การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
7114
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/04/07
 
รหัสในเว็บไซต์ fa1274 รหัสสำเนา 23222
หมวดหมู่ ริญาลุลฮะดีซ
คำถามอย่างย่อ
อุมัรได้ทำทานบนหรือลงโทษอบูฮุร็อยเราะฮฺหรือไม่ ในฐานะที่อุปโลกน์ฮะดีซขึ้นมา?
คำถาม
ฉันได้ยินว่าท่านอุมัรได้ลงโทษอบูฮุร็อยเราะฮฺ นักรายงานฮะดีซฝ่ายซุนนียฺ ในฐานะผู้ปลอมแปลงฮะดีซ โดยเฆี่ยนตีเขา เป็นความจริงหรือไม่? และกรณีที่เป็นความจริง กรุณาอ้างถึงแหล่งอ้างอิงด้วย
คำตอบโดยสังเขป

บุคอรียฺ,มุสลิม,ซะฮะบียฺ, อิมามอบูญะอฺฟัร อัสกาฟียฺ, มุตตะกียฺ ฮินดียฺ และคนอื่นๆ กล่าวว่า เคาะลิฟะฮฺที่ 2 ได้ลงโทษเฆี่ยนตีอบูฮุร็อยเราะฮฺอย่างหนักจนสิ้นยุคการปกครองของเขา เนื่องจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้ปลอมแปลงฮะดีซของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) จำนวนมากและกล่าวพาดพิงไปยังเราะซูล (ซ็อล ฯ)

สามารถกล่าวได้ว่า สาเหตุที่อุมัรคิดไม่ดีต่ออบูฮุร็อยเราะฮฺ อาจเป็นเพราะปัจจัยเหล่านี้

หนึ่ง เขาชอบนั่งประชุมเสวนากับ กะอฺบุลอะฮฺบาร ยะฮูดียฺคนหนึ่ง และรายงานฮะดีซจากเขา

สอง เขาได้รายงานฮะดีซโดยไม่มีรากที่มา ซึ่งโดยปกติแล้วจะตรงกับฮะดีซที่อุปโลกน์ขึ้นมา และในความเป็นจริงแล้วก็ไม่มีสิ่งใดนอกจากการอุปโลกน์

สาม รายงานฮะดีซที่ขัดแย้งกับฮะดีซที่เล่าโดยเซาะฮาบะฮฺ

สี่ เซาะฮาบะฮฺ บางคนเช่นอบูบักร์ และอิมามอะลี (อ.) จะขัดแย้งกับเขาเสมอ

คำตอบเชิงรายละเอียด

เกี่ยวกับชีวประวัติของอบูฮุร็อยเราะฮฺก่อนอิสลามไม่มีข้อมูลอยู่ในมือ เว้นเสียแต่สิ่งที่เขาได้เล่าเองว่า ในสมัยเด็กเขาชอบเล่นกับแมวตัวเล็กๆ เป็นเด็กกำพร้า ยากจน และเพื่อหนีความหิวโหยเขาได้ยอมทำงานรับใช้ผู้คน ดีนนูรี ได้กล่าวไว้ในหนังสือ อัลมะอาริฟว่า เขามาจากเผ่าชนนามว่า ดูซ ซึ่งอยู่ในประเทศเยเมน เป็นเด็กกำพร้า ยากจน และได้อพยพหนีความยากจน, เขาได้เดินทางมายังมะดีนะฮฺขณะมีอายุ 30 ปี แต่เนื่องจากความยากจนเขาจึงเข้าไปรวมอยู่ในแถวเดียวกันกับผู้ยากจนคนอื่นๆ ได้รวมตัวกันอยู่[1]

ตัวอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้กล่าวอย่างตรงไปตรงมาถึงความศรัทธาในอิสลาม และท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ของตนเองว่า เพื่อให้ท้องอิ่ม และหนีความยากจน มิใช่สิ่งอื่นใดทั้งสิ้น[2]

อบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าว่า ฉันเที่ยวสรรหาเพื่อต้องการให้ท้องอิ่ม จนกระทั่งว่าเซาะฮาบะฮฺบางคนต้องหลบหน้าฉัน เพราะฉันไปหาเขาทุกวันเพื่อหาอาหารให้ท้องอิ่ม, ญะอฺฟัร อบีฏอลิบเป็นผู้ที่ต้อนรับแขกอย่างยิ่ง ซึ่งฉันคิดว่าเขาเป็นผู้ที่ดีที่สุดหลังจากเราะซูล (ซ็อล ฯ) ในหมู่เซาะฮาบะฮฺทั้งหลาย และได้มีประโยคกล่าวสรรเสริญยกย่องเขา[3]

ษะอาละบียฺ ได้บันทึกไว้ในหนังสือ ษะมารุลกุลูบว่า อบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้ฝากท้องไว้กับมุอาวิยะฮฺ แต่นมาซตามหลังท่านอิมามอะลี ซึ่งตัวเขาได้กล่าวถึงเหตุผลดังกล่าวว่า อาหารของมุอาวิยะฮฺรสชาติเด็ดขาดดึงดูดใจ แต่นมาซหลังอะลีมีความประเสริฐยิ่ง[4]

แต่การที่กล่าวว่า เคาะลิฟะฮฺที่สอง, ได้ลงโทษเขาด้วยการเฆี่ยนตี เนื่องจากเขาปลอมแปลงฮะดีซ หรือเนื่องจากเขารายงานฮะดีซ? จำเป็นต้องกล่าวว่า : ประเด็นดังกล่าวตรงกันที่ว่า อบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้มีโอกาสเห็นเราะซูล (ซ็อล ฯ) เพียง 1 ปี กับ 9 เดือนเท่านั้น แต่เขากับรายงานฮะดีซไว้มากกว่าเซาะฮาบะฮฺคนอื่น[5]

อิบนุ ฮิซัม, ได้กล่าวถึงจำนวนฮะดีซของเขาไว้ว่า “บุกัย บิน มุค็อลลิด ได้รายงานฮะดีซจากอบูฮุร็อยเราะฮฺเพียงคนเดียวถึง 5374 ฮะดีซ และบุคอรีย์ได้รายงานมาจากเขาถึง 446 ฮะดีซ[6]

อบูฮุร็อยเราะฮฺ เนื่องจากบุคอรียได้รายงานจากเขามากมาย โดยรายงานหนึ่งกล่าวว่า : ไม่มีเซาะฮาบะฮฺคนใดของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) จะรายงานฮะดีซได้เท่ากับฉัน ยกเว้นอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร เพราะเขาเป็นคนจดฮะดีซ แต่ฉันไม่ได้จด[7]

จำนวนฮะดีซที่มากมายของอบูฮุร็อยเราะฮฺ ทำให้อุมัรเคาะลิฟะฮฺที่สองถึงกับวิตกกงวนเป็นอย่างยิ่ง จนกระทั่งว่าได้ลงโทษเขาเนื่องจากเหตุผลดังกล่าว และได้กล่าวแก่เขาว่า โอ้ อบาฮุร็อยเราะฮฺเอ๋ย ท่านรายงานฮะดีซไว้มากมาย ฉันเกรงว่าจะเป็นการมุสาต่อเราะซูล หลังจากนั้นได้ขู่เขาว่า ถ้าท่านไม่ยอมละเว้นฮะดีซของท่านเราะซูลบ้าง ฉันจะเนรเทศท่านกลับไปยังบ้านเกิด[8] ด้วยเหตุนี้เอง จะเห็นว่ารายงานจำนวนมากของอบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้เกิดขึ้นหลังจากการเสียชีวิตของท่านอุมัร เนื่องจากหลังจากอุมัรจากไปแล้ว อบูฮุร็อยเราะฮฺ ไม่เกรงกลัวผู้ใดอีกต่อไป[9] เขาได้กล่าวว่า : ฉันจะรายงานฮะดีซแก่พวกท่านทั้งหลาย เนื่องจากถ้าฉันรายงานในสมัยอุมัร เขาจะลงโทษฉัน[10]

ซะฮฺรียฺ ได้รายงานจาก อิบนุซัลมะฮฺว่า ฉันได้ยินอบูฮุร็อยเราะฮฺ พูดว่า : ฉันไม่สามารถพูดได้ว่า ท่านเราะซูลได้กล่าวเช่นนี้ จนกระทั่งว่าอุมัรได้อำลาจากโลกไป แล้วฉันสามารถรายงานฮะดีซเหล่านั้นแก่พวกท่านได้หรือไม่ขณะที่อุมัรยังมีชีวิตอยู่? ขอสาบานว่า ฉันยังกลัวการเฆี่ยนตีของอุมัรที่ฟาดมาบนหลังฉันไม่หาย[11]

อบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้วางรากหลักให้แก่ตัวเองเพื่อที่จะใช้อ้างว่า รายงานเหล่านั้นมาจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) เขากล่าวว่า : “ตราบเท่าที่รายงานฮะดีซยังไม่ได้เปลี่ยนจากฮะลาลมาเป็นฮะรอม หรือเปลี่ยนจากฮะรอมเป็นฮะลาย ถ้าจะพาดพิงไปถึงเราะซูล (ซ็อล ฯ) ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งสิ้น” และนี่คือข้อเตือนสำทับของเขาเกี่ยวกับรายงานฮะดีซ ที่พาดพิงถึงท่านเราะซูล ซึ่งพิจารณาในแง่หนึ่งก็มี กลิ่นไอทางชัรอียฺปะปนอยู่ เนื่องจากเป็นฮะดีซที่ฏ็อบรอนียฺ ได้รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ จากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ว่า “ตราบเท่าที่ฮะลาลยังมิได้กลายเป็นฮะรอม และฮะรอมยังมิได้กลายเป็นฮะลาล และได้ถึงความจริงแล้ว ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใดที่จะพาดพิงสิ่งนั้นมายังฉัน” ทำนองเดียวกันกล่าวว่า รายงานนี้ได้ยินมาจากนบี (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า : “บุคคลใดก็ตามได้รายงานฮะดีซ แล้วอัลลอฮฺทรงพึงพอใจในสิ่งนั้น พึงรู้ไว้ว่าฉันได้พูดสิ่งนั้นไว้ แม้ว่าจะไม่ได้พูดก็ตาม”[12]

ขณะที่เป็นที่แน่ชัดว่า สิ่งที่มาจากเราะซูล (ซ็อล ฯ) ก็คือสิ่งที่กล่าวว่า : “บุคคลใดก็ตามได้รายงานฮะดีซจากนฉัน โดยที่ฉันไม่ได้พูดสิ่งนั้น สถานพำนักของเขาคือไฟนรก”[13]

อุมัร เมื่อเห็นความเลยเถิดของอบูฮุร็อยเราะฮฺ ในการรายงานฮะดีซ, เน้นย้ำว่าฮะดีซเหล่านี้ฉันจะตรวจสอบและลงโทษเขา”[14]

อบูฮุร็อยเราะฮฺ และตัดลีซ

ตัดลีซ หมายถึงการที่ได้พบกับคนๆ หนึ่งและได้เล่าสิ่งหนึ่งจากเขาทั้งที่ไม่ได้ยินจากเขา หรือได้เคยอยู่ร่วมสมัยกันและได้เล่าบางเรื่องจากเขา ทั้งที่เขามิได้เคยกล่าวถึงสิ่งนั้นเลย แต่ขณะเล่าเรื่องได้เน้นย้ำว่า ได้ยินจากเขาหรือเขาเคยพูดเช่นนี้[15] เป็นที่ชัดเจนว่า ตัดลีซ ทุกประเภทล้วนได้รับการประณามทั้งสิ้นและเป็นฮะรอม ซึ่งสิ่งนี้ถือเป็นพี่น้องกับการมุสา[16]

นักฮะดีซวิทยากล่าวว่า ถ้าหากพิสูจน์แล้วว่า บุคคลหนึ่งได้รายงานฮะดีซในลักษณะ ตัดลีซ แม้เพียงฮะดีซ ดังนั้น ไม่สมควรยอมรับรายงานฮะดีซจากเขาอีกต่อไป แม้ว่าเราจะรู้ว่าเขารายงานฮะดีซตัดลีซไว้เพียงฮะดีซเดียวก็ตาม[17]ดีนนูรียฺ และอิบนุกะษีร ได้รายงานจากบุตรชายของ สะอีด ว่า : จงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด และจงอย่ารายงานฮะดีซ ฉันขอสาบานต่ออัลลอฮฺว่า ฉันนั่งอยู่ข้างๆ อบูฮุร็อยเราะฮฺ ซึ่งเขารายงานฮะดีซจากท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) และรายงานจากกะอฺบุล อะฮฺบาร, หลังจากนั้นเขาได้กล่าวแก่บางคนที่อยู่กับเราว่า ฉันได้นำฮะดีซของเราะซูลพาดพิงไปยังกะอฺบุลอะฮฺบาร และนำฮะดีซของกะอฺบุลอะฮฺบาร พาดพิงไปยังเราะซูล”[18]

ผู้เชี่ยวชาญฮะดีซต่างเห็นพร้องต้องกันว่า : อบูฮุร็อยเราะฮฺ, อิบาดะละฮฺ, มุอาวิยะฮฺ, และอนัส ต่างรายงานฮะดีซมาจาก กะอฺบุลอะฮฺบาร ยะฮูดีย์คนหนึ่งทั้งสิ้น ซึ่งกะอฺบุลอะฮฺบาร เขาต้องการหลอกมุสลิมจึงได้แสร้งแสดงว่ายอมรับอิสลามแล้ว แต่ภายในของเขายังเป็นยะฮูดียฺอยู่ และในหมู่พวกเขา อบูฮุร็อยเราะฮฺ ได้รายงานฮะดีซจำนวนมากมายมาจากเขา และเชื่อถือเขามาก[19] ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว เล่ห์เหลี่ยมของกะอฺบุลอะฮฺบารได้ครอบงำอบูฮุร็อยเราะฮฺ จนกระทั่งว่าเขาต้องการนำเอาสิ่งบิดเบือนและจินตนาการต่างๆ สอดแทรกเข้ามาในอิสลาม จากคำพูดต่างๆ ที่กล่าวถึง กะอฺบุนอะฮฺบาร ทำให้รู้ว่า กะอฺบุลอะฮฺบาร มีวิธีการอันเฉพาะของเขา ซะฮะบียฺ ได้เขียนถึงอบูฮุร็อยเราะฮฺ ไว้ในหนังสือ เฏาะบะกอต อัลฮิฟาซว่า : กะอฺบ์ ได้กล่าวถึงอบูฮุร็อยเราะฮฺไว้ว่า ฉันไม่เคยเห็นใครเลย ที่ไม่เคยอ่านคัมภีร์เตารอต แต่จะมีความรู้ยิ่งไปกว่าอบูฮุร็อยเราะฮฺ”[20] จงพิจารณาเถิดว่า คนทรยศได้หลอกลวงอบู่ฮุร็อยเราะฮฺได้อย่างไร, และอบูฮุร็อยเราะฮฺจะเข้าใจได้อย่างไรว่าในคัมภีร์เตารอตเขียนอะไรไว้ ขณะเขาไม่รู้จักคัมภีร์เตารอตแม้แต่นิดเดียว และถ้ารู้จักเขาก็ไม่สามารถอ่านคัมภีร์เตารอตได้ เนื่องจากเตารอตได้บันทึกเป็นภาษา อิบรอนี ซึ่งอบูฮุร็อยเราะฮฺ ไม่เข้าใจภาษา อิบบรู แม้แต่นิดเดียวเนื่องจากไม่รู้และไม่ได้เรียน[21]

บุคอรีย์ รายงานจากอบูฮุร็อยเราะฮฺว่า ชาวคัมภร์ได้อ่านเตารอตเป็นภาษา อิบรียฺ และได้อธิบายเป็นภาษาอาหรับแก่ชาวมุสลิม ถ้าหากฉันรู้ภาษาอิบรี ฉันก็จะเป็นนักตัฟซีรเตารอตด้วยเหมือนกัน[22]

ดีนนูรีย์ กล่าวถึงอบูฮุร็อยเราะฮฺว่า เนื่องจากอบูฮุร็อยเราะฮฺ รายงานฮะดีซไว้ ซึ่งบุคคลร่วมสมัยกับเขาหรือเหล่าเซาะฮาบะฮฺผู้ยิ่งใหญ่ ไม่เคยมีใครรายงานไว้แม้แต่คนเดียว เสมือนว่าเขาเป็นผู้ต้องสงสัย ทั้งหมดปฏิเสธรายงานของเขาและกล่าวว่า เป็นไปได้อย่างไรที่ท่านได้ยินฮะดีซเหล่านี้ทั้งหมดจากนบี (ซ็อล ฯ) ทั้งที่ท่านไม่เคยอยู่กับนบีตามลำพังเลย[23]

ดีนนูรีย์ กล่าวว่า : อาอิชะฮฺได้ปฏิเสธเขาอย่างรุนแรง[24] ซึ่งบุคคลหนึ่งที่กล่าวว่า อบูรฮุร็อยเราะฮฺ โกหกคือ อุมัร อุสมาน อะลี (อ.) และบุคคลอื่น.

อบูรฮุร็อยเราะฮฺ รายงานจากเราะซูล (ซ็อล ฯ) ว่า “การดูดวงไม่ดีในสตรี,สัตว์และบ้าน” ครั้นเมื่อนำฮะดีซบทนี้ไปเล่าให้อาอชะฮฺฟัง นางกล่าวว่า “ขอสาบานต่อผู้ประทานอัลกุรอานแก่อบุลกอซิมว่า, บุคคลใดก็ตามได้พาดพิงฮะดีซบทนี้ไปยังนบี (ซ็อล ฯ) ถือว่าเขาโกหก, ทว่าท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) กล่าวว่า “อาหรับญาฮิลกล่าวว่า ดวงชะตาในสัตว์, สตรและบ้าน”

ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า “อบูฮุร็อยเราะฮฺคือ ผู้โกหกที่สุดในหมู่ประชาชน” อีกที่หนึ่งท่านกล่าวว่า “คนที่โกหกที่สุดแก่เราะซูล (ซ็อล ฯ) คืออบูฮุร็อยเราะฮฺ” กล่าวกันว่าวันหนึ่งอบูฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่า “ฮะดีซซึ่งมิตรของฉันได้กล่าวแก่ฉัน” ทันใดนั้นท่านอิมามอะลี (อ.) ได้กล่าวตัดบทแก่เขาว่า “ท่านศาสดาเคยเป็นเพื่อนกับเจ้าตั้งแต่เมื่อไหร่”?[25]

อบูญะอฺฟัร อัสกาฟียฺ กล่าวว่า : มุอาวิยะฮฺได้สนับสนุนเซาะฮาบะฮฺและตาบิอีนกลุ่มหนึ่ง เพื่อให้พวกเขาปลอมฮะดีซว่าร้ายท่านอิมามอะลี (อ.) ซึ่งเซาะฮาบะฮฺเหล่นั้นได้แก่ อบูฮุร็อยเราะฮฺ, อุมมะริบนิอาซ, มุฆีเราะฮฺ บิบ ชุอฺบะฮฺ ส่วนตาบิอีนได้แก่ อุรวะฮฺ บิน ซุเบร[26]

ตรงนี้ขอแนะนำหนังสือ 2 เล่ม ซึ่งเขียนเกี่ยวกับอบู่ฮุร็อยเราะฮฺ ได้แก่ :

หนึ่ง “อบูฮุร็อยเราะฮฺ” เขียนโดย ซัยยิดชรัฟ ฟุดดีน อามิลี, ซึ่งสามารถเป็นคำตอบสำหรับคำถามข้างต้นได้เป็นอย่างดี ซึ่งสามารถดูได้จากหน้า 136, 160, 186

สอง “เชค อัลมุฎีเราะฮฺ อบูฮุร็อยเราะฮฺ” เขียนโดย มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ มิซรีย์

 


[1] เชคมะฮฺมูด อบูร็อยยา, เชคอัลมุฎีเราะฮฺ อบูฮุร็อยเราะฮฺ, หน้า 103, เชคมะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 195, ซัยยิด ชรัฟฟุดดีน มูซาวี อามิลี, อบูฮุร็อยเราะฮฺ, หน้า 136.

[2] อ้างแล้วเล่มเดิม

[3] ฟัตฮุลบารียฺ, เล่ม 7, หน้า 62

[4] ษะอาละบียฺ, ษะมารุลกุลูบ ฟิล มุฎอฟ วัลมันซูบ, หน้า 76-87

[5] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 200

[6] อัชเชคมะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, เชค อัลมุฎีเราะฮฺ อบูฮุร็อยเราะฮฺ, หน้า 120.

[7] อิบนุ ฮะญัร, ฟัตฮุลบารียฺ, เล่ม 2, หน้า 167 (เขากล่าวว่าเป็นที่ชัดเจนว่า อบูฮุร็อยเราะฮฺ มิได้บันทึกฮะดีษ และมิได้ท่องจำอัลกุรอาน)

[8] เซาะฮียฺ บุคอรียฺ, เล่ม 2, หน้า 171, มุสลิม บิน ฮัจญาจญ์ นีชาบูรียฺ, เซาะฮียฺ มุสลิม, เล่ม 1, หน้า 34, อิบนุอบิล ฮะดีด มุอฺตะซิลียฺ, ชัรฮฺ นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, หน้า 360, ซะฮะบีย์ ซีรอิอ์ลามุลนุบลาอ์, เล่ม 2, หน้า 433, 434, มุฟตีย์ ฮินดี, กันซุลอุมาล, เล่ม 5, หน้า 239, ฮะดีซที่ 4857, อิมามอบูญะอฺฟัร อัสกาฟียฺ, คัดลอกมาจากชัรนะฮฺญุลฮะมีดี, เล่ม 1, หน้า 360

[9] อ้างแล้วเล่มเดิม

[10] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 201.

[11] อ้างแล้วเล่มเดิม

[12] ชาฏ็อบบียฺ, อัลมะวาฟิกอติฟ, เล่ม 2 หน้า 23.

[13] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 202.

[14] ซัยยิด ชรัฟฟุดดีน มูซาวี อามิลี, อบูฮุร็อยเราะฮฺ, หน้า 140.

[15] ชัยค์ อะฮฺมัด ชากิร, ชัรฮฺ อัลฟัยยะตุล ซุยูฏียฺ, หน้า 35.

[16] อ้างแล้วเล่มเดิม

[17] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 202, 203.

[18] อิบนุกะษีร, อัลบิดายะฮฺ วันนิฮายะฮฺ, เล่ 8, หน้า 109. อิบนุกุตัยบะฮฺ ดีนนูรียฺ, ตะอฺวีลมุคตะลิฟฮะดีซ, หน้า 48, 50.

[19] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 207.

[20] ซะฮะบี,เฏาะบะกอต อัลฮิฟาซ, คัดลอกมาจาก มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 207.

[21] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 207.

[22] อ้างแล้วเล่มเดิม

[23] ดีนนูรียฺ, ตะอฺวีลมุคตะลิฟฮะดีซ, หน้า 50.

[24] อ้างแล้วเล่มเดิม, หน้า 48.

[25] มะฮฺมูด อบูร็อยยะฮฺ, อัฎวาอ์ อะลัซซุนนะฮฺ อัลมุฮัมมะดียะฮฺ, หน้า 204.

[26] มุฮัมมัด อับดุ, ชัรฮฺนะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, เล่ม 1, หน้า 358.

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • จงอธิบายเหตุผลที่บ่งบอกว่าดนตรีฮะรอม
    9156 สิทธิและกฎหมาย 2554/10/22
    ดนตรีและเครื่องเล่นดนตรีตามความหมายของ ฟิกฮฺ มีความแตกต่างกัน. คำว่า ฆินา หมายถึง การส่งเสียงร้องจากลำคอออกมาข้างนอก โดยมีการเล่นลูกคอไปตามจังหวะ, ซึ่งทำให้ผู้ฟังเกิดประเทืองอารมณ์และมีความสุข ซึ่งมีความเหมาะสมกับงานประชุมที่ไร้สาระ หรืองานประชุมที่คร่าเวลาให้หมดไปโดยเปล่าประโยชน์ส่วนเสียงดนตรี หมายถึงเสียงที่เกิดจากการเล่นเครื่องตรี หรือการดีดสีตีเป่าต่างๆเมื่อพิจารณาอัลกุรอานบางโองการและรายงานฮะดีซ ประกอบกับคำพูดของนักจิตวิทยาบางคน, กล่าวว่าการที่บางคนนิยมกระทำความผิดอนาจาร, หลงลืมการรำลึกถึงอัลลอฮฺ, ล้วนเป็นผลในทางไม่ดีที่เกิดจากเสียงดนตรีและการขับร้อง ซึ่งเสียงเหล่านี้จะครอบงำประสาทของมนุษย์ ประกอบกับพวกทุนนิยมได้ใช้เสียงดนตรีไปในทางไม่ดี ดังนั้น สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเหตุผลหนึ่งในเชิงปรัชญาที่ทำให้เสียงดนตรีฮะรอมเหตุผลหลักที่ชี้ว่าดนตรีฮะรอม (หรือเสียงดนตรีบางอย่างฮะลาล) คือโองการอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ...
  • “มุอ์มินีน”หมายถึงมุสลิมกลุ่มใด?
    14145 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/28
    มุอ์มินีนคือกลุ่มผู้ศรัทธายอมจำนนต่ออัลลอฮ์และเชื่อฟังศาสนทูตของพระองค์ทุกท่าน  ซึ่งหากพิจารณาจากการที่อีหม่านของคนเรามีระดับที่ไม่เท่ากันรวมถึงการที่กุรอานและฮะดีษถือว่าการเชื่อฟังอะฮ์ลุลบัยต์เป็นสัญลักษณ์ของผู้มีอีหม่านระดับสูงและจากการเปรียบเทียบแนวคิดของมัซฮับต่างๆกับเนื้อหาของอัลกุรอานก็จะได้ผลลัพธ์ว่าผู้เจริญรอยตามอะฮ์ลุลบัยต์เท่านั้นที่เป็นผู้ศรัทธาที่มีระดับอีหม่านสูงเด่นตามทัศนะกุรอาน อย่างไรก็ดีคำว่ามุอ์มินดังที่กล่าวมาข้างต้นย่อมหมายถึงผู้ที่เชื่อมั่นในอะฮ์ลุลบัยต์ทั้งในแง่แนวคิดและภาคปฏิบัติอย่างแท้จริงมิไช่บุคคลที่แอบอ้างอย่างฉาบฉวยอย่างไรก็ดีจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเตือนใจสามประการคือ.หนึ่ง:คำว่า“อิสลาม”กินความหมายกว้างกว่าคำว่า“อีหม่าน” โดยที่ฮะดีษบทต่างๆได้อธิบายคุณลักษณะของมุอ์มินไว้แล้วฉะนั้นแม้ผู้ใดมีคุณสมบัติไม่ครบก็มิได้หมายความว่า “เขามิไช่มุสลิม”สอง:นับตั้งแต่อิสลามยุคแรกเป็นต้นมาทุกมัซฮับต่างก็แสดงความรักและให้เกียรติอะฮ์ลุลบัยต์ด้วยกันทั้งสิ้นผู้รู้ฝ่ายซุนหนี่หลายท่านก็เคยประพันธ์หนังสือมากมายเกี่ยวกับอัตชีวประวัติของอะฮ์ลุลบัยต์  ซึ่งเราจะหยิบยกมานำเสนอในส่วนของรายละเอียดคำตอบ.สาม: ผู้ที่ถือตามมัซฮับอื่นๆล้วนได้รับเกียรติในสายตาของผู้ยึดถือแนวทางอะฮ์ลุลบัยต์และมีการถ้อยทีถ้อยอาศัยกันมาโดยตลอดไม่ว่าจะเรื่องความสัมพันธ์ในครอบครัวการศึกษาความร่วมมือทางการเมืองและสังคมจึงทำให้สามารถพบเห็นผู้รู้ชีอะฮ์บางท่านเคยเล่าเรียนศาสตร์บางแขนงจากผู้รู้ฝ่ายซุนหนี่ขณะเดียวกันในตำราฮะดีษของฝ่ายซุนหนี่ก็มีรายชื่อนักรายงานฮะดีษชีอะฮ์ปรากฏอยู่มากมายอย่างไรก็ดีการเสริมสร้างเอกภาพระหว่างพี่น้องมุสลิมถือเป็นวิธีขับเคลื่อนอิสลามสู่ความก้าวหน้าอีกทั้งยังเป็นปราการแข็งแกร่งที่ป้องกันศัตรูอิสลามจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงเอกภาพมากกว่ารายละเอียดปลีกย่อยอื่นๆ. ...
  • ท่านอับบาสอ่านกลอนปลุกใจว่าอย่างไรขณะกำลังนำน้ำมา
    8736 ชีวประวัตินักปราชญ์ 2554/12/25
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • ท่านอิมามฮุเซน(อ.)มีบุตรสาวชื่อรุก็อยยะฮ์หรือสะกีนะฮ์ไช่หรือไม่ ที่เสียชีวิตที่ดามัสกัสขณะอายุได้สามหรือสี่ขวบ?
    6881 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    แม้ว่านักประวัติศาสตร์จะมิได้กล่าวถึงบุตรสาวตัวน้อยของอิมามฮุเซน(อ.) ที่มีนามว่ารุก็อยยะฮ์หรือฟาฏิมะฮ์ศุฆรอฯลฯแต่ตำราบางเล่มก็สาธยายเรื่องราวอันน่าเวทนาของเด็กหญิงคนนี้ณซากปรักหักพังในแคว้นชามเราพบว่ามีเบาะแสเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวปรากฏในตำราประวัติศาสตร์บางเล่มอาทิเช่นก. เมื่อท่านหญิงซัยนับ(ส.) ได้เห็นศีรษะของอิมามฮุเซน(อ.) ผู้เป็นพี่ชายนางได้รำพึงรำพันบทกวีที่มีเนื้อหาว่า “โอ้พี่จ๋าโปรดคุยกับฟาฏิมะฮ์น้อยสักนิดเถิดเพราะหัวใจนางกำลังจะสูญสลาย”
  • ความรุ่งเรืองและความสมบูรณ์แบบของมนุษย์อยู่ในอะไร
    5866 จริยธรรมปฏิบัติ 2553/10/21
    คำตอบที่ครอบคลุมสำหรับคำถามนี้ขึ้นอยู่กับการตอบคำถาม 2 ข้ออันเป็นพื้นฐานสำคัญ1) ความรุ่งเรืองคืออะไร ความรุ่งเรืองแยกออกจากความสมบูรณ์หรือไม่2) มนุษย์คือสิ่งมีชีวิตแบบไหน? มนุษย์เป็นวัตถุบริสุทธิ์ หรือ ... ?
  • ฉันต้องการฮะดีซสักสองสามบท ที่ห้ามการติดต่อสัมพันธ์กัน ระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาวที่สามารถแต่งงานกันได้?
    6005 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    ความสัมพันธ์ระหว่างนามะฮฺรัม 2 คน, กว้างมากซึ่งแน่นอนว่าบางองค์ประกอบของมันไม่มีปัญหาแต่อย่างใดจากคำถามที่ได้ถามมานั้นยังมีความเคลือบแคลงอยู่แต่จะขอตอบคำถามนี้ในหลายสถานะด้วยกัน
  • รายงานฮะดีซกล่าวว่า:การสร้างความสันติระหว่างบุคคลสองคน ดีกว่านมาซและศีลอด วัตถุประสงค์คืออะไร ?
    6134 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/05/17
    เหมือนกับว่าการแปลฮะดีซบทนี้ มีนักแปลบางคนได้แปลไว้แล้ว ซึ่งท่านได้อ้างถึง, ความอะลุ่มอล่วยนั้นเป็นที่ยอมรับ, เนื่องจากเมื่อพิจารณาใจความภาษาอรับของฮะดีซที่ว่า "صَلَاحُ ذَاتِ الْبَيْنِ أَفْضَلُ مِنْ عَامَّةِ الصَّلَاةِ وَ الصِّيَام‏" เป็นที่ชัดเจนว่า เจตนาคำพูดของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ต้องการกล่าวว่า การสร้างความสันติระหว่างคนสองคน, ดีกว่าการนมาซและการถือศีลอดจำนวนมากมาย[1] แต่วัตถุประสงค์มิได้หมายถึง นมาซหรือศีลอดเป็นเวลาหนึ่งปี หรือนมาซและศีลอดทั้งหมด เนื่องจากคำว่า “อามะตุน” ในหลายที่ได้ถูกใช้ในความหมายว่า จำนวนมาก เช่น ประโยคที่กล่าวว่า : "عَامَّةُ رِدَائِهِ مَطْرُوحٌ بِالْأَرْض‏" หมายถึงเสื้อผ้าส่วนใหญ่ของเขาลากพื้น[2] ...
  • หนังสือดุอามีความน่าเชื่อถือเพียงพอหรือไม่?
    5930 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/09
    มีสามประเด็นที่ควรพิจารณา1. ตำราที่ยกมาทั้งหมดล้วนเป็นที่ไว้วางใจของผู้ประพันธ์ทั้งสิ้นดังจะทราบได้จากอารัมภบทของหนังสือ"มะซ้ารกะบี้ร"และ"บะละดุ้ลอะมีน"อัลลามะฮ์มัจลิซีเองก็ให้การยอมรับตำราเหล่านี้และกล่าวถึงผู้ประพันธ์อย่างให้เกียรติ2. แนวปฏิบัติของบรรดาฟุก่อฮาอ์(ปราชญ์ทางนิติศาสตร์อิสลาม)คือการพิสูจน์ความถูกต้องของสายรายงานฮะดีษเสียก่อน
  • ทำอย่างไรจึงจะฝันเห็นท่านเราะซูล(ซ.ล.)
    11324 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/21
    ในหนังสือมะฟาตีฮุลญินาน(เล่มสมบูรณ์)มีซิเกรและอะมั้ลที่ทำให้สามารถฝันเห็นเอาลิยาอ์ของอัลลอฮ์ได้อย่างไรก็ดีวิธีเหล่านี้ไม่อาจจะเป็นมูลเหตุสมบูรณ์ที่ทำให้สามารถฝันเห็นบุคคลที่เราต้องการเสมอไปกล่าวคือไม่ไช่ว่าทุกคนจะสามารถฝันเห็นท่านศาสดาด้วยอะมั้ลเหล่านี้ได้ทั้งนี้ก็เนื่องจากทักษะดังกล่าวจำเป็นต้องควบคู่กับการหยุดทำบาปและปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับอย่างเคร่งครัดตลอดจนต้องมีจิตใจอันบริสุทธิเพียงพอเสียก่อน. ...
  • การลอกข้อสอบผู้อื่นโดยที่บุคคลดังกล่าวยินยอม จะมีฮุกุมเช่นไร?
    14792 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/19
    ว่ากันว่าบรรดาฟะกีฮ์มีทัศนะเป็นเอกฉันท์ว่าการลอกข้อสอบถือเป็นฮะรอมดังที่หนังสือ “ประมวลคำถามของนักศึกษา” ได้ตั้งคำถามว่าการลอกข้อสอบมีฮุกุมอย่างไร? คำตอบคือทุกมัรญะอ์ให้ความคิดเห็นว่าไม่อนุญาต[1]หนังสือดังกล่าวได้ให้คำตอบต่อข้อคำถามที่ว่ากรณีที่ยินยอมให้ผู้อื่นลอกข้อสอบจะมีฮุก่มเช่นไร? มัรญะอ์ทุกท่านตอบว่า “การยินยอมไม่มีผลต่อฮุกุมแต่อย่างใด”[2] หมายความว่าฮุกุมของการลอกข้อสอบซึ่งถือว่าเป็นฮะรอมนั้นไม่เปลี่ยนเป็นฮะลาลด้วยกับการยินยอมของผู้ถูกลอกแต่อย่างใดเกี่ยวกับประเด็นนี้มีอีกหนึ่งคำถามที่ถามจากมัรญะอ์บางท่านดังต่อไปนี้คำถาม "หากนักเรียนหรือนักศึกษาสอบผ่านด้วยการลอกข้อสอบและได้เลื่อนระดับขั้นที่สูงขึ้นอันทำให้ได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆกรณีเช่นนี้อนุญาตให้รับสิทธิประโยชน์ดังกล่าวได้หรือไม่?”ท่านอายะตุลลอฮ์คอเมเนอี “การลอกข้อสอบถือว่าเป็นฮะรอมแต่กรณีที่บุคคลผู้นั้นมีความชำนาญและความเชี่ยวชาญในหน้าที่การงานที่เขาได้รับการว่าจ้างโดยที่เขาทำตามกฎระเบียบของการว่าจ้างอย่างเคร่งครัดการว่าจ้างและการรับค่าจ้างถือว่าถูกต้อง”ท่านอายาตุลลอฮ์ฟาฏิลลังกะรอนี “ไม่อนุญาตและไม่มีสิทธิรับสิทธิประโยชน์ใดๆที่ได้มาโดยการนี้”ท่านอายาตุลลอฮ์บะฮ์ญัต “จะต้องเรียนชดเชยวิชานั้น”ท่านอายาตุลลอฮ์ตับรีซี “การลอกข้อสอบคือการโกหกภาคปฏิบัตินั่นเองและถือว่าไม่อนุญาตส่วนผู้ที่กระทำเช่นนี้แล้วได้บรรจุเข้าทำงานที่ไม่จำเป็นต้องใช้ทักษะพิเศษก็ถือว่าสามารถทำได้แต่หากเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะที่ตนไม่มีก็ไม่อนุญาตให้รับผิดชอบงานนั้นท่านอายาตุลลอฮ์ศอฟีโฆลพอยฆอนี “การคดโกงไม่ว่าในกรณีใดถือว่าไม่อนุญาต”ท่านอายาตุลลอฮ์มะการิมชีรอซี “ในกรณีที่มีการลอกข้อสอบในหนึ่งหรือสองวิชาแม้ว่าถือเป็นการกระทำที่ผิดแต่การรับวุฒิบัตรและการศึกษาต่อในระดับที่สูงกว่านั้นหรือรับงานด้วยกับวุฒิบัตรดังกล่าวถือว่าอนุญาต”ท่านอายาตุลลอฮ์ซิซตานี “เขาสามารถใช้ได้แม้นว่าการกระทำของเขา (การลอกข้อสอบ) ถือว่าไม่อนุญาต”

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    59530 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    56954 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    41761 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    38526 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    38491 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    33544 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    27596 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    27362 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    27230 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    25292 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...