรอบเดือนหรือการมีนิฟาซ) หากถือศีลอดต่อทันทีก็จะถือว่าถูกต้องและไม่จำเป็นต้องเริ่มถือศีลอดใหม่แต่อย่างใด[1][1]อิมามโคมัยนี, รูฮุลลอฮ์, ตะฮ์รีรุลวะซีละฮ์, แปล,เล่มที่
  • ฮะดีษที่ระบุว่า ในยุคของอิมามมะฮ์ดี(อ.)จะมีผู้คนบางกลุ่มสูญเสียศรัทธา ส่วนกาฟิรบางกลุ่มรับอิสลามนั้น หมายถึงบุคคลกลุ่มใดบ้าง?
    9260 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/04/02
    ฮะดีษที่คุณอ้างอิงจากหนังสือมีซานุลฮิกมะฮ์นี้ รายงานมาจากหนังสือ“อัลฆ็อยบะฮ์”ของท่านนุอ์มานี ซึ่งต้นฉบับดังกล่าวระบุถึงสถานภาพของเหล่าสาวกในยุคที่อิมามมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นสู้ว่า “รายงานจากอิบรอฮีมเล่าว่า มีผู้รายงานจากอิมามศอดิก(อ.)แก่ฉันว่า เมื่อมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นสู้ กลุ่มผู้ที่เคยคิดว่าตนเองเป็นสหายของท่านจะออกจากภารกิจนี้(การเชื่อฟังอิมาม) ส่วนกลุ่มที่คล้ายผู้บูชาสุริยันและจันทราจะเข้ามาสวามิภักดิ์ต่อท่านแทน”[1] แม้ว่าสายรายงานของฮะดีษนี้จะน่าเชื่อถือ แต่ยังถือว่าเป็นสายรายงานที่“มุรซั้ล”(ขาดตอน) เนื่องจากผู้รายงาน (อิบรอฮีม บิน อับดิลฮะมี้ดซึ่งเป็นสหายของอิมามกาซิม(อ.))นั้น กล่าวว่ารายงานจากบุคคลผู้หนึ่งที่ได้ยินจากอิมามศอดิก(อ.) โดยผู้รายงานมิได้เปิดเผยชื่อของบุคคลดังกล่าว ด้วยเหตุนี้ฮะดีษข้างต้นจึงถือว่าขาดตอนในแง่สายรายงาน ส่วนในแง่เนื้อหานั้น ฮะดีษข้างต้นมีใจความว่า ในยุคที่อิมามมะฮ์ดี(อ.)ปรากฏกายนั้น เหล่าสหายที่คิดว่าตนเองเป็นพรรคพวกของท่านจะบิดพริ้วไม่เชื่อฟังท่าน แต่ในขณะเดียวกันก็มีบุคคลบางกลุ่มที่มิไช่ผู้ศรัทธา(ซึ่งฮะดีษใช้สำนวนว่า “เปรียบดังผู้บูชาสุริยันจันทรา”) กลับเลื่อมใสและเข้าสวามิภักดิ์ต่อท่าน และกลายเป็นสาวกแท้จริงที่ช่วยเหลือภารกิจต่างๆของท่าน กล่าวได้ว่าฮะดีษข้างต้นต้องการจะตำหนิกลุ่มบุคคลที่อ้างว่าศรัทธาและภักดีต่อท่าน แต่แล้วเมื่อประสบกับการทดสอบในภาคปฏิบัติ ก็ไม่อาจจะทนอยู่ภายใต้อำนาจปกครองของท่านได้อีกต่อไป บุคคลเหล่านี้ไม่เพียงแต่ไม่ได้รับอานิสงส์ใดๆจากการปรากฏกายของอิมามมะฮ์ดี(อ.) แต่กลับต้องประสบกับความวิบัติอีกด้วย ซึ่งอาจจะหนักข้อถึงขั้นลุกขึ้นต่อต้านท่านอิมาม ทว่าในทางตรงกันข้าม บุคคลที่เคยมีความศรัทธาบกพร่อง (กาฟิรและมุชริกีนบางกลุ่ม) อาจจะเอือมระอาต่อการอยู่ใต้อาณัติของผู้กดขี่ เมื่อได้เห็นรัฐบาลที่เที่ยงธรรมของอิมามก็อาจจะเข้ารับอิสลามและสวามิภักดิ์ต่อท่านก็เป็นได้ อย่างไรก็ดี อัลลามะฮ์มัจลิซีได้รายงานฮะดีษนี้ตามสายรายงานเดียวกันนี้ ทว่ามีข้อแตกต่างในเนื้อหาเล็กน้อยว่า: “เมื่อมะฮ์ดี(อ.)ลุกขึ้นต่อสู้ บุคคลบางกลุ่มที่เคยคิดว่าตนเองเป็นสาวกของท่านจะออกจากแนวทางของท่าน และแปรสภาพประดุจเหล่าผู้บูชาสุริยันและจันทรา”[2] กล่าวคือผู้ที่มีศรัทธาสั่นคลอนนั้น ...
  • วะฮฺยูคืออะไร ประทานลงมาแก่ศาสดาอย่างไร
    22906 อัล-กุรอาน 2553/10/21
    วะฮฺยู (วิวรณ์) "ในเชิงภาษาความถึง การบ่ชี้อย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ที่เป็นชนิดหนึ่งของคำ หรือเป็นรหัสหรืออาจเป็นเสียงอย่างเดียวปราศจากการผสม หรืออาจเป็นการบ่งชี้และสิ่งที่คล้ายคลึงกัน ความหมายและการนำไปใช้ที่แตกต่างกันของคำนี้ในพระคัมภีร์กุรอาน ทำให้เราได้พบหลายประเด็นที่สำคัญ : อันดับแรก วะฮฺยูไม่ได้เฉพาะพิเศษสำหรับมนุษย์เท่านั้น ทว่าหมายรวมถึงพืช สัตว์ และสิ่งไม่มีชีวิตอื่นด้วย .... (วะฮฺยู เมื่อสัมพันธ์ไปยังสิ่งมีชีวิตก็คือ การชี้นำอาตมันและสัญชาติญาณ หรือเรียกอีกอย่างว่าเป็นการชี้นำในเชิงตักวีนีของพระเจ้า เพื่อชี้นำพวกเขาไปยังเป้าหมายของพวกเขา) แต่ระดับชั้นที่สูงที่สุดของวะฮฺยู เฉพาะเจาะจงสำหรับบรรดาศาสดา และหมู่มวลมิตรของพระองค์เท่านั้น ซึ่งจุดประสงค์ในที่นี้หมายถึง การดลความหมายนบหัวใจของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) หรือการสนทนาของพระเจ้ากับท่านเหล่านั้น บทสรุปก็คือโดยหลักการแล้วการดลอื่นๆ ...
  • เหตุใดนบีและบรรดาอิมามจึงไม่ประพันธ์ตำราฮะดีษเสียเอง?
    6945 ริญาลุลฮะดีซ 2555/01/19
    อัลลอฮ์ลิขิตให้ท่านนบีมิได้เล่าเรียนจากครูบาอาจารย์คนใดจึงไม่อาจจะเขียนหนังสือได้เหตุผลก็ค่อนข้างชัดเจนเนื่องจากอภินิหารของท่านคือคัมภีร์อัลกุรอานและเนื่องจากไม่ไช่เรื่องแปลกหากผู้มีการศึกษาจะเขียนหนังสือสักเล่มอาจจะทำให้เกิดข้อครหาว่าคัมภีร์กุรอานเป็นความคิดของท่านนบีเองหรือครูบาอาจารย์ของท่านส่วนกรณีของบรรดาอิมามนั้นนอกจากท่านอิมามอลี(อ.)และอิมามซัยนุลอาบิดีน(อ.)แล้วอิมามท่านอื่นๆมิได้มีตำราที่ตกทอดถึงเราทั้งนี้ก็เพราะภาระหน้าที่ทางสังคมหรืออยู่ในสถานการณ์ล่อแหลมหรือการที่มีลูกศิษย์คอยบันทึกอยู่แล้ว ...
  • ในกุรอานมีกี่ซูเราะฮ์ที่มีชื่อเหมือนบรรดานบี?
    21671 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/03/04
    ในกุรอานมีหกซูเราะฮ์ที่มีชื่อคล้ายบรรดานบี ได้แก่ ซูเราะฮ์นู้ห์, อิบรอฮีม, ยูนุส, ยูซุฟ, ฮู้ด และ มุฮัมมัด อย่างไรก็ดี จากคำบอกเล่าของฮะดีษบางบททำให้นักอรรถาธิบายกุรอานเชื่อว่า ซูเราะฮ์บางซูเราะฮ์อย่างเช่น ฏอฮา[1], ยาซีน[2], มุดดัษษิร[3], มุซซัมมิ้ล[4] หมายถึงท่านนบีมุฮัมมัด(ซ.ล.) จึงอาจจะจัดได้ว่าซูเราะฮ์ต่างๆข้างต้นถือเป็นซูเราะฮ์ที่มีชื่อเหมือนบรรดานบีได้เช่นเดียวกัน คำถามนี้ไม่มีคำตอบเชิงรายละเอียด [1] มะการิม ชีรอซี,นาศิร,ตัฟซี้รเนมูเนะฮ์,เล่ม ...
  • กฎของการออกนอกศาสนาของบุคคลหนึ่ง, ต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินของผู้ปกครองหรือไม่?
    6945 ปัจจัยที่ทำให้นมาซเป็นโมฆะ 2555/05/17
    มีอยู่ 12 ประการที่ทำให้นมาซบาฏิล (เสีย) ซึ่งเรียกสิ่งเหล่านั้นว่า มุบฏิลลาตของนมาซ 1.สูญเสียหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญระหว่างนมาซ 2.สิ่งที่เป็นสาเหตุทำให้วุฎูอฺ หรือฆุซลฺบาฏิล (เสีย) ได้เล็ดรอดออกมาขณะนมาซ 3. กอดอกขณะนมาซ 4.กล่าวคำว่า “อามีน” หลังจากกล่าวซูเราะฮฺฟาติฮะฮฺจบ 5. ผินหน้าออกจากกิบละฮฺ ขณะนมาซ 6.กล่าวคำพูดบางคำขณะนมาซ 7.หัวเราะโดยมีเสียดังออกมาหรือกระทำสิ่งที่คล้ายคลึงกัน 8.ตั้งใจร้องไห้เพื่อภารกิจทางโลก โดยมีเสียงดังออกมา 9. กระทำบางภารกิจอันเป็นเหตุทำให้สูญเสียสภาพนมาซ 10.กินและดื่ม
  • อิมามซะมาน (อ.) มีความคล้ายเหมือนและมีความต่างอย่างไร กับผู้ถูกสัญญาในศาสนาอื่นทั้งศาสนาที่มาจากฟากฟ้าและมิได้มาจากฟากฟ้า?
    7848 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/11/21
    ศาสนาที่มีชื่อเสียงบนโลกนี้โดยเฉพาะอย่างยิ่งศาสนาแห่งฟากฟ้าหรือศาสนาที่นับถือพระเจ้าจะมีจุดร่วมเดียวกันกล่าวคือจะมีชายคนหนึ่งปรากฏกายออกมาซึ่งบุคคลนั้นจะมีคุณค่ามากมายและรัฐบาลสากลของเขาจะสร้างความยุติธรรมความสงบสุข
  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61310 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61310 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58934 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43352 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41503 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39953 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35161 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29190 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29168 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29027 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26869 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...