การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
9658
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2555/05/17
คำถามอย่างย่อ
ความหมายของวิลายะฮฺของฮากิมบนสิ่งต้องห้ามคืออะไร?
คำถาม
ความหมายของวิลายะฮฺของฮากิมบนสิ่งต้องห้ามคืออะไร?
คำตอบโดยสังเขป

คำนิยามที่ชัดเจนและสั้นของกฎนี้คือ ผู้ปกครองบรรดามุสลิม มีสิทธิบังคับในบางเรื่องซึ่งบุคคลนั้นมีหน้าที่จ่ายสิทธิ์ (ในความหมายทั่วไป) แต่เขาได้ขัดขวาง ดังนั้น ผู้ปกครองมีสิทธิ์บังคับให้เขาจ่ายสิทธิที่เขารับผิดชอบอยู่

ในช่วงระยะเวลาที่ไม่ใกล้ไกลนี้ มรดกทางบทบัญญัติได้ให้บทสรุปแก่มนุษย์ในการยอมรับว่า วิลายะฮฺของฮากิมที่มีต่อสิ่งถูกห้าม ในฐานะที่เป็นแก่นหลักของประเด็น (โดยหลักการเป็นที่ยอมรับ) ณ บรรดานักปราชญ์ทั้งหมด โดยไม่ขัดแย้งกัน, แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันก็ตาม

คำตอบเชิงรายละเอียด

วิลายะฮฺ ฮากิม มีรากที่มาเก่าแก่ที่สุด ซึ่งจะเห็นกระทบทางด้านบทบัญญัติได้เป็นอย่างดี, ธรรมชาติของบทบัญญัติอิสลาม และสาส์นอันยิ่งใหญ่ ที่อยู่เคียงข้างเหตุผลอื่นอีกจำนวนมากมาย อันเป็นสาเหตุทำให้ประเด็นดังกล่าวเป็นหลักสำคัญประการหนึ่งในบทบัญญัติที่มีการกล่าวอ้างถึง

ในช่วงระยะเวลาที่ไม่ใกล้ไกลนี้ มรดกทางบทบัญญัติได้ให้บทสรุปแก่มนุษย์ในการยอมรับว่า วิลายะฮฺของฮากิมที่มีต่อสิ่งถูกห้าม ในฐานะที่เป็นแก่นหลักของประเด็น (โดยหลักการเป็นที่ยอมรับ) ณ บรรดานักปราชญ์ทั้งหมด โดยไม่ขัดแย้งกัน, แม้ว่าบางท่านจะกล่าวถึงองค์ประกอบที่แตกต่างกันก็ตาม

คำนิยามที่ชัดเจนและสั้นของกฎนี้คือ ผู้ปกครองบรรดามุสลิม มีสิทธิบังคับในบางเรื่องซึ่งบุคคลนั้นมีหน้าที่จ่ายสิทธิ์ (ในความหมายทั่วไป) แต่เขาได้ขัดขวาง ดังนั้น ผู้ปกครองมีสิทธิ์บังคับให้เขาจ่ายสิทธิที่เขารับผิดชอบอยู่[1]

ฮากิมคือใคร?

ฮากิมทุกคนมีอำนาจนี้อยู่ในมือหรือไม่ ในฐานะที่เป็นมุสลิมและได้ปกครองเหนือบรรดามุสลิมทั้งหลาย, เขาสามารถมีอำนาจนี้ไว้ในครอบครองได้หรือไม่? หรือวัตถุประสงค์คือ บุคคลหนึ่งมีความรู้ความสามารถและเข้าใจบทบัญญัติอิสลาม ทั้งปัญหาด้านการอิบาดะฮฺ และการปฏิบัติในอิสลามเป็นอย่างดี และมีความสันทัดพิเศษบนพื้นฐานปัญหาเหล่านั้น?

ในหนังสือ “กฎเกณฑ์ทางบทบัญญัติ” หลังจากได้ค้นคว้าอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความหมายของ ฮากิม ทั้งในรายงาน และคำพูดของบรรดานักปราชญ์แล้ว ได้เขียนว่า เมื่อพิจารณาประเด็นข้างเคียงในการนำคำว่า ฮากิม ไปใช่ในบทบัญญัติ ทำให้เข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของคำๆ นี้ในที่นี้หมายถึง “ฟะกีฮฺ ญามิอุล ชะรออิฏ” ซึ่งนอกจากจะมีหน้าที่พิพากษาตัดสินแล้ว ยังต้องเป็นทนาย และมีหน้าที่ตรวจสอบในความหมายทั่วไป และยังมีศักยภาพในการจัดการอย่างกว้างขวางอีกด้วย”[2]

เหตุผลด้านรายงาน

ก. เหตุผลทั่วไป (เหตุผลทางภูมิปัญญา) การรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม สถาปนาความยุติธรรม สร้างขวัญและกำลังใจแก่มนุษย์ทุกคน, ดังนั้น สติปัญญาจึงตัดสินว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสถาปนาความยุติธรรมทำนองนี้ อีกด้านหนึ่งสังคมซึ่งมีการปฏิบัติตามกฎหมายและมีหน้าที่ตามกฎหมาย ในฐานะที่ได้รับการยอมรับเป็นรากฐานของความสัมพันธ์ทางสังคมทั้งหมด,ย่อมจะต้องปฏิบัติตามความถูกต้องเหมาะสมกับผู้ที่ประพฤติผิด, เพื่อว่าการละเมิดของพวกเขาจะได้ไม่เกินขอบเขตที่วางไว้ โดยด้านหนึ่งจาก มัรญิอฺผู้มีอำนาจออกกฎหมายจะไม่ทำให้ความสงบเรียบร้อยของสังคมเกิดช่องว่างลง  เพื่อว่าจะเป็นการสนับสนุนให้คนอื่นกระทำความผิดต่อไป และด้วยข้อพิสูจน์ทางกฎหมายที่เรียบง่าย จึงก่อให้เกิดพื้นฐานที่สำคัญของกฎเกณฑ์ที่กำลังกล่าวถึง

ฉะนั้น นักปราชญ์ส่วนใหญ่, เมื่อเวลาอ้างถึงกฎดังกล่าวนี้ไม่จำเป็นต้องยกเหตุผล หรือนำเสนอข้อพิสูจน์ต่างๆ เนื่องจากกฎเกณฑ์ดังกล่าวเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ไม่มีความขัดแย้ง หรือมีความเห็นตรงกันข้ามกันเป็นอย่างอื่นเกี่ยวกับ กฎการปกครองของฮากิมบนสิ่งต้องห้าม ความเร้นลับบนความเข้าใจนี้คือ ความชัดเจนของกฎและมีการสนับสนุนเหตุผลที่ชัดเจนของสติปัญญา หรืออาจเป็นเพราะว่าเหตุผลของ วิลายะตุลฟะกีฮฺ เพียงพอแล้วและไม่จำเป็นต้องอาศัยเหตุผลอื่นมาอธิบายประเด็นดังกล่าวอีก[3]

ข. เหตุผลอันเฉพาะ : กล่าวคือ อัลฮากิม วะลียุลมุมตะนิอฺ มิได้มีกล่าวไว้ในรายงาน, แต่ความรวมโดยทั่วไปมีปรากฏอยู่ในบางรายงาน ซึ่งสามารถค้นได้จากบางรายงาน เช่น

1.รายงานจาก ซัลละมะฮฺ บิน กุฮีล : ซัลละมะฮฺ บิน กุฮีล รายงานว่า ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวกับชะรีฮฺว่า : เกี่ยวกับบุคคลที่ไม่ยอมจ่ายหนี้สินของเจ้าหนี้ ทั้งที่มีความสามารถและมีทรัพย์พอที่จะจ่าย แต่เขากับไม่สนใจ จงพิจารณาและเอาใจใส่ประเด็นนี้ให้ดี สิทธิของประชาชนจะต้องจ่ายคืนแม้ว่าจะต้องขายทรัพย์สินบางชนิดของพวกเขาไปก็ตาม, เนื่องจากฉันได้ยินจากท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ว่า การวางเฉยไม่สนใจของบุคคลที่มีความสามารถ คือการอธรรมอย่างหนึ่งที่มีต่อบรรดามุสลิมที่เป็นเจ้าหนี้”[4]

แม้ว่าบางครั้งการไม่ใส่ใจจะดูว่าเป็นความอ่อนแอบางอย่างก็ตาม แต่เมื่อพิจารณาจากสาระของรายงานแล้ว เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป[5]

2.รายงานจากฮุซัยฟะฮฺ : รายงานจากท่านอิมามซอดิก (อ.) ว่า ในสมัยของท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) ได้ประสบภัยธรรมชาติทำให้สังคมขาดข้าวสาลี, บรรดามุสลิมได้มาหาท่าน และกล่าวว่า : โอ้ ท่านเราะซูลแห่งพระเจ้าตอนนี้สังคมปราศจากข้าวสาลี นอกเสียจากมีที่คนๆ หนึ่งเท่านั้น โปรดสั่งให้เขาขายข้าวสาลีด้วยเถิด ท่านเราะซูลได้กล่าวกับบุรุษผู้นั้นว่า : บรรดามุสลิมได้มารายงานว่าตอนนี้ข้าวสาลีขาดตลาด นอกเสียจากข้าวสาลีจำนวนหนึ่งที่มีอยู่ที่เจ้า, ดังนั้น จงนำออกมาขายในตลาดเถิดแม้ว่าเจ้าจะไม่พอใจเท่าใดนัก แต่ก็จงอย่าเก็บรักษาไว้เลย[6]

อย่างไรก็ตามเนื้อหาสาระของรายงานข้างต้น มิได้ระบุถึงขั้นตอนการขัดขวางแต่อย่างใด เพื่อว่าจะได้นำเอากฎของวิลายะฮฺมาปฏิบัติ กล่าวคือการขายข้าวสาลีโดยตรงโดยท่านเราะซูล (ซ็อล ฯ) แต่ลักษณะที่คล้ายคลึงกันสิ่งที่รายงานได้สาธยายไว้คือ, การขัดขวางไม่ขายอาหารโดยผู้มีอาหารอยู่ในครอบครอง ถือเป็นเรื่องธรรมชาติ ส่วนการร้องเรียนของบรรดามุสลิมต่อท่านศาสดา โดยขอให้ท่านออกคำสั่งให้เขาขายข้าวสาลี ก็ถือว่าอยู่ในเงื่อนไขที่เปิดเผยและสมควรได้รับการปฏิบัติ[7]

3. รายงานจากอบูบะซีร : ท่านอิมามบากิร (อ.) กล่าวว่า : บุคคลใดก็ตามที่หลีกเลี่ยงการจัดหาเสื้อผ้าและของใช้ส่วนตัวของภรรยา, ดังนั้น อิมาม (อ.) มีสิทธิ์ที่จะทำการหย่าร้างเขาทั้งสอง, รายงานดังกล่าวแม้ว่าจะเกี่ยวข้องกับความไร้สามารถในการจ่ายค่าเลี้ยงดู หรือการขัดขวางไม่ยอมจ่ายก็ตาม สิ่งที่ควรปฏิบัติก็คือ การหลีกเลี่ยงการหย่าร้างทั้งสอง[8]

4.การอิจญฺมาอ์ : จากคำพูดของนักปราชญ์ผู้อาวุโสบางท่านเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ดังกล่าวคือ คำกล่าวอ้างด้านอิจญฺมาอ์[9] การอิจญฺมาอ์ดังกล่าวนี้ แม้ว่าจะไม่ได้ออกมาในฐานของกฎก็ตาม แต่อย่างน้อยก็เป็นการสำทับให้เห็นถึงตัวอย่างของคำกล่าวอ้างได้อย่างชัดเจน[10]

เมื่อพิจารณาสิ่งที่กล่าวผ่านมาจะเห็นว่า ทั้งความหมายของกฎและเหตุผลเป็นที่ชัดเจนมากยิ่งขึ้น, แต่ดังที่กล่าวไปแล้วว่ากฎเกณฑ์ดังกล่าวนั้น สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในบทบัญญัติได้อย่างมากมาย ซึ่งแต่ละประเด็นเหล่านั้นได้ถูกนำมาใช้อย่างเป็นเอกเทศและมีการอธิบายรายละเอียดอย่างกว้างขวาง

 


[1]ชะฮีด ตับรีซียฺ, ฟะตาฮฺ, ฮิดายะตุลฏอลิบ อิลา อัสรอร อัลมะกาซิบ, เล่ม 3, หน้า 605, พิมพ์ อิฎลาอาต, ตับรีซ, ปี ฮ.ศ. 1375.

[2] มุฮักกิก ดามอด, ซัยยิดมุสตะฟา, กะวาอิด ฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 213, นัชร์ อุลูมอิสลามมี, เตหะราน, ปี ฮ.ศ. 1406.

[3] เอสฟาฮานนี, มุฮัมมัด ฮุเซน, คำอธิบายหนังสือมะกาซิบ, เล่ม 2, หน้า 399, อันวารุลฮุดา, กุม, พิมพ์ใหม่ ปี ฮ.ศ. 1418.

[4] กุลัยนียฺ, มุฮัมมัด บิน ยะอฺกูบ, อัลกาฟียฺ, เล่ม 7, หน้า 412, ดารุลกุตุบอิสลามียะฮฺ, เตหะราน ปี ฮ.ศ. 1407.

[5] กะวาอิดฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 205.

[6] อัลกาฟียฺ, เล่ม 5, หน้า 164.

[7] เกาะวาอิด ฟิกฮฺ, เล่ม 3, หน้า 206.

[8] ซะดูก,มุฮัมมัด บิน อะลี, มันลายะฮฺเฎาะเราะฮุลฟะกีฮฺ, เล่ม 3, หน้า 441, ตัฟตัรอินเตะชารอต อิสลามมี,กุม ปี ฮ.ศ. 1413

[9] นะญะฟี, มุฮัมมัดฮะซัน, ญะวาเฮรุลกะลาม, เล่ม 22, หน้า 485, ดาร อะฮฺยาอฺ อัตตุรอษ อัลอะเราะบียฺ, เบรูต, บีทอ

[10] มัรฮูม เชค มุฮัมมัดฮะเซน ฆัรวี เอซฟาฮานี เกี่ยวกับประเด็นนี้ท่านกล่าวว่า : วิลายัต ฮากิม เกี่ยวกับประเด็นข้างต้น มีการอิจญ์มาอ์ อย่างมากมาย ซึ่งคำพูดของอัซฮาบถือว่าเป็น แก่นที่ได้รับการยอมรับอย่างเป็นเอกฉันท์ โดยที่ไม่จำเป็นต้องอาศัยข้อพิสูจน์หรือหลักฐานอันใดอีก สามารถนำมาเป็นข้ออ้างอิงได้, ฮาชียะฮฺ กิตาบมะกาซิบ, เล่ม 2, หน้า 399 พิมพ์ใหม่

 

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • เหตุใดศาสนาจึงขัดต่อหลักสติปัญญา?
    7426 เทววิทยาใหม่ 2554/09/04
    สติปัญญาถือเป็นเครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายในส่วนชะรีอัต(ศาสนา)ก็ถือเป็นเครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายนอกทั้งสองมีหน้าที่นำพามนุษย์สู่ความผาสุกและความสมบูรณ์แบบซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่เครื่องพิสูจน์สัจธรรมจากภายในและภายนอกจะขัดแย้งกันเองจากการที่สติปัญญานับเป็นปรากฏการณ์หนึ่งและการที่ทุกปรากฏการณ์มีข้อจำกัดศักยภาพของสติปัญญาก็มิอาจอยู่เหนือกฏเกณฑ์นี้ได้จึงมีศักยภาพประมวลผลในระดับของสรรพสิ่งถูกสร้างเท่านั้นโดยไม่อาจที่จะหยั่งรู้ถึงสถานภาพที่แท้จริงของพระเจ้าได้อย่างถี่ถ้วนเนื่องจากทรงปราศจากข้อจำกัด
  • ในทัศนะอิสลามอนุญาตให้ซัจญฺดะฮฺและแสดงการตะอฺซีมหรือไม่ ?
    7956 การตีความ (ตัฟซีร) 2554/09/25
    ในทัศนะอิสลามบนพื้นฐานคำสอนของแนวทางอะฮฺลุลบัยตฺ (อ.) ถือว่าการซัจญฺดะฮฺคือรูปแบบของการอิบาดะฮฺที่สวยงามและสมบูรณ์ที่สุดสำหรับพระผู้อภิบาลเท่านั้นและไม่อนุญาตกระทำกับบุคคลอื่นส่วนการซัจญฺดะฮฺที่มีต่อศาสดายูซุฟ (อ.), มิได้ถือว่าเป็นการซัจญฺดะฮฺอิบาดี, ทว่าในความเป็นจริงก็คือว่าเป็นการอิบาดะฮฺต่อพระเจ้าด้วยเช่นกันดังที่เราได้หันหน้าไปทางกะอฺบะฮฺเพื่อนมาซและได้ซัจญฺดะฮฺ, ทั้งที่การนมาซและการซัจญฺดะฮฺของเรามิได้กระทำเพื่อวิหารกะอฺบะฮฺแต่อย่างใดทว่าวิหารกะอฺบะฮฺคือสิ่งเดียวอันถือว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺเราจึงอิบาดะฮฺ ...
  • ทั้งที่พจนารถของอิมามบากิรและอิมามศอดิกมีมากมาย เหตุใดจึงไม่มีการรวบรวมไว้ในหนังสือสักชุดหนึ่ง?
    7308 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/07
    หากจะพิจารณาถึงสังคมและยุคสมัยของท่านอิมามบากิร(อ.)และอิมามศอดิก(อ.)ก็จะเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงไม่มีการรวบรวมตำราดังกล่าวขึ้นอย่างไรก็ดีฮะดีษของทั้งสองท่านได้รับการรวบรวมไว้ในบันทึกที่เรียกว่า “อุศู้ลสี่ร้อยฉบับ” จากนั้นก็บันทึกในรูปของ”ตำราทั้งสี่” ต่อมาก็ได้รับการเรียบเรียงเป็นหมวดหมู่ฟิกเกาะฮ์ในหนังสือวะซาอิลุชชีอะฮ์กว่าสามสิบเล่มโดยท่านฮุรอามิลีแต่กระนั้นก็ต้องทราบว่าแม้ว่าฮะดีษของอิมามสองท่านดังกล่าวจะมีมากกว่าท่านอื่นๆก็ตามแต่หนังสือดังกล่าวก็มิได้รวบรวมเฉพาะฮะดีษของท่านทั้งสองแต่ยังรวมถึงฮะดีษของอิมามท่านอื่นๆอีกด้วย ทว่าปัจจุบันมีการเรียบเรียงหนังสือในลักษณะเจาะจงอยู่บ้างอาทิเช่นมุสนัดอิมามบากิร(อ.) และมุสนัดอิมามศอดิก(
  • จุดประสงค์ของประโยคที่อัลกุรอาน กล่าว่า “สตรีคือไร่นาของบุรุษ” หมายถึงอะไร?
    11524 زن 2555/09/08
    ความหมายของประโยคดังกล่าวที่ว่า “สตรีคือไร่นาของบุรุษ” หมายถึงเป็นการอุปมาสตรีเมื่อสัมพันธ์ไปยังสังคมมนุษย์ ประหนึ่งไร่นาของสังคมมนุษย์นั่นเอง ดั่งประที่ประจักษ์ว่าถ้าหากสังคมปราศจากซึ่งไร่นาแล้วไซร้ พืชพันธ์ธัญญาหาร ต่างๆ ก็จะไม่มีและสูญเสียจนหมดสิ้น สังคมจะปราศจากซึ่งอาหาร สำหรับการดำรงชีพ เวลานั้นพงศ์พันธ์ของมนุษย์ก็จะไม่มีหลงเหลือสืบต่อไปอีกเช่นกัน ดังนั้น ถ้าหากโลกนี้ไม่มีสตรี เผ่าพันธุ์มนุษย์ก็ไม่อาจสืบสานสายตระกูลต่อไปอีกได้ เชื้อสายมนุษย์จะสิ้นสุดลงในที่สุด[1] ตามความเป็นจริงแล้ว อัลกุรอาน ต้องการที่จะแสดงให้สังคมได้เห็นว่า การมีอยู่ของสตรีนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสังคม อย่าเข้าใจผิดว่าสตรีคือที่ระบายความใคร่ หรือกามรมย์ของบุรุษแต่เพียงอย่างเดียว ดังที่บางสังคมเข้าใจเช่นนั้น พวกเขาจึงใช้สตรีไปในวิถีทางที่ผิด ฉะนั้น อัลกุรอานต้องการแสดงให้เห็นว่า ความน่ารักของสตรีมิใช่ที่ระบายตัณหาราคะของผู้ชาย ทว่าพวกนางคือสื่อสำหรับปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้ดำรงสืบต่อไป[2] ดังนั้น โองการข้างต้นคือตัวอธิบายให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันลึกซึ้งระหว่างบุรุษและสตรี ดั่งเช่นที่ไร่นาสาโทถ้าปราศจากเมล็ดพันธ์พืช จะไม่มีประโยชน์อันใดอีกต่อไป ในทำนองเดียวกันเมล็ดพันธ์ ถ้าปราศจากไร่นาก็ไม่มีประโยชน์เช่นกัน มีคำพูดกล่าวว่า จากโองการข้างต้นเข้าใจความหมายได้ว่า หน้าที่ของบุรุษคือ ต้องใส่ใจและดูแลภรรยาของตนอย่างดี เพื่อการได้รับประโยชน์ และขณะเดียวกันก็เป็นการสร้างประโยชน์ให้เกิดแก่สังคม
  • กรุณาอธิบายวิธีตะยัมมุมแทนที่วุฎูอฺและฆุซลฺ ว่าต้องทำอย่างไร?
    11395 ตะยัมมุม 2555/05/17
    จะทำตะยัมมุมอย่างไร การตะยัมมุมนั้นมี 4 ประการเป็นวาญิบ: 1.ตั้งเจตนา, 2. ตบฝ่ามือทั้งสองข้างลงบนสิ่งที่ทำตะยัมมุมกับสิ่งนั้นแล้วถูกต้อง, 3. เอาฝ่ามือทั้งสองข้างลูบลงบนหน้าผากตั้งแต่ไรผม เรื่อยลงมาจนถึงคิ้ว และปลายมูก อิฮฺติยาฏวาญิบ, ให้เอาฝ่ามือลูบลงบนคิ้วด้วย, 4. เอาฝ่ามือข้างซ้ายลูบหลังมือข้างขวา, หลังจากนั้นให้เอาฝ่ามือข้างขวาลูบลงหลังมือข้างซ้าย คำวินิจฉัยของมัรญิอฺบางท่าน กล่าวถึงการตะยัมมุมแทนวุฎูอฺ และฆุซลฺ ไว้ดังนี้: หนึ่ง. การตะยัมมุมแทนทีฆุซลฺ, อิฮฺยาฏมุสตะฮับ หลังจากทำเสร็จแล้วให้เอาฝ่ามือทั้งสองข้างตบลงบนฝุ่นอีกครั้ง (ตบครั้งที่สอง) หลังจากนั้นให้เอาฝ่ามือลูบลงที่หลังมือข้างขวาและข้างซ้าย[1] มัรญิอฺ บางท่านแสดงความเห็นว่า สิ่งที่เป็นมุสตะฮับเหล่านี้ สมควรทำในตะยัมมุม ที่แทนที่ วุฎูดฺด้วย
  • เราสามารถทำงานในร้านที่ผลิตหรือขายอาหารที่มีส่วนผสมเป็นเนื้อสุกรได้หรือไม่?
    7224 ข้อมูลน่ารู้ 2557/03/04
    บรรดามัรญะอ์ตักลี้ด (ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์อิสลาม) ต่างก็ไม่อนุญาตให้ทำงานในสถานประกอบการที่จัดจำหน่ายสิ่งฮะรอม (ไม่อนุมัติตามหลักอิสลาม) ฉะนั้น หากหน้าที่ของท่านคือการจัดจำหน่ายเนื้อสุกรเป็นการเฉพาะ งานดังกล่าวจะถือเป็นสิ่งฮะรอม ส่วนกรณีอื่นที่นอกเหนือจากนี้ ถือว่าไม่มีข้อห้ามประการใด อย่างไรก็ดี สามารถสัมผัสอาหารฮะรอมตามที่ระบุในคำถามได้ (โดยไม่บาป) แต่หากสัมผัสขณะที่ร่างกายเปียกชื้น จะต้องชำระล้างนะญิส (มลทินภาวะทางศาสนา) ด้วยน้ำสะอาดตามที่ศาสนากำหนด ...
  • การเล่นนกพิราบในอิสลามมีกฎอย่างไรบ้าง, เพราะเหตุใด?
    8796 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    การกระทำดังกล่าวโดยตัวของมันแล้วไม่มีปัญหาทางชัรอียฺแต่อย่างใดแต่โดยปกติแล้วถ้าเป็นการกลั่นแกล้งคนอื่นหรือเพื่อนบ้านซึ่งในบางพื้นที่ประชาชนจะมองว่าเขาเป็นคนมักง่ายเห็นแก่ตัวดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่าการกระทำเช่นนั้นมีปัญหา, ด้วยเหตุนี้มัรญิอฺตักลีดจึงได้มีทัศนะเกี่ยวกับผลกระทบที่เกิดจากกระทำนั้นไว้ดังนี้:สำนักฯพณฯท่านอายะตุลลอฮฺอัลอุซมาคอเมเนอียฺ (
  • เรื่องอุปโลกน์“เฆาะรอนี้ก”มีที่มาที่ไปอย่างไร?
    7929 การตีความ (ตัฟซีร) 2554/08/03
    เรื่องเล่า“เฆาะรอนี้ก”อุปโลกน์ขึ้นโดยผู้ไม่หวังดีซึ่งหวังจะลดทอนความน่าเชื่อถือของกุรอานและท่านนบี(ซ.ล.)ลง
  • เพราะสาเหตุใดที่ ปรัชญาอันเป็นแบบฉบับของอิสลาม ไม่สามารถยกสถานภาพของตนให้กับ ปรัชญาใหม่แห่งตะวันตกได้ พร้อมกันนั้นปรัชญาอิสลาม ยังคงดำเนินต่อไปตามแบบอย่างของตน?
    9707 کلیات 2557/05/20
    การยอมรับทุกทฤษฎีความรู้นั้นสิ่งจำเป็นคือ ต้องมีพื้นฐานของเหตุผลเป็นหลัก ดังนั้น บนพื้นฐานดังกล่าวนี้ ถ้าหากว่าสมมติฐานต่างๆ ในอดีตบางอย่าง ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า ไม่ถูกต้องหรือเป็นโมฆะนั่นก็มิได้หมายความว่า ทฤษฎีความรู้ทั้งหมดเหล่านั้น จะโมฆะไปด้วย แต่ปรัชญาอิสลามนั้นแตกต่างไปจากทฤษฎีความรู้ดังกล่าวมา ตรงที่ว่าปรัชญาอิสลามมีความเชื่อ ที่วางอยู่บนเหตุผลในเชิงตรรกะ และสติปัญญา ดังนั้น เมื่อถูกปรัชญาตะวันตกเข้าโจมตี นอกจากจะไม่ยอมสิโรราบแล้ว ยังสามารถใช้เหตุผลโต้ตอบปรัชญาตะวันตกได้อย่างองอาจ นักปรัชญาอิสลามส่วนใหญ่มีการศึกษาปรัชญาตะวันตก และนักปรัชญาตะวันตก พร้อมกับมีการหักล้างอย่างจริงจัง ...
  • มีดุอาอฺขจัดความเกลียดคร้านและความเฉื่อยชาบ้างไหม?
    12362 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/05/17
    ภารกิจบางอย่างที่คำสอนศาสนาปฏิเสธไม่ยอมรับคือ ความเกลียดคร้านและความเฉื่อยชา, บรรดาอิมามมะอฺซูม (อ.) กล่าวตำหนิคุณสมบัติทั้งสองนี้ และขอความคุ้มครองจากพระเจ้าให้พ้นไปจากทั้งสอง ดังจะเห็นว่าบทดุอาอฺบางบทจากบรรดาอิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้ เช่น : 1. มุสอิดะฮฺ บุตรของ ซิดเกาะฮฺ กล่าวว่า : ฉันได้วอนขอให้ท่านอิมามซอดิก (อ.) ดุอาอฺต่ออัลลอฮฺเกี่ยวกับภารกิจการงานใหญ่ๆ ท่านอิมาม (อ.) กล่าวว่า ฉันจะสอนดุอาอฺของคุณปู่ของฉันท่านอิมามซัจญาด (อ.) แก่เธอ ซึ่งดุอาอฺของท่านอิมามซัจญาด (อ.) ได้วอนขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺ เพื่อให้พ้นไปจากความความเกลียดคร้าน กล่าวว่า : : "...وَ أَعُوذُ بِكَ مِنَ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61276 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58910 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43336 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41457 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39925 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35135 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29156 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29128 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29004 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26852 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...