การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
35196
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/06/12
 
รหัสในเว็บไซต์ fa851 รหัสสำเนา 14463
คำถามอย่างย่อ
ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
คำถาม
ผลจากการศึกษาค้นคว้าทำให้ผมเชื่อว่า ญินมีอยู่ก่อนการสร้างนบีอาดัม และเคยอ่านพบว่า ทุกกลุ่มชนย่อมมีศาสนทูตของตนเอง แต่ในเมื่อศาสนทูตทุกท่านล้วนเป็นมนุษย์ คำถามคือ จะเป็นไปได้อย่างไรที่กลุ่มญินจะดำเนินชีวิตโดยปราศจากศาสนทูต? ขอความคุ้มครองจากพระองค์หากประโยคดังกล่าวจะนำพาสู่อคติที่ว่าอัลลอฮ์ไม่ทรงเมตตาและไม่ยุติธรรมต่อฝ่ายญิน กรุณาไขข้อข้องใจของผมด้วยครับ.
คำตอบโดยสังเขป

อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญิน รวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้
ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัด แต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:
1.
เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เรา แน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนา ด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้
2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เรา ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อน และการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
3. โองการที่ว่า
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” เนื้อหาโองการนี้ย่อมครอบคลุมยุคก่อนการสร้างนบีอาดัมด้วย.
4. รายงานว่า ชายคนหนึ่งถามอิมามอลีว่าอัลลอฮ์เคยแต่งตั้งศาสนทูตในหมู่ญินหรือไม่?” ท่านตอบว่าแน่นอน ศาสนทูตญินที่ชื่อยูสุฟเคยเรียกร้องเชิญชวนเหล่าญินสู่อัลลอฮ์ แต่แล้วพวกเขาได้รวมหัวกันสังหารเสีย

คำตอบเชิงรายละเอียด

อัลกุรอานได้ยืนยันการมีอยู่ของญิน โดยอธิบายคุณลักษณะบางประการดังนี้:
1.
เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างจากไฟ ต่างจากมนุษย์ที่สร้างจากดิน.[1]
2. มีวิจารณญาณและมีความรู้ความเข้าใจ สามารถแยกแยะผิดถูกได้.[2]
3. มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ.[3]
4. จะต้องเข้าสู่กระบวนตัดสินพิพากษาในปรโลก.[4]
5. ในหมู่ญินมีทั้งผู้ศรัทธาและผู้ตั้งภาคี,ผู้ปฏิเสธ.[5]
6. ญินสามารถเจาะทะลวงชั้นฟ้าเพื่อดักฟังข่าวสาร แต่ถูกสกัดกั้นหลังจากท่านนบีมุฮัมมัดดำรงตำแหน่งศาสนทูต.[6]
7. ญินบางกลุ่มติดต่อกับมนุษย์เพื่อล่อลวง โดยแลกกับข่าวสารเร้นลับที่ตนมี[7]
8. ญินบางตนมีพลังมหาศาล.[8]
9. ญินสามารถทำงานอันเป็นที่ต้องการของมนุษย์ได้[9]
10. พระองค์สร้างญินบนพื้นพิภพก่อนจะสร้างมนุษย์[10]
11.
 ฐานันดรของมนุษย์เหนือกว่าญิน ด้วยเหตุนี้เองที่อัลลอฮ์บัญชาแก่อิบลีสให้ศิโรราบต่อมนุษย์ (อิบลีสคือหนึ่งในผู้ทรงอิทธิพลในหมู่ญิน)[11]
ส่วนข้อซักถามที่ว่าเหล่าญินมีศาสนทูตหรือไม่นั้น ดังที่เกริ่นข้างต้น เราคงต้องจำแนกยุคสมัยของญินออกเป็นสองยุค หนึ่ง ยุคก่อนการสร้างมนุษย์ และสอง ยุคหลังการสร้างมนุษย์.
ในยุคหลังการสร้างมนุษย์นั้น หากพิจารณาโองการกุรอานจะพบว่าญินมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามศาสนทูตที่เป็นมนุษย์ จากจุดนี้ทำให้ญินบางกลุ่มศรัทธาต่อบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ์ แต่บางส่วนก็ปฏิเสธและกลายเป็นกาฟิร[12]
ประเด็นของเราอยู่ที่ยุคก่อนการสร้างมนุษย์ กล่าวคือ ในยุคที่อัลลอฮ์ยังไม่สร้างมนุษย์แต่ทว่าสร้างญินแล้วนั้น พระองค์ทรงแต่งตั้งให้มีผู้สั่งสอนชี้นำเหล่าญินหรือไม่? หากคำตอบคือไช่ คำถามต่อมาก็คือ แล้วศาสนทูตของญินเป็นญินด้วยหรือไม่?
คำตอบคือ สามารถยืนยันได้ว่าก่อนการสร้างนบีอาดัมนั้น ศาสนทูตของญินล้วนเป็นญินด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพราะ:
1.
กุรอานเผยถึงเหตุผลของการสร้างมนุษย์และญินว่าเป็นไปเพื่อการภักดีแน่แท้ข้าได้สร้างญินและมนุษย์เพื่อภักดีต่อข้า[13]มาตรฐานที่แท้จริงของการภักดีต่ออัลลอฮ์ล้วนใช้หน้าที่ทางศาสนาเป็นเครื่องชี้วัด ด้วยเหตุนี้เองที่เราเชื่อว่าเหล่าญินก็มีหน้าที่ทางศาสนาเช่นกัน[14] โดยมีโองการกุรอานยืนยันถึงข้อเท็จจริงดังกล่าว[15]
เมื่อพิจารณาเพิ่มเติมจะพบว่า เป็นไปไม่ได้ที่อัลลอฮ์ผู้เปี่ยมด้วยวิทยปัญญาจะกำหนดหน้าที่ทางศาสนาให้เหล่าญินปฏิบัติโดยไม่ทรงแต่งตั้งผู้ที่จะประกาศหน้าที่ศาสนาในหมู่ญิน สรุปคือญินจะมีหน้าที่ก็ต่อเมื่อมีศาสนทูต และหากไม่มีศาสนทูต เหล่าญินก็ย่อมไม่มีภาระหน้าที่ใดๆต้องรับผิดชอบ.
2. อัลลอฮ์เป็นผู้ทรงธรรมและเปี่ยมด้วยวิทยปัญญา และผู้มีปัญญาย่อมไม่แสดงพฤติกรรมที่น่ารังเกียจอย่างแน่นอน ดังที่ทราบกัน อัลลอฮ์เคยตรัสว่าจะทรงลงโทษญินและมนุษย์ที่ละเลยหน้าที่และข้าจะเติมนรกให้เต็มไปด้วยมนุษย์และญิน(ผู้ประพฤติชั่ว)[16]จะเป็นไปได้อย่างไรที่พระองค์จะทรงลงโทษทั้งๆที่มิได้แต่งตั้งศาสนทูตเพื่อชี้แจงศาสนาให้หมดข้อสงสัยเสียก่อน แน่นอนว่ากรณีดังกล่าวไม่อาจเกิดขึ้นได้ เนื่องจากการลงโทษฐานทำผิดวินัยทั้งที่มิได้แจ้งระเบียบวินัยให้ทราบเสียก่อนนั้น ถือเป็นการกระทำที่น่ารังเกียจ และการกระทำที่น่ารังเกียจจะไม่เกิดขึ้นในวัตรปฏิบัติของผู้มีปัญญาอย่างแน่นอน กลุ่มญินเองก็อยู่ในหลักเกณฑ์เดียวกันนี้ อัลกุรอานกล่าวว่าเราจะไม่ลงโทษ(กลุ่มชนใด)เว้นแต่จะส่งศาสนทูตมาก่อน[17]จึงสรุปได้ว่าญินก็มีศาสนทูตเช่นกัน.
3. โองการที่ว่า:
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?[18]
ตรรกะที่ปรากฏในโองการนี้ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าทั้งก่อนและหลังการสร้างมนุษย์ หรือแม้กระทั่งก่อนและหลังศาสนาอิสลาม เหล่าญินล้วนมีศาสนทูตมาโดยตลอด ทว่าเป็นธรรมดาที่ก่อนการสร้างมนุษย์ ศาสนทูตของญินคือญินด้วยกัน[19] อีกโองการที่ยืนยันถึงประเด็นดังกล่าวก็คือโองการที่ว่า:
"إِنَّا أَرْسَلْناکَ بِالْحَقِّ بَشیراً وَ نَذیراً وَ إِنْ مِنْ أُمَّةٍ إِلاَّ خَلا فیها نَذیرٌ"
แท้จริงเราได้ส่งเจ้ามาโดยธรรม เพื่อให้เป็นผู้แจ้งข่าวดีและเตือนภัย และไม่มีกลุ่มชนใดนอกจากจะเคยมีผู้แจ้งเตือน[20]
4. รายงานว่า มีชายชาวแคว้นชามคนหนึ่งได้ซักถามท่านอิมามอลี()ว่า: อัลลอฮ์ทรงส่งศาสนทูตสู่กลุ่มญินหรือไม่?” ท่านตอบว่าแน่นอน อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งศาสนทูตที่มีนามว่ายูสุฟเพื่อชี้นำกลุ่มญิน ทว่าพวกเขารวมหัวกันสังหารท่าน[21]รายงานนี้บ่งชี้อย่างชัดเจนว่ากลุ่มญินเคยมีศาสนทูตสำหรับพวกตนโดยเฉพาะ
ข้อสรุปจากเนื้อหาทั้งหมดที่นำเสนอมาทั้งหมดก็คือ เหล่าญินมีหน้าที่ทางศาสนาไม่ต่างจากมนุษย์ และเคยมีศาสนทูตในหมู่ของตนเพื่อชี้นำทางศาสนาก่อนการสร้างมนุษย์ ทว่ารายละเอียดปลีกย่อยเกี่ยวกับเรื่องนี้ยังเป็นที่คลุมเครือสำหรับเรา



[1] อัรเราะฮ์มาน, 15.

[2] โองการต่างๆในซูเราะฮ์ อัลญิน.

[3] โองการต่างๆในซูเราะฮ์ อัลญิน และ อัรเราะฮ์มาน.

[4] อัลญิน, 15.

[5] อัลญิน, 11.

[6] อัลญิน, 9.

[7] อัลญิน, 6.

[8] อันนัมลิ, 39.

[9] สะบะอ์, 12,13.

[10] อัลฮิจร์, 27.

[11] อัลกะฮ์ฟิ,50.

[12] อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ค่อนข้างจะชัดเจนในกรณีของท่านนบีมูซา()และท่านนบีมุฮัมมัด(..) ส่วนกรณีศาสนทูตท่านอื่นๆนั้น นักอรรถาธิบายกุรอานมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป.
โองการที่ชัดเจนที่สุดเกี่ยวกับเรื่องนี้คือโองการที่ 29-30 ซูเราะฮ์ อัลอะห์กอฟ:

"وَ إِذْ صَرَفْنا إِلَیْکَ نَفَراً مِنَ الْجِنِّ یَسْتَمِعُونَ الْقُرْآنَ فَلَمَّا حَضَرُوهُ قالُوا أَنْصِتُوا فَلَمَّا قُضِیَ وَلَّوْا إِلى‏ قَوْمِهِمْ مُنْذِرینَ قالُوا یا قَوْمَنا إِنَّا سَمِعْنا کِتاباً أُنْزِلَ مِنْ بَعْدِ مُوسى‏ مُصَدِّقاً لِما بَیْنَ یَدَیْهِ یَهْدی إِلَى الْحَقِّ وَ إِلى‏ طَریقٍ مُسْتَقیمٍ"

จงระลึกถึงเมื่อครั้งที่เราได้นำพาญินกลุ่มหนึ่งเพื่อสดับฟังอัลกุรอาน เมื่อพวกเขามาถึงต่างกล่าวแก่กันและกันว่าจงเงียบ(และตั้งใจฟัง)เถิด หลังจากฟังจนจบ พวกเขากลับสู่กลุ่มชนเพื่อเตือนสำทับโดยกล่าวว่า โอ้กลุ่มชนของเรา เราได้สดับฟังคัมภีร์หนึ่งที่ประทานลงมาหลังจากมูซาซึ่งยืนยันเนื้อหาคัมภีร์เล่มก่อนๆ...” แม้ว่าในโองการนี้จะไม่เอ่ยถึงคัมภีร์อินญีล แต่นั่นก็เป็นเพราะว่าคัมภีร์เตารอตถือเป็นคัมภีร์หลักซึ่งชาวคริสต์เองก็ถือปฏิบัติตั้งแต่อดีตจวบจนปัจจุบัน, ดู: ตัฟซีร เนมูเนะฮ์, เล่ม 21, หน้า 370. ในส่วนของยุคหลังอิสลาม มีเหตุการณ์ยืนยันต่อไปนี้: ท่านร่อซูลได้เดินทางจากมักกะฮ์สู่ตลาดนัดอุกกาซในแคว้นตออิฟเพื่อจะเชิญชวนผู้คนที่จับจ่ายใช้สอยให้สนใจอิสลาม ทว่าไม่มีใครใส่ใจท่าน ครั้นเมื่อท่านประสงค์จะกลับมักกะฮ์ ท่านได้หยุดพักแรมและอัญเชิญกุรอาน  สถานที่ๆเรียกว่า วาดี ญิน กระทั่งมีญินกลุ่มหนึ่งสดับฟังกุรอานและเกิดศรัทธา จึงกลับไปเชิญชวนพรรคพวกให้สนใจอิสลาม ดู: ตัฟซีรเนมูเนะฮ์, เล่ม 25, หน้า100, อธิบายโองการที่ 1,2 ซูเราะฮ์ อัลญิน.
อย่างไรก็ดี นักอรรถาธิบายกุรอานบางท่านเชื่อว่าศาสนทูตของญินคือญินด้วยกันทั้งก่อนและหลังยุคแห่งการสร้างมนุษย์ ทั้งนี้โดยอ้างถึงคำว่าศาสนทูตในหมู่สูเจ้าในโองการที่ว่า
"یا مَعْشَرَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ أَ لَمْ یَأْتِکُمْ رُسُلٌ مِنْکُمْ یَقُصُّونَ عَلَیْکُمْ آیاتی‏ وَ یُنْذِرُونَکُمْ لِقاءَ یَوْمِکُم‏ هذا...."
โอ้เหล่ามนุษย์และญินเอ๋ย ศาสนทูตในหมู่สูเจ้ามิได้มาเพื่อเล่าขานสัญลักษณ์ของข้าและเตือนภัยให้ทราบว่าสูเจ้าจะพบกับวันนี้ดอกหรือ?” แต่ยอมรับว่าท่านนบีมุฮัมมัดเป็นศาสนทูตสำหรับทั้งมนุษย์และญิน ดู: ตัฟซีร รูฮุลบะยาน, เล่ม 3 หน้า 105 และ ตัฟซีร ระฮ์นะมอ, เล่ม 5, หน้า 354. แต่นักอรรถาธิบายกุรอานบางท่านปฏิเสธทัศนะข้างต้นโดยเชื่อว่า โองการในซูเราะฮ์ญินเพียงต้องการจะสื่อให้ทราบว่ากุรอานและอิสลามประทานมาเพื่อชี้นำทุกกลุ่มรวมถึงพวกญินด้วย และว่าท่านรอซู้ลได้รับการแต่งตั้งให้ชี้นำทุกหมู่เหล่า แต่ก็เป็นไปได้ที่ท่านรอซู้ลจะแต่งตั้งตัวแทนจากกลุ่มญินให้ทำหน้าที่เผยแผ่อิสลาม ฉะนั้น วลีที่ว่า มิงกุม(ในหมู่สูเจ้า) ไม่จำเป็นต้องสื่อว่ามนุษย์และญินต่างมีศาสนทูตที่แยกเป็นเอกเทศเสมอไป เนื่องจากเมื่อพิจารณาวลีดังกล่าวเทียบกับวลีที่ว่ากลุ่มหนึ่งจากพวกท่านกลุ่มหนึ่งในที่นี้เป็นไปได้ว่าอาจคัดเลือกจากเผ่าพันธ์ใดเผ่าพันธุ์หนึ่ง หรืออาจจะคัดเลือกจากทุกเผ่าพันธุ์ที่มีก็เป็นได้ ดู: ตัฟซีร เนมูเนะฮ์, เล่ม 5, หน้า 443, กล่าวคือ คำว่ามิงกุมในที่นี้ไม่อาจจะสื่อความหมายกว้างไปกว่าการที่ศาสนทูตได้รับการแต่งตั้งจากภาพรวมของทั้งญินและมนุษย์ โดยต้องการตัดประเด็นที่พระองค์อาจแต่งตั้งศาสนทูตจากทวยเทพมะลาอิกะฮ์ ทั้งนี้ก็เพราะความสะดวกโยธินในการติดต่อสื่อสารกับประชาชาติ แต่การที่จะชี้ชัดลงไปถึงการแต่งตั้งญินเป็นศาสนทูตสำหรับเหล่าญิน และแต่งตั้งมนุษย์เป็นศาสนทูตสำหรับมนุษย์นั้น โองการข้างต้นมิได้ชี้ชัดถึงนัยยะดังกล่าว ดู: ตัฟซีรอัลมีซาน, เล่ม 7, หน้า 540 และ ตัฟซีร มันฮะญุศศอดิกีน, เล่ม 3, หน้า 452.

[13] อัลอิสรออ์, 15.

[14] ดู: บิฮารุลอันวาร, เล่ม 60, หน้า 311.

[15] "أُولئِکَ الَّذِینَ حَقَّ عَلَیْهِمُ الْقَوْلُ فِی أُمَمٍ قَدْ خَلَتْ مِنْ قَبْلِهِمْ مِنَ الْجِنِّ وَ الْإِنْسِ إِنَّهُمْ کانُوا خاسِرِینَ" อัลอะห์กอฟ, 18

[16] สะญะดะฮ์, 13 และ ฮูด, 119.

[17] อัลอิสรออ์, 15.

[18] อัลอันอาม, 130.

[19] ข้อคิดดังกล่าวได้จากนัยยะของคำว่าเหล่าศาสนทูตในหมู่สูเจ้าซึ่งครอบคลุมทุกยุคสมัย ยกเว้นยุคสมัยนบีมูซา() และท่านนบีมุฮัมมัด(..) โดยยุคนี้ญินไม่มีศาสนทูตที่เป็นญินด้วยกัน.

[20] อัลฟาฏิร, 29.

[21] บิฮารุลอันวาร, เล่ม 10, หน้า 76: "ل بعث الله نبیا الی الجنّ فقال نعم بعث الیهم نبیا یقال له یوسف فدعاهم الی الله فقتلوه".

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ฟิรอูนถูกลงโทษต่อพฤติกรรมที่เป็นบททดสอบของอัลลอฮ์ได้อย่างไร?
    11136 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/04/02
    หนึ่งในจารีตของพระองค์ที่ไม่เปลี่ยนแปลงก็คือ “การทดสอบปวงบ่าว” ซึ่งกระทำผ่านเหตุการณ์และปัจจัยต่างๆ บางครั้งพระองค์ใช้ผู้กดขี่เป็นบททดสอบทั้งๆที่ตัวผู้กดขี่เองไม่ทราบว่าตนเองเป็นบททดสอบ กรณีเช่นนี้จึงหาได้ลดทอนความน่ารังเกียจของพฤติกรรมของพวกเขาไม่ และไม่ทำให้สมควรได้รับการลดหย่อนโทษแต่อย่างใด ทั้งนี้ก็เนื่องจากว่าพระองค์ไม่ได้สั่งให้เขาเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น ทว่าพระองค์ทรงตระเตรียมการในลักษณะที่ว่า เมื่อใดก็ตามที่ผู้กดขี่แสดงพฤติกรรมกดขี่ด้วยการตัดสินใจของตนเอง การกดขี่ดังกล่าว (ซึ่งขัดต่อคำสอนของพระองค์) ก็จะกลายเป็นบททดสอบสำหรับผู้อื่น และเนื่องจากการกดขี่ดังกล่าวเกิดขึ้นโดยเจตนาของผู้กดขี่เอง จึงสมควรได้รับบทลงโทษ ...
  • ปรัชญาของการมีทาสในอิสลามคืออะไร? อิสลามมีวิธีการจัดการกับสิ่งเหล่าอย่างไร?
    12956 بیشتر بدانیم 2555/08/22
    ถูกต้องบทบัญญัติเกี่ยวกับ การแต่งงานกับทาส, การเป็นมะฮฺรัมกับทาส, สัญญาซื้อขาย (ข้อตกลงที่จะปล่อยทาสเป็นไท) และ ...ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอาน, การมีทาสได้รับการยืนยันว่ามีจริงในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อลฯ) และต้นยุคอิสลาม แต่จำเป็นต้องกล่าวว่าอิสลามมีโปรแกรมที่ละเอียดอ่อน และมีกำหนดเวลาในการปลดปล่อยทาสให้เป็นไท ซึ่งบั้นปลายสุดท้ายของทั้งหมดเหล่านั้นคือ การได้รับอิสรภาพเป็นไททั้งสิ้น ดังนั้นการเผชิญหน้าของอิสลามกับปัญหาเหล่านี้ จำเป็นต้องกล่าวถึงประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้: 1-อิสลามมิเคยเริ่มต้นปัญหาเรื่องทาส 2-อิสลามถือว่าปัญหาชะตากรรม และความเจ็บปวดใจของทาสในอดีตที่ผ่านมาคือ ปัญหาความล้าหลังอันยิ่งใหญ่ของสังคม 3-อิสลามได้วางโครงการที่ละเอียดอ่อน เพื่อปลดปล่อยทาสให้เป็นไท, เนื่องจากครึ่งหนึ่งของพลเมืองในสมัยก่อนเป็นทาสทั้งสิ้น, พวกเขาไม่มีอิสรเสรีในการประกอบอาชีพการงาน, ไม่มีปัจจัยสำหรับการดำเนินชีวิตต่อไป.ถ้าหากอิสลามได้มีคำสั่งต่อสาธารณชนว่าให้ทั้งหมดปล่อยทาสให้เป็นไท, ซึ่งเป็นไปได้ว่าส่วนใหญ่ของพวกเขาจะต้องสูญเสียชีวิต หรือไม่ชนส่วนใหญ่ก็จะต้องว่างงานไร้อาชีพ หิวโหย ถูกกีดกัน และพวกเขาต้องได้รับแรงกดดันจนกระทั่งเข้าทำร้ายและโจมตีในทุกที่ การประจัญบาน การนองเลือด และการทำลายกฎระเบียบของสังคมก็จะทวีความรุนแรงขึ้น ด้วยเหตุนี้เอง อิสลามได้วางแผนการไว้อย่างละเอียด เพื่อดึงดูดสังคมให้ทาสเหล่านี้ได้รับอิสรภาพ และเป็นไทไปที่ละน้อย ซึ่งแผนการดังกล่าวมีองค์ประกอบหลายประการด้วยกัน ...
  • ถ้าก่อนที่จะเกิดความถูกต้อง (สงบ) ฝ่ายหนึ่งได้อ้างการบีบบังคับ หรือขู่กรรโชก ถือว่าสิ่งนี้มีผลต่อข้อผูกมัดหรือไม่?
    6319 สิทธิและกฎหมาย 2554/06/21
    ในกรณีนี้บุคคลที่กล่าวอ้างว่าข้อผูกมัด (อักด์) ถูกต้องนั้นมาก่อนแต่ต้องกล่าวคำสาบานด้วยส่วนบุคคลที่กล่าวอ้างว่าได้มีการบีบบังคับหรือกรรโชกขู่เข็ญเกิดขึ้นจำเป็นต้องมีพยานยืนยันด้วย ...
  • อิสลามมีทัศนะอย่างไร เกี่ยวกับใบยาสูบ?
    10099 สิ่งเสพติด 2555/07/16
    อิสลามได้ห้ามการบริโภค ดื่ม และการใช้สิ่งต่างๆ ที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกาย และสุขภาพ และถ้าอันตรายยิ่งมีมากเท่าใด การห้ามโดยสาเหตุก็ยิ่งหนักหน่วงและรุนแรงขึ้นไปตามลำดับ, จนถึงระดับของการ ฮะรอม ท่านอิมามโคมัยนี (รฎ.) กล่าวว่า : “การบริโภคสิ่งของที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อมนุษย์ถือว่า ฮะรอม”[1] เป็นที่ประจักษ์ชัดเจนว่า เกณฑ์ของฮะรอม, ขึ้นอยู่กับอันตราย กล่าวคือไม่ว่าอันตรายจะเกิดจากการบริโภค หรือเกิดจากแนวทางอื่นก็ตาม, มิได้มีการระบุไว้ตายตัวแน่นอน. บุหรี่เป็นหนึ่งในสิ่งต่างๆ เหล่านั้น ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของมนุษย์ แต่อันตรายนั้นจะถึงขั้นที่ว่า การสูบบุหรี่เป็นฮะรอมหรือไม่? บรรดาแพทย์ส่วนใหญ่และผู้เชี่ยวชาญเรื่องนี้, ต่างมีความเห็นพร้องต้องกันว่า บุหรี่เป็นอันตรายสำคัญและผลเสียเกิดขึ้นตามมามากมาย หนังสือและตำราต่างๆ จำนวนมากได้กล่าวอธิบายถึงอันตรายและผลเสียต่างๆ ที่เกิดจากการใช้ใบยาสูบ,โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุหรี่,ซึ่งได้กลายเป็นสาขาหนึ่งที่มีการวิเคราะห์วิจัยออกมาอย่างกว้างขวาง[2] ...
  • มีคำอธิบายอย่างไรเกี่ยวกับโองการที่ ซูเราะฮ์เราะอ์ด وَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ أَوْ کُلِّمَ بِهِ الْمَوْتى‏ بَلْ لِلَّهِ الْأَمْرُ جَمیعا
    9265 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    ในประเด็นที่ว่าโองการوَ لَوْ أَنَّ قُرْآناً سُیِّرَتْ بِهِ الْجِبالُ أَوْ قُطِّعَتْ بِهِ الْأَرْضُ... หมายความว่าอย่างไรนั้นนักอรรถาธิบายกุรอานได้นำเสนอไว้สองทัศนะด้วยกัน1. โองการต้องการจะสื่อว่าหากจะมีตำราใดที่จะสามารถเคลื่อนย้ายภูเขาหรือแยกแผ่นดินหรือทำให้ผู้ตายสนทนาได้ตำรานั้นย่อมมิไช่อื่นใดนอกจากกุรอานทั้งนี้ก็เพราะกุรอานประเสริฐเหนือทุกคัมภีร์2. โองการข้างต้นเป็นคำตอบโต้ข้อเรียกร้องของบรรดากาเฟรแห่งมักกะฮ์ที่เรียกร้องให้ท่านนบีแสดงอภินิหารโดยโองการนี้สื่อว่าคนพวกนี้มีนิสัยดื้อรั้นแม้หากกุรอานแสดงอภินิหารเคลื่อนย้ายภูเขาตามที่พวกเขาต้องการหรือแม้จะแยกแผ่นดินและผุดตาน้ำหรือแม้จะชุบชีวิตผู้ตายให้ปฏิญาณถึงความเป็นศาสดาของเจ้า (โอ้มุฮัมมัด)ให้เป็นที่ประจักษ์แก่พวกเขาก็ตามแต่คนเหล่านี้ก็จะยังดื้อแพ่งไม่ศรัทธาอยู่วันยังค่ำ. ...
  • มีการกล่าวถึงรายชื่อบุคคลทั้งห้าในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลหรือไม่?
    6632 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/11
    ดังที่ฮะดีษบางบทกล่าวไว้ว่ารายชื่อของบุคคลทั้งห้าผู้เป็นชาวผ้าคลุม (อ.) อันประกอบด้วยท่านศาสดา (ซ.ล.), อิมามอลี (อ.), ท่านหญิงฟาติมะฮ์ (ซ.), อิมามฮะซัน (อ.), อิมามฮุเซน (อ.) มีการกล่าวถึงในคัมภีร์เตารอตและคัมภีร์อินญีลซึ่งในการถกระหว่างอิมามริฏอ (อ.) กับบาทหลวงคริสต์และแร็บไบยิวได้มีกล่าวถึงประเด็นดังกล่าวด้วย ...
  • หากประสบกับภาวะน้ำแพง จะอาบน้ำยกหะดัสใหญ่อย่างไร?
    8770 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/08
    โดยปกติแล้วการทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ถือเป็นมุสตะฮับแต่จะเป็นวาญิบต่อเมื่อต้องทำนมาซฟัรดูหรืออิบาดะฮ์อื่นๆ[1]แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้เพื่ออาบน้ำยกหะดัสใหญ่นั้นมีราคาสูงเสียจนอาจสร้างปัญหาแก่คุณในแง่ทุนทรัพย์ในกรณีเช่นนี้การหาน้ำและการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ก็ไม่เป็นวาญิบอีกต่อไปและสามารถทำตะยัมมุมแทนได้[2]ควรใช้น้ำสำหรับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เท่าที่ความสามารถของท่านจะอำนวยฉะนั้นการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่กับน้ำนั้นจะเป็นวาญิบเฉพาะกรณีที่เงื่อนไขด้านน้ำเอื้ออำนวยเท่านั้นอนึ่งหากในหนึ่งวันท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้เพียงครั้งเดียวท่านสามารถเลื่อนการนมาซซุฮริ-อัซริออกไปและอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เพื่อให้สามารถทำนมาซซุฮ์ริ, อัซริ, มักริบและอีชาด้วยกับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ครั้งเดียวได้และหากท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้๒ครั้งให้อาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซซุบฮิหนึ่งครั้งและทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซ๔เวลาที่เหลือดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น (โดยเลื่อนการนมาซซุฮริและอัศริออกไปจนใกล้ถึงเวลานมาซมักริบและอิชา)[1]ประมวลปัญหาศาสนาโดยบรรดามัรญะอ์,เล่ม 1,
  • ท่านสุลัยมาน (อ.) หลังจากได้สูญเสียบุตรชายไป จึงได้วอนขออำนาจการปกครอง แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กล่าว่า โอ้ อะลีหลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับความหายนะ?
    11483 ข้อมูลน่ารู้ 2556/08/19
    เหตุการณ์แห่งกัรบะลาอฺ เราได้เห็นท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) คือแบบอย่างของความอดทน และการยืนหยัด ขณะที่ท่านมีความประเสริฐและฐานันดรที่สูงส่ง เมื่อเทียบกับบรรดาศาสดาทั้งหลาย (อ.) หรือแม้แต่ศาสดาที่เป็นเจ้าบทบัญญัติก็ตาม แต่ท่านได้กล่าวขณะท่านอิมามอะลี (อ.) ชะฮาดัตว่า “โอ้ อะลีเอ๋ย หลังจากเจ้าแล้วโลกจะพบกับหายนะ” ถ้าพิจารณาตามอัลกุรอาน โองการที่กล่าวถึงสอนให้รู้ว่า ทั้งคำพูดและความประพฤติของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) เป็นความประเสริฐหนึ่ง ดังนั้น เรามีคำอธิบายอย่างไรกับคำกล่าวอย่างสิ้นหวังของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) กรุณาหักล้างคำพูดดังกล่าวด้วยเหตุผลเชิงสติปัญญา แม้ว่าคำพูดของท่านศาสดาสุลัยมาน (อ.) จะชี้ให้เห็นถึง ฐานะภาพความยิ่งใหญ่ของท่านก็ตาม และความโปรดปรานอันอเนกอนันต์จากอัลลอฮฺ ซึ่งเมือเทียบกับสามัญชนทั่วไปแล้ว ดีกว่ามากยิ่งนัก แต่เมื่อเทียบกับฐานะภาพเฉพาะของท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ไม่อาจเทียบเทียมกันได้ เนื่องจากโองการเหล่านี้ หนึ่ง,แสดงให้เห็นว่าท่านศาสดาสุลัยมาน ในชั่วขณะหนึ่งเกิดความลังเล แต่มิได้ละทิ้งสิ่งที่ดีกว่า และการที่ท่านได้สูญเสียบุตรชายไปนั้น ถือว่าเป็นหนึ่งในชะตากรรม สอง, บุตรชายที่ท่านได้สูญเสียไปนั้นเป็นเด็กที่ไม่สมบูรณ์ และคลอดเร็วเกินกว่ากำหนด ดังนั้น โดยปรกติการสูญเสียบุตรลักษณะนี้ จะไม่เป็นสาเหตุทำให้ผู้เป็นบิดามารดาต้องเสียใจหรือระทมทุกข์อย่างหนัก แต่ท่านอิมามฮุซัยนฺ ...
  • การสัมผัสสิ่งที่เป็นนะญิสจะทำให้เราเป็นนะญิสด้วยหรือไม่? หากต้องการทำความสะอาดเราจะต้องอาบน้ำยกฮะดัษใหญ่หรือไม่?
    8335 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/25
    หากสิ่งหนึ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยหนึ่งในสองหรือทั้งสองสิ่งนั้นมีความชื้นในลักษณะที่ถ่ายทอดถึงกันได้สิ่งสะอาดดังกล่าวก็จะเปื้อนนะญิสด้วย[1]สำหรับการทำความสะอาดสิ่งนั้นหลังจากที่ได้กำจัดธาตุนะญิสออกแล้วหากสิ่งที่เป็นนะญิสที่ไม่ใช่ปัสสาวะการล้างด้วยน้ำปริมาตรกุรน้ำปริมาตรก่อลี้ลหรือน้ำไหลผ่านถือว่าเพียงพอแล้ว       อิฮติยาตวาญิบให้บิดหรือสะบัดพรมเสื้อผ้าฯลฯเพื่อให้น้ำที่คงเหลืออยู่ในนั้นใหลออกมาหากต้องการทำความสะอาดสิ่งที่เป็นนะญิสโดยปัสสาวะจะต้องล้างด้วยน้ำก่อลี้ลโดยให้ราดน้ำหนึ่งครั้งโดยให้น้ำไหลผ่านหากไม่หลงเหลือปัสสาวะแล้วให้ราดน้ำอีกหนึ่งครั้งก็จะสะอาดแต่ในกรณีพรมหรือเสื้อผ้าและสิ่งทอประเภทอื่นๆทุกครั้งที่ราดน้ำจะต้องบีบหรือบิดจนน้ำไหลออกมา[2]ไม่ว่ากรณีใดข้างต้นก็ไม่จำเป็นจะต้องทำอาบน้ำยกฮะดัษนอกจากผู้ที่ได้สัมผัสศพก่อนอาบน้ำมัยยิตและหลังจากที่ศพเย็นลงแล้วในกรณีนี้นอกจากเขาจะต้องล้างส่วนๆนั้นของร่างกายที่สัมผัสกับศพแล้วเขาจะต้องทำกุซุลมัสส์มัยยิต(สัมผัสศพ)ด้วยเช่นกัน[3]หากสิ่งที่สะอาดสัมผัสกับสิ่งที่เปื้อนนะญิสโดยที่สองสิ่งดังกล่าวแห้งหรือมีความชื้นต่ำเสียจนไม่ถ่ายทอดถึงกันสิ่งที่สะอาดก็จะไม่เปื้อนนะญิส[4]
  • มีรายงานจากอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) เกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูบ้างไหม?
    7094 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/12/21
    มีรายงานจำนวนมากมายปรากฏในตำราฮะดีซของฝ่ายชีอะฮฺที่กล่าวเกี่ยวกับผลบุญของการสาปแช่งบรรดาศัตรูของอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ท่านอิมามริฎอ (อ.) ได้กล่าวแก่ชะบีบบิน

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61381 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58977 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43403 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41577 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    40033 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35199 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29298 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29226 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29073 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26908 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...