การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
8355
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2553/10/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa317 รหัสสำเนา 10187
คำถามอย่างย่อ
ศาสนามีความเหมาะสมกับความเสรีของเราหรือว่าไม่เข้ากัน
คำถาม
ศาสนามีความเหมาะสมกับความเสรีของเราหรือว่าไม่เข้ากัน
คำตอบโดยสังเขป

เสรีภาพในการศาสนานั้นสามารถตรวจสอบได้จาก เสรีภาพทางจิตวิญญาณ และเสรีภาพทางสังคมการเมือง ในมุมมองจิตวิญญาณ, แก่นแท้ของมนุษย์คือ นัฟซ์มุญัรร็อด (หมายถึงสภาพที่เป็น อรูป ไม่ต้องอาศัยร่างกายและวัตถุหรืออาการทางกายภาพ) เพราะเป็นอาณาจักรแห่งความเร้นลับมีแนวโน้มของความคิดเห็นที่มีต่อแหล่งกำเนิดของตน และนั่นเป็นเพราะว่าชีวิตของเราขึ้นอยู่กับร่างกาย ซึ่งมีพันธผูกพันอยู่กับกิจการทางโลก มนุษย์ไม่มีทางหลีกเลี่ยงที่ต้องสร้างความสมบูรณ์แบบของตน โดยการปฏิบัติภารกิจบนโลกนี้ซึ่งโลกนั้นเป็นเพียงเรือกสวนไร่นาสำหรับปรโลก แต่บางคนเนื่องจากใส่ใจต่อความเป็นอิสรเสรี เขาจึงตกหลุมพรางการละเล่นและความสวยงามภายนอกของโลก และสิ่งนี้กลายเป็นสาเหตุสำคัญที่เขาไม่สามารถพัฒนาจิตใจให้สูงส่งได้ และแทนที่จะคิดถึงแก่นแท้ความจริงของภารกิจ หรือของสรรพสิ่งที่มีอยู่ แต่คิดถึงเฉพาะเปลือกนอกเหล่านั้นและคิดว่านั้นเป็นแก่นความจริง เขาจึงหลงลืมแก่นแท้ความจริงโดยสิ้นเชิง มีความเพลิดเพลินต่อโลกหรือหลงโลกนั่นเอง พวกเขาตั้งความหวังกับโลกไว้อย่างสวยหรู และไม่มีข้อจำกัดในการใช้ประโยคทางโลก พวกเขาได้ให้ความอิสระชนิดปราศจากเงื่อนไขแก่ตัวเอง ขณะที่เสรีภาพคือการปลดปล่อยตนเองให้รอดพ้นจากราชประสงค์ของความเป็นสัตว์ โลก และอำนาจฝ่ายต่ำ และนี่คือเสรีภาพที่เป็นความต้องการของศาสนา จากมุมมองของศาสนาไม่ใช่เรื่องแปลกที่บุคคลหนึ่งอาจเป็นมหาจักรพรรดิที่มีอำนาจ แต่เขาขัดเกลาจิตวิญญาณเพื่อความสมบูรณ์แบบ ประหนึ่งผู้ยากจนไร้ซึ่งสมบัติ ขณะที่เขาเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศ

สรุป : สิ่งที่ผู้หลงโลกทั้งหลายกำลังค้นหาคือ อิสรภาพจอมปลอมอันปราศจากเงื่อนไข แต่เสรีภาพที่ศาสนาต้องการคือ เสรีภาพที่แท้จริง ทั้งในมิติทางสังคมก็อยู่ในกรอบความคิดทางศาสนา ตลอดจนการคิดทางการเมืองและสังคมอิสลามก็อยู่ในกรอบเช่นกัน ไม่ใช่ความเสรีชนิดสุดโต่ง และไม่ใช่ทั้งการบีบบังคับให้ยอมจำนนในเงื่อนไขภายนอก และยอมรับการปกครองของทุกรัฐบาลที่อยุติธรรม ซึ่งได้ทำลายเกียรติยศของเขา ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า มีเสรีภาพส่วนบุคคลและของสังคมอยู่ในศาสนาอิสลาม แต่มีความแตกต่างกันระหว่างวิสัยทัศน์ในอิสลามและตะวันตก เสรีภาพทางศาสนาก็เหมือนดังเช่นความเชื่อที่มีพื้นฐานการพัฒนาของทุกสิ่งอยู่ที่พระเจ้า ด้วยเหตุนี้ ทุกภารกิจการงานของมนุษย์จึงควรมาจากพระเจ้า และอยู่ในทิศทางที่แสวงหาความโปรดปรานของพระองค์ ในแง่ของการพัฒนาคุณธรรมและวัฒนธรรม ซึ่งได้เชิญชวนสังคมมนุษย์ความยุติธรรม และละเว้นการฝ่าฝืนและการละเมิดสิทธิของผู้อื่น และอีกด้านหนึ่งได้เชิญชวนให้ศาสนิกไปสู่การศึกษาและการเรียนรู้วิชาการในศาสตร์ต่างๆ เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างถูกต้อง และเหมาะสม

คำตอบเชิงรายละเอียด

จิตวิญญาณของเราเนื่องจากเป็น (นัฟซ์มุญัรร็อด) หมายถึงมีสภาพที่เป็น อรูป ไม่ต้องอาศัยร่างกายและวัตถุหรืออาการทางกายภาพ สำหรับจิตวิญญาณของมนุษย์นั้นไม่มีความยาว ความกว้าง ความลึก คุณภาพ ความร้อน ความเย็น ไม่มีทิศทั้งเบื้องสูงและเบื้องต่ำ ข้างหน้าและข้างหลัง[1] เพราะเป็นอาณาจักรแห่งความเร้นลับมีแนวโน้มของความคิดเห็นที่มีต่อแหล่งกำเนิดของตน

มวลสรรพสิ่งมีชีวิตในจักรวาล บางครั้งเป็นสรรพสิ่งถูกสร้างขึ้นมาโดยมีสรีระและเรือนร่างและกายภาพ หรืออยู่ใน โลกเร้นลับที่เป็นอรูปซึ่งมีอยู่ในอีกลักษณะหนึ่ง (ด้านบนของโลกแห่งกายภาพซึ่งประกอบด้วยระบบที่ค่อยเป็นค่อยไปแล้ว ยังมีอีกโลกหนึ่งซึ่งครอบคลุมทั้งสิ่งมีชีวิตที่นอกเหนือไปจากการเจริญเติบโตที่ละน้อย และนอกเหนือไปจากเวลา) ซึ่งเรียกโลกนั้นว่า "อาลัมอัมร์” ซึ่งสรรพสิ่งในโลกนั้นครอบคลุมเหนือโลกแห่งการสร้างสรรค์[2] ซึ่งทั้งอาลัมอัมร์และการสร้างสรรค์ทั้งหมดมาจากพระเจ้าทั้งสิ้น อัลกุรอานกล่าวว่า : พึงรู้ไว้เถิดว่า การสร้างและกิจการทั้งหลายนั้นเป็นสิทธิของพระองค์เท่านั้น มหาบริสุทธิ์แด่อัลลอฮ์ผู้เป็นพระเจ้าแห่งสากลโลก”[3] อีกด้านหนึ่งจะเห็นว่า จิตวิญญาณของเราต้องอาศัยสรีระและเรือนร่าง เพื่อการพัฒนาและการเจริญเติบโตในเงื่อนไขอันจำกัด

มนุษย์ไม่มีหนอื่นใดอีกแล้วนอกจากต้องผ่านโลกเพื่อก้าวไปสู่ความสมบูรณ์สูงสุดของตน  ต้องผ่านความยากลำบาก ภยันตรายนานัปการและอุปสรรคอีกมากมาย เพื่อฝึกปรือตนให้กล้าแกร่งทั้งด้านคุณธรรมและศีลธรรม (โลกคือสถานเพราะปลูกสำหรับปรโลก.[4]) แต่เนื่องจากความเสรีจึงทำให้มีความหวังต่อโลกเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ลืมการขัดเกลาจิตใจตนเอง และการโบยบินไปสู่อาณาจักรแห่งความจริง โลกได้ตบแต่งและประดับประดาภายนอกของตนอย่างสวยงาม เมื่อมนุษย์ได้พบเห็นต่างคิดว่าโลกเป็นสถานที่อมตะและนิรันดร ท่านอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า : “ผู้ใดมองโลกด้วยตาใจโลกก็จะทำให้เขามองเห็น ส่วนผู้ที่จ้องมองโลกด้วยตาเนื้อ โลกจะทำให้เขาตาบอด”[5]

ชีวิตทางโลก : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงสาธยายถึงชีวิตทางโลกเอาไว้ว่า : แน่นอน การใช้ชีวิตบนโลกนี้เป็นเพียงการละเล่นและความสนุกร่าเริงเท่านั้น”[6] คำว่า ละอิบ คือการกระทำหนึ่งที่ไม่มีที่สิ้นสุดยกเว้นการจินตนาการ ส่วนคำว่า ละฮ์วุน หมายถึง ทุกสิ่งที่ทำให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่กับตนอันเป็นสาเหตุทำให้ลืมคนอื่น ดังนั้น จะเห็นว่าโองการกำลังชี้ให้เห็นความจริงที่ว่า การใช้ชีวิตบนโลกนี้ก็เหมือนกับ จิตวิญญาณมนุษย์ที่ขึ้นอยู่กับร่างกายและผ่านระบบทางร่างกายทำให้จิตวิญญาณมีความสมบูรณ์, โลกจะทำให้มนุษย์หมกมุ่นอยู่กับตนเองจนกระทั่งหลงลืมคนอื่น จุดเริ่มต้นของความหลงลืมคือ ชีวิตทางโลก โลกจะหลอกลวงจิตวิญญาณเพื่อให้รวมกับร่างกาย หลังจากนั้นจะแนะนำให้ท่านตัดขาดความสัมพันธ์กับโลกที่มิใช่กายภาพ และทุกสิ่งที่เป็นความงาม ความสูงส่ง และความสุขร่างเริงซึ่งมีอยู่ในโลกก่อนหน้าโลกแห่งวัตถุ (อาลัมอัมร์) ถูกลืมเลือนไปจนหมดสิ้น ความภาคภูมิใจตำแหน่งแห่งความใกล้ชิด การได้อยู่ร่วมกับผู้สะอาดบริสุทธิ์ บรรยากาศและความคุ้นเคย และความศักดิ์สิทธิ์มิได้อยู่ในความทรงจำของเขาอีกต่อไป ดังนั้น ชีวิตของเขาจึงทุ่มเทให้แก่ความสนุกสนานและการละเล่น ทุกสรรพสิ่งที่พวกเขาหันหน้าไปสู่ จะไม่มีสิ่งใดเกินเลยไปจากการจินตนาการ และความหวังลมๆ แล้งๆ เมื่อเขาได้สัมพันธ์กับสิ่งเหล่านั้นเขาก็จะไม่พบความจริงอันใดทั้งสิ้น[7]

อัลลอฮฺ ตรัสว่า : “และบรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาการงานของพวกเขาเปรียบเสมือนภาพลวงตาในที่ราบโล่งเตียน คนกระหายน้ำคิดว่ามันเป็นแอ่งน้ำ เมื่อเขามาถึงมันเขาจะไม่พบสิ่งใดเลย” [8]

ความเป็นแก่นแท้ของภายนอกและภายใน : มนุษย์คือสรรพสิ่งถูกสร้างประเภทหนึ่งที่มี้เนื้อหนังมังสา มีร่างกายและจิตวิญญาณ ในความคิดของเขาสิ่งนั้นคือ ความจริง  เขาจึงได้ทุ่มเทความสนใจไปในเรื่องที่เป็นรูปธรรม และเรื่องทั่วไปของจิตสำนึก โดยได้ละเลยเรื่องราวด้านในและภารกิจอันเป็นความเร้นลับ (เรื่องจิตด้านใน) บุคคลจุพวกนี้จึงมีความสุขอยู่กับการรับประทานอาหาร การดื่ม การนอนหลับและการดำรงชีวิตไปวันๆ หนึ่งเท่านั้น ดังที่อัลกุรอานกล่าวว่า : “พวกเขารู้แต่เพียงผิวเผินในเรื่องการดำรงชีวิตในโลกนี้ แต่พวกเขาไม่คำนึงถึงการมีชีวิตในปรโลก”[9]

แต่สำหรับบุคคลที่ใส่ถวิลหาข้อเท็จจริง จะเข้าใจในความจริงและแก่แท้ของกิจการต่างๆ เขารู้ดีว่าภายนอกของสรรพสิ่งคือ ตัวแทนของสิงที่อยู่ข้างใน ด้วยเหตุนี้ ภาพภายนอกสำหรับพวกเขาเป็นเพียงเปลือก ส่วนภายในคือแก่นหรือสมองของสิ่งนั้น และเป็นธรรมดาว่าสมองนั้นจะไม่เสียสละตัวเองเพื่อผิวเน่นอน ท่นอิมามอะลี (อ.) กล่าวว่า : แท้จริงหมู่มวลมิตรของอัลลอฮฺคือ บุคคลที่มองดูภายในของโลก ขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่จะมองดูภายนอก (ความสิวิไลซ์และความสวยงาม) พวกเขาหมกมุ่นอยู่กับภารกิจในอนาคตของโลก (ตระเตรียมเสบียงเพื่อรอวันตาย) ขณะที่ประชาชนกำลังสารวนอยู่กับกิจวัตรประจำวันของโลก (ทำมาหากินเพื่อปากท้อง)[10]

ความหวังที่แท้จริงกับจอมปลอม : บรรดาพวกที่ลุ่มหลงโลกต่างคิดว่าการได้รับความสนุกสนานทางโลก และการใช้ประโยชน์จากมันไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด มีอิสระจากทุกเงื่อนไข ขณะที่เขาได้รับฟังคำสั่งราคะจากจิตใจทีฟุ้งซ่าน (ราคะของจิตวิญญาณฟุ้งซ่านของมนุษย์ เป็นลักษณะทางกายภาพของมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องภายในและเรือนร่าง ประกอบกับภารกิจนั้นเกี่ยวข้องกับสรีระวัตถุที่ไม่มีค่าอันใด) ผู้ที่หลงโลกนั้นปรารถนาที่จะดำรงอยู่ในโลกตลอดไป จิตส่วนนี้มักนำพามนุษย์ไปสู่ความเสียหาย ไร้แก่นสารความจริง

ความเสรีภาพในความเป็นจริงคือ การปลดปล่อยตนเองจากบ่วงของโลกและอำนาจฝ่ายต่ำ ซึ่งความเสรีภาพดังกล่าวนี้คือความต้องการของศาสนา จากมุมมองของศาสนามนุษย์อาจจะเป็นพระมหากษัตริย์ของโลกมีอำนาจอยู่ในมือ แต่เป็นทาสของอำนาจฝ่ายต่ำ ฉะนั้น บุคคลเช่นนี้ถือว่าไม่มีอิสระถูกจองจำด้วยอำนาจฝ่ายต่ำ และจะไม่ได้รับประโยชน์จากเสรีภาพเลย ในทางตรงกันข้ามถ้าเป็นคนจนแต่มีความสมบูรณ์ย่อมดีกว่า ดัวยเหตุนี้ ถ้าสุละต่านสามารถควบคุมอำนาจใฝ่ต่ำของตนได้ ไม่เพียงแต่เขาจะไม่ก่อความเสียหาย ทว่าเขายังมีศักยภาพในการสร้างประโยชน์ได้อีกมากมาย ดังนั้น แก่นแท้ของเสรีคือ การควบคุมของสติปัญญาในการไม่ปฏิบัติตามอำนาจฝ่ายต่ำและโมหะ

ในทัศนะของศาสนา ทาส หมายถึงบุคคลที่ตกเป็นทาสของอำนาจฝ่ายต่ำ โมหะ และราคะของตนเองสติปัญญาก็อยู่ภายใต้การควบคุมของสิ่งนั้นด้วย ท่นอิมามอเลี (อ.) กล่าวว่า : ตั้งเท่าไหร่แล้วที่ปัญญาตกเป็นทาสและอารมณ์เป็นเจ้านาย[11] ท่านอิมาม (อ.) กล่าวอีกว่า: เสรีไม่ได้หมายถึงชายคนหนึ่งได้ละทิ้งสิ่งไร้ค่า (โลก) ไปดอกหรือ พึงรู้ไว้เถิดว่า ชีวิตของเจ้าไม่อาจแลกเปลี่ยนกับสิ่งใดได้นอกจากสวรรค์ ดังนั้น จงอย่าขายชีวิตของเจ้ากับสิ่งใด นอกจากสวรรค์[12]

เสรีภาพทางจิตวิญญาณและสังคม : เมื่อมนุษย์ปล่อยวางอำนาจฝ่ายต่ำของตน และพบแก่นแท้ของตนเอง แน่นอน ชีวิตทางสังคม วัฒนธรรม กิจการทางการเมือง และสังคมของเขาก็จะมีความสุขตามไปด้วย ดังที่รายงานจำนวนมากมายได้กล่าวสำทับประเด็นนี้เอาไว้ว่า มนุษย์ต้องเผชิญกับศัตรูภายในและภายนอก 2 ประการ ซึ่งศัตรูเหล่านั้นต้องการให้เขาถูกจับเป็นเชลย แต่ถ้าเขาเอาชนะศัตรูทั้งภายในและภายนอกได้เขาก็จะได้พบกับความเสรีภาพแต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันกลุ่มสำนักคิด เช่น ซูฟี ได้พยายามต่อสู้กับศัตรูภายใน ปลดปล่อยตนเองจากอำนาจฝ่ายต่ำและคุณธรรมของซาตาน, แต่ไม่ได้ใส่ใจต่อเสรีภาพภายนอก และไม่ได้ปลดปล่อยตนจากเทพพระเจ้าทั้งหลาย (ในทางตรงกันข้ามมีบางกลุ่มต่อสู้เพื่อเสรีภาพภาพทางสังคม ไม่คิดว่าข้อจำกัดจะเป็นสาเหตุของความทุกข์ยากของมนุษย์ แต่อย่างใด

แต่บางกลุ่มเชื่อว่า การที่มนุษย์จะพบกับความสมบูรณ์และเสรีภาพที่แท้จริงได้ เขาต้องการเสรีภาพทั้งสองประเภทนั้น ซึ่งเสรีภาพทั้งสองมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน เสรีภาพทางสังคมจะไม่เกิดขึ้นถ้าปราศจากอิสรภาพทางจิตวิญญาณ และนี่เป็นความเจ็บปวดของสังคม มนุษย์ต้องการที่จะสร้างให้เสรีภาพทางสังคมเกิดขึ้น แต่เขาไม่ได้มองหาเสรีภาพทางจิตวิญญาณ ทุกวันนี้มนุษย์ต้องการสร้างสังคมในอุดมคติ และปลดปล่อยตนเองจากความสับสนวุ่นวายของปัญหาส่วนตัวและสังคม จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการมีอิสระและเสรีภาพชนิดสุดโต่งด้านใดด้านใหม่ ต้องหาแนวทางที่สร้างดุลภาพทางสังคม หลีกเลี่ยงความเสรีโดยศึกษาทั้งสองกรณี[13] ดังนั้น จะเห็นว่าในศาสนาอิสลามมีเสรีภาพทั้งส่วนตัวและสังคมอยู่ แต่มีความแตกต่างกันระหว่างแนวคิดของอิสลามกับตะวันตก[14]

ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับโลก : บรรดาศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายได้มาเพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองสำหรับโลก เพียงแต่ว่าท่านเหล่านั้นได้มองโลกด้วยสายตาแห่งปรโลก โลกเสมือนเป็นสถานที่เพราะปลูกสำหรับปรโลก การกระทำทุกอย่างบนโลกนี้, ทั้งคำพูดและความประพฤติล้วนมีความหมายต่อปรโลกทั้งสิ้น ท่านเหล่านั้นได้สร้างโลกในลักษณะนี้แก่พวกเรา พวกเขาได้บนโลกนี้เพื่อสั่งสอนประชาชาติว่า วันนี้ควรจะดำรงชีวิตอย่างไรเพื่อความสุขของวันพรุ่งนี้ ดังนั้น คำสั่งสอนของศาสดาก็เพื่อชีวิตในวันนี้ สำหรับชีวิตของโลก เพื่อเราจะได้รับความเจริญรุ่งเรืองอันนิรันดรสำหรับชีวิตในปรโลก

ศาสนาและการพัฒนา : ศาสนาและการพัฒนาในแนวคิดและประเภทต่างๆ เช่น นโยบายพัฒนาทางเศรษฐกิจ, การเมือง, สังคม และวัฒนธรรม และไม่ได้ปล่อยปละละเลยสิ่งนั้น เพราะศาสนาได้ประกาศสั่งสอนครอบคลุมมนุษย์ทั้งโลก และถือว่ามนุษย์ทั้งหมดคือผู้ช่วยเหลือศาสนา ดังนั้น ในเรื่องการพัฒนาจำเป็นต้องมีนโยบายครอบคลุมทั่วถึงทั้งหมด ฉะนั้น การรู้จักศาสนาจึงถือเป็นพื้นฐานสำคัญ แม้ว่าการรู้จักศาสนานั้นจะเป็นเรื้องยุ่งยากก็ตาม เนื่องจากศาสนามีรากฐานสำคัญ 3 ประการ ประการหนึ่งอยู่ภายในของมนุษย์ ส่วนอีกสองประการขึ้นอยู่กับชีวิตภายนอกของเขา สองพื้นฐานสำคัญภายนอกได้แก่อัลกุรอานและอิตรัต (ลูกหลานนบี)  ส่วนฐานภายในได้แก่ศาสนา สติปัญญา และธรรมชาติ ซึ่งถือเป็นเหตุผลตามชัรอีย์ หมายถึง สิ่งที่สติปัญญาได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ถือเป็นเหตุผลทางชัรอีย์ ด้วยเหตุนี้ ศาสนาจึงประกอบด้วยปัญญาและการอ้างอิง (กุรอานและฮะดีซ)

การพัฒนาความถูกต้องในวิสัยของความเชื่อ ศีลธรรม และวัฒนธรรม : เนื่องจากพื้นฐานของทุกภารกิจคือ พระ เจ้า พระองค์คือผู้ทรงสร้างทุกอย่าง ทรงประทาน กำไรหรือขาดทุนล้วนเป็นของพระองค์ พระองค์ทรงสร้างโลก อนาคตและการชุมนุมของมนุษย์เพื่อการปฏิสัมพันธ์กับพระเจ้า ดังนั้น ทุกภารกิจของมนุษย์ทั้งในแง่เศรษฐกิจวัฒนธรรม และการศึกษา ...จำเป็นต้องมาจากคำสั่งของพระเจ้า และอยู่ในความพึงพอพระทัยของพระองค์ ศาสนาได้เชิญชวนมนุษย์ให้มีคุณธรรม ศีลธรรม และมีวัฒนธรรม และขยายความยุติธรรมทางสังคมให้กว้างออกไป อย่างฉ้อฉลและละเมิดสิทธิของผู้อื่น อีกด้านหนึ่งได้ส่งเสริมสนับสนุนให้มนุษย์ได้เรียนรู้วิชาการ และการใช้ประโยชน์ที่เหมาะสมจากความรู้ ในลักษณะที่ว่าไม่มีคุณธรรมหรือประโยชน์จากความรู้ใด เว้นเสียแต่ว่าศาสนาได้สั่งสอนและเชิญชวนไปสู่การปฏิบัติทั้งเป็นข้อบังคับ และการสมัครใจ[15]

เสรีภาพทางการเมืองและการพัฒนาสังคม : ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาสากลแห่งโลกกล่าวว่า สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับศาสนา และไม่ได้ต่อสู้กับศาสนาสามารถมีชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข พระ เจ้าไม่ได้ห้ามว่าคุณ อัลกุรอานกล่าวว่า “อัลลอฮฺ มิได้ทรงห้ามสูเจ้าไม่ให้ทำดีหรือให้ความยุติธรรม แก่บรรดาผู้ที่ไม่ได้ต่อต้านสูเจ้าในการเผยแพร่ศาสนา และมิได้ขับไล่สูเจ้าออกจากบ้านเรือนของสูเจ้า เนื่องจาก อัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม”[16]

ประเภทของการพัฒนา : การพัฒนาแบ่งออกเป็น 2 ประเภท กล่าวคือ การพัฒนาที่ได้รับคำชมกับการประณาม การพัฒนาที่ได้รับการตำหนิประณาม เช่น การฟุ่มเฟือย การจัดสวัสดิการ และการควบคุมดูแล เนื่องจากอัลกุรอานถือว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนได้รับการตำหนิติฉินทั้งสิ้น มีการลงโทษ และผู้ที่เพียงแต่คิดพัฒนาส่วนบุคคล อัลกุรอานกล่าวว่า : ชนกลุ่มหนึ่งคิดเห็นแก่ตัว"[17] "บรรดาผู้ปฏิเสธนั้นพวกเขาจะหลงระเริงและกินเยี่ยงปศุสัตว์กิน"[18] และบรรดาผู้ที่คิดเห็นแก่ตัวก็ได้รับการตำหนิเอาไว้เช่นกัน[19] บรรดาผู้ทีมีความโลภและตระหนี่ถี่เหนียวอย่างรุนแรงก็ได้รับการตำหนิไว้[20] และบุคคลที่มีภูมิคุ้มกันให้รอดพ้นจากความโลภเห็นแก่ตัวเขาคือผู้ประสบความสำเร็จ[21] ดังนั้น การพัฒนาเพื่อความเจริญรุ่งเรืองและสุขสบายในชีวิตการเป็นอยู่โดยลืมสัญชาติญาณความเป็นมนุษย์ ย่อมได้รับการตำหนิ แต่การพัฒนาที่ได้รับการสรรเสริญสิ่งที่เขาผลิตมีความพยายามเต็มรูปแบบ และประสบความสำเร็จ ในการใช้จ่ายของเขามีความพอเพียง มีความรู้สึกสะดวกสบาย ฉะนั้น จากมุมมองนี้หากมนุษย์ได้อุตสาหพยายาม เพื่อขจัดความต้องการของมนุษย์และของสังคม ความพยายามเช่นนี้เป็นที่ยอมรับและได้รับความชื่นชม ขณะที่การพัฒนาที่ได้รับการตำหนิคือการพัฒนาเพื่อการเพิ่มความมั่งคั่ง และความภาคภูมิใจ แน่นอนการพัฒนาเช่นนี้ย่อมได้รับการตำหนิ[22]



[1] Hassan Hassanzadeh Amoli, นุซูซุลฮิกัม อะลีกุซูซิลฮิกัม, มัรกัซ นัชร์ฟัรอังระญา,หน้า. 180

[2]  อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอี ซัยยิดฮุซัยน์ “มนุษย์ตั้งแต่แรกจนสิ้นสุด” แปลและเรียบเรียงโดย ร้ยฮานี ซอดิก สำนักพิมพ์ ซะฮฺรออ์ หน้า 13

[3]  อัลกุรอานบทอัลอะอ์รอฟ 54

[4] มุฮัมมัด เรย์ ชะฮฺรี, (Sayed Hamid Hosseini) มุนตะค็อบ มีซานุลฮิกมะฮฺ, รายงานที่ 2137, หน้า. 187 (รายงานจากท่านศาสดา)

[5] นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, คำเทศนา 82

[6]  อัล-กุรอานบทมูฮัมมัด, 36

[7]  อัลลามะฮฺ เฏาะบาเฏาะบาอี ซัยยิดฮุซัยน์ “มนุษย์ตั้งแต่แรกจนสิ้นสุด” แปลโดอย Sadeq Larijani, p. 51

[8]  อัลกุรอานบทนูร 39

[9] อัล-กุรอาน บทโรม 7

[10] นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, ฮิกมะฮฺ ที่ 432

[11] นะฮฺญุลบะลาเฆาะฮฺ, ฮิกมะฮฺ ที่ 211

[12] เรย์ ชะฮฺรี มุฮัมมัด มีซาน อัลฮิกมะฮฺ, เล่ม 2, รายงานลำดับที่ 3589

[13] Morteza Motahari ความรู้ทางศาสนา, การวิเคราะห์จากมุมมองของ มุเฏาะฮะรีย์ -- Dzhakam Ali, 56

[14] Morteza Motahari, เกี่ยวกับการปฏิวัติอิสลาม, หน้า 101 เป็นต้นไป

[15] Abdollah Javadi Amoli, มนุษย์กับศาสนา, หน้า 213-212 -- 210

[16] อัลกุรอาน บทมุมตะฮินะฮฺ 8

[17] อัลกุรอานบทอาลิอิมรอน 154

[18] อัลกุรอานบทมุฮัมมัด 12

[19]  อัลกุรอาน บทเตาบะฮฺ 34

[20] อัลกุรอาน บทนิซาอฺ, 128

[21] อัลกุรอานบท ฮัชร์, 9

[22] Abdollah Javadi Amoli, มนุษย์กับศาสนา, หน้า 222-220 -- 219

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ระหว่างการปฏิบัติตามพินัยกรรมและการแบ่งมรดก ควรกระทำสิ่งใดก่อน?
    9173 มรดก 2555/04/02
    คำถามข้างต้นแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกัน ซึ่งเราขอตอบทีละส่วนดังนี้ 1. ระหว่างการปฏิบัติตามพินัยกรรมและการแบ่งมรดก ควรกระทำสิ่งใดก่อน? กุรอานและฮะดีษระบุว่าให้สะสางหนี้สินและปฏิบัติตามพินัยกรรมของผู้ตายก่อนที่จะแบ่งมรดก มีสี่โองการเป็นอย่างน้อยที่ระบุเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจน مِنْ بَعْدِ وَصِيَّةٍ يُوصي‏ بِها أَوْ دَيْن(...ภายหลังจากจำแนกส่วนที่ระบุในพินัยกรรมและหนี้สินออก และส่วนของมรดก...)[1] จะเห็นได้ว่าโองการนี้ต้องการจะสื่อว่าการปฏิบัติตามพินัยกรรมกระทำก่อนการแบ่งมรดก[2] 2. สามารถทำพินัยกรรมในทรัพย์สินทั้งหมดโดยไม่เหลือเป็นมรดกเลยได้หรือไม่? บุคคลที่มีสติสัมปชัญญะและบรรลุนิติภาวะย่อมมีอิสระในการบริหารทรัพย์สินของตนในยามที่ยังมีชีวิตอยู่ เป็นต้นว่าสามารถวะกัฟ หรือนะซัร หรือมอบให้ผู้อื่นตามแต่จะเห็นสมควร แต่หากเสียชีวิตไปแล้วก็จะสูญเสียสิทธิบางส่วนเหนือทรัพย์สินของตนไป แม้ผู้ตายระบุขอบเขตของพินัยกรรมเกินเศษหนึ่งส่วนสามของทรัพย์สินที่มี พินัยกรรมดังกล่าวก็จะมีผลเพียงเศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น สำหรับส่วนที่เกินจากนี้ หากทายาททุกรายบรรลุนิติภาวะแล้วและให้อนุญาตก็สามารถกระทำตามพินัยกรรมได้ทั้งหมด แต่หากทายาทที่บรรลุนิติภาวะบางรายให้อนุญาต ก็ให้ปฏิบัติตามพินัยกรรมตามสัดส่วนจำนวนของผู้ที่อนุญาต มิเช่นนั้นก็ให้ปฏิบัติเพียงกรอบเศษหนึ่งส่วนสามเท่านั้น[3] ส่วนหนี้สินของผู้ตายก็ให้สะสางให้เรียบร้อยก่อนที่จะแบ่งมรดกในหมู่ทายาท ไม่ว่าผู้ตายจะทำพินัยกรรมให้ชำระหรือไม่ก็ตาม 3. ทายาทสามารถจะปฏิเสธพินัยกรรมของผู้ตายที่เกี่ยวกับประเด็นมรดกได้หรือไม่? ทายาทจะต้องปฏิบัติตามในกรอบสิทธิพินัยกรรม (เศษหนึ่งส่วนสาม) และไม่มีสิทธิจะเพิกเฉยเด็ดขาด
  • เคยได้ยินฮะดีษที่ว่าท่านนบี(ซ.ล.)ได้บั่นศีรษะชัยฏอนไปแล้ว, ฮะดีษนี้เชื่อถือได้เพียงใด? แล้วการล่อลวงของชัยฏอนจะตีความอย่างไร?
    10570 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/21
    ฮะดีษที่ดังกล่าวมีอยู่จริงในขุมตำราฮะดีษของเรา อย่างไรก็ดี ฮะดีษดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่ออธิบายเกี่ยวกับ“เยามิล วักติล มะอ์ลูม”(วันเวลาที่กำหนดไว้)ดังคำบอกเล่าของกุรอาน อิบลีสถูกเนรเทศออกไปจาก ณ พระองค์ แต่มันได้ขอให้ทรงประวิงเวลา อัลลอฮ์ตัดสินคาดโทษอิบลีสจนถึง“เยามิล วักติล มะอ์ลูม” ฮะดีษที่ถามมาต้องการจะเฉลยปริศนาเกี่ยวกับวันเวลาดังกล่าว โดยเชื่อว่าจะเกิดขึ้นในยุคแห่งร็อจอะฮ์(ยุคต่อจากกาลสมัยของอิมามมะฮ์ดี ที่บรรดาอิมามในอดีตจะหวลกลับมาบริหารรัฐอิสลามโลก) หาไช่วันสิ้นโลกหรือวันกิยามะฮ์ไม่.
  • กฏการโกนเคราและขนบนร่างกายคืออะไร?
    16129 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/25
    เฉพาะการโกนเคราบนใบหน้า[1]ด้วยมีดโกนหรือเครื่องโกนหนวดทั่วไปถึงขั้นที่ว่าบุคคลอื่นเห็นแล้วกล่าวว่าบนใบหน้าของเขาไม่มีหนวดแม้แต่เส้นเดียว, ฉะนั้นเป็นอิฮฺติยาฏวาญิบถือว่าไม่อนุญาต
  • เหตุใดบางคนจึงมีรูปลักษณ์ภายในความฝันเป็นสัตว์เดรัจฉาน ทั้งที่หลังจากนั้นเขาเตาบะฮ์และได้รับฐานันดรที่สูงส่ง
    12124 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/12/29
    เมื่อพิจารณาจากคำบอกเล่าของโองการกุรอานและฮะดีษต่างๆจะพบว่าผู้คนมากมายมีรูปโฉมทางจิตวิญญาณที่ไม่ไช่คนการกระทำบางอย่างสามารถเปลี่ยนรูปโฉมทางจิตวิญญาณให้กลายเป็นสัตว์ได้อาทิเช่นการดื่มเหล้าที่สามารถแปลงโฉมผู้ดื่มให้เป็นสุนัขในแง่จิตวิญญาณได้กรณีที่ถามมานั้นท่านอิมามฮุเซนมิได้เปลี่ยนรูปโฉมของเราะซูลเติร์กการกระทำของเขาต่างหากที่ทำให้ตนมีรูปโฉมดังที่กล่าวมาซึ่งหากไม่มีการเตือนด้วยความฝันดังกล่าวเขาก็คงยังไม่เตาบะฮ์แต่เมื่อเตาบะฮ์แล้วก็ย่อมจะคืนสู่รูปโฉมความเป็นคนเช่นเดิม ...
  • โองการที่ 144 ซูเราะฮ์อาลิอิมรอนบ่งบอกว่าท่านนบี(ซ.ล.)เป็นชะฮีดหรือไม่?
    10554 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/18
    ขณะที่เกิดข่าวลือในหมู่มุสลิมขณะทำสงครามอุฮุดว่าท่านนบีถูกสังหารแล้ว อันทำให้มุสลิมบางส่วนถอนตัวจากสงคราม ถึงขั้นที่บางคนหวังจะขอประนีประนอมกับพวกศัตรูและยอมออกจากศาสนาอิสลาม ในสถานการณ์ดังกล่าว โองการข้างต้นได้ประทานลงมาเพื่อตำหนิมุสลิมที่คิดจะปลีกตัวจากสงครามอย่างเผ็ดร้อน โดยสอนว่ามุสลิมจะต้องมั่นคง ในศาสนาไม่ว่าท่านนบีจะมีชีวิตอยู่หรือถูกสังหารไปแล้วก็ตาม จงอย่าหวั่นไหวในศรัทธาเด็ดขาดฉะนั้น กริยา قُتِلَ (ถูกสังหาร) เป็นเพียงสมมุติฐานหนึ่งที่กุรอานนำเสนอว่า แม้ท่านนบีจะเพลี่ยงพล้ำถึงขั้นถูกสังหารก็ตาม มุสลิมจะต้องมั่นคงในศาสนาและไม่หวั่นไหวในภารกิจของตน ด้วยเหตุนี้ โองการดังกล่าวจึงใช้พิสูจน์ว่าท่านนบี(ซ.ล.)เป็นชะฮีดไม่ได้ ...
  • เพราะอะไรจึงเรียกชาวยะฮูดียฺทั้งหลายว่า ยะฮูด?
    13802 เทววิทยาดั้งเดิม 2555/04/07
    เกี่ยวกับสาเหตุที่ตั้งชื่อหมู่ชน อิสราเอล ว่ายะฮูด, มีความเห็นแตกต่างกัน, บางคนกล่าวว่า “ยะฮูด” หมายถึงผู้ที่ได้รับการชี้นำทางแล้ว ซึ่งสาเหตุของมันก็คือ การกลับตัวกลับใจ (เตาบะฮฺ) ของหมู่ชนมูชา (อ.) จากการเคารพสักการลูกวัว[1] บางคนกล่าวว่าสาเหตุของการเรียกหมู่ชนอิสราเอลว่า “ยะฮูด” ก็เนื่องจากบุตรคนที่ 4 ของศาสดายะอฺกูบ ซึ่งมีชื่อว่า “ยะฮูดา” ซึ่งคำว่า “ยะฮูด” ได้ผันมาจากคำว่า “ยะฮูซ” จุดบนตัว ซาล ได้ตัดขาดหายไป[2] [1] ฏอละกอนียฺ, ...
  • ท่านอิมามอะลี (อ.) ได้ให้บัยอัตแก่อบูบักรฺ อุมัร และอุสมานหรือไม่? เพราะอะไร?
    11186 امام علی ع و خلفا 2555/07/16
    ประการแรก: ท่านอิมามอะลี (อ.) และบรรดาสหายกลุ่มหนึ่งของท่าน พร้อมกับสหายของท่านศาสดา มิได้ให้บัยอัตกับท่านอบูบักรฺตั้งแต่แรก แต่ต่อมาคนกลุ่มนี้ได้ให้บัยอัต ก็เนื่องจากว่าต้องการปกปักรักษาอิสลาม และความสงบสันติในรัฐอิสลาม ประการที่สอง: ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นไม่อาจคลี่คลายให้เสร็จสิ้นได้ด้วยคมดาบ หรือความกล้าหาญเพียงอย่างเดียว และมิได้หมายความว่าทุกที่จะสามารถใช้กำลังได้ทั้งหมด เนื่องจากมนุษย์เป็นผู้มีสติปัญญา และฉลาดหลักแหลม สามารถใช้เครื่องมืออันเฉพาะแก้ไขปัญหาได้ ประการที่สาม: ถ้าหากท่านอิมามยอมให้บัยอัตกับบางคน เพื่อปกป้องรักษาสิ่งที่มีคุณค่ามากกว่า เช่น ปกป้องศาสนาของพระเจ้า และความยากลำบากของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) นั่นมิได้หมายความว่า ท่านเกรงกลัวอำนาจของพวกเขา และต้องการรักษาชีวิตของตนให้รอดปลอดภัย หรือท่านมีอำนาจต่อรองในตำแหน่งอิมามะฮฺและการเป็นผู้นำน้อยกว่าพวกเขาแต่อย่างใด ประการที่สี่ : จากประวัติศาสตร์และคำพูดของท่านอิมามอะลี (อ.) เข้าใจได้ว่า ท่านอิมาม ได้พยายามคัดค้านและท้วงติงพวกเขาหลายต่อหลายครั้ง เกี่ยวกับสถานภาพตามความจริง ในช่วงการปกครองของพวกเขา แต่ในที่สุดท่านได้พยายามปกปักรักษาอิสลามด้วยการนิ่งเงียบ และช่วยเหลืองานรัฐอิสลามเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรู ...
  • ฮะดีษนบีและอะฮ์ลุลบัยต์ที่เกี่ยวกับความเศร้าหมองและการโอดครวญเทียบกับทัศนะของผู้รู้ชีอะฮ์ อย่างใดสำคัญกว่ากัน?
    8193 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/11/13
    เกี่ยวกับเรื่องนี้จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงต่อไปนี้:1. ไม่ไช่ว่าฮะดีษทุกบทจะเชื่อถือได้ทั้งหมด2. ต้องคำนึงเสมอว่าปัจจัยกาลเวลาและสถานที่มีอิทธิพลต่อฮุก่ม(กฎศาสนา)3. ในจำนวนฮุก่มทั้งหมดมีฮุก่มวาญิบและฮะรอมเท่านั้นที่มีความอ่อนไหว4. จะต้องพิจารณาแหล่งอ้างอิงให้ถี่ถ้วนตัวอย่างเช่นกรณีของการร้องไห้นั้นยังมีข้อถกเถียงกันได้เพราะแม้ว่าวะฮาบีจะฟัตวาห้ามร้องไห้แก่ผู้ตายแต่ในแง่สติปัญญาแล้วถือว่าเป็นเรื่องที่ยอมรับได้นอกจากนี้ฮะดีษทั้งสายซุนหนี่และชีอะฮ์ก็ปรากฏเหตุการณ์ที่ท่านนบี(ซ.ล.)และบรรดาอิมาม(อ.)ร้องไห้ให้กับผู้ตายหรือบรรดาชะฮีดเช่นท่านฮัมซะฮ์หรือมารดาท่านนบี(ซ.ล.) ตลอดจนกรณีอื่นๆอีกมาก 5. อุละมาอ์และผู้รู้ระดับสูงสอนว่ามีบางพฤติกรรมที่ผู้ไว้อาลัยไม่ควรกระทำซึ่งบางกรณีอาจทำให้ต้องจ่ายกัฟฟาเราะฮ์ด้วยฉะนั้นจะต้องแยกแยะระหว่างพฤติกรรมที่ผิดหลักศาสนาของผู้คนที่ไม่รู้ศาสนากับคำสอนที่แท้จริงของอิสลามและบรรดาอุละมาอ์ ...
  • ชาวสวรรค์และชาวนรกมีอายุราวๆกี่ปี?
    16821 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/19
    ความเปลี่ยนแปลงทางสรีระตามอายุขัยถือเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโลกนี้ ทว่าในโลกหน้าโดยเฉพาะในสวรรค์ เราไม่อาจจะมโนภาพว่ามนุษย์จะมีรูปร่างหน้าตาที่แตกต่างกันในลักษณะที่บางกลุ่มเป็นเด็ก บางกลุ่มอยู่ในวัยกลางคน บางกลุ่มเป็นคนชราได้ แม้สมมุติว่าเราจะเชื่อว่าโลกหน้ายังเป็นโลกแห่งวัตถุ แต่ความแตกต่างในแง่อายุขัยอย่างที่เราเคยชินในโลกนี้ย่อมไม่เกิดขึ้นในโลกหน้าอย่างแน่นอน มีฮะดีษระบุว่าผู้ที่จะเข้าสรวงสวรรค์จะกลายเป็นวัยรุ่นที่มีรูปลักษณ์อันงดงาม یدخلون الجنة شبابا منورین و قال إن أهل الجنة جرد مرد مکحلون
  • เพราะเหตุใดชีอะฮฺจึงตั้งชื่อตนเองว่า อับดุลฮุซัยนฺ (บ่าวของฮุซัยนฺ) หรืออับดุลอะลี (บ่าวของอะลี) และอื่นๆ? ขณะที่อัลลอฮฺตรัสว่า : จงนมัสการและเป็นบ่าวเฉพาะข้าเท่านั้น
    8847 توحید و شرک 2555/07/16
    1.คำว่า “อับดฺ” ในภาษาอาหรับมีหลายความหมายด้วยกัน : หนึ่ง หมายถึงบุคคลที่ให้การเคารพ นอบน้อม และเชื่อฟังปฏิบัติตาม, สอง บ่าวหรือคนรับใช้ หรือผู้ถูกเป็นเจ้าของ 2. สถานภาพอันสูงส่งของบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์นั้นเองที่เป็นสาเหตุทำให้บรรดาผู้เจริญรอยตาม ต้องการเปิดเผยความรักและความผูกพันที่มีต่อบรรดาท่านเหล่านั้น จึงได้ตั้งชื่อบุตรหลานว่า “อับดุลฮุซัยนฺ หรืออับดุลอะลี” หรือเรียกตามภาษาฟาร์ซีย์ว่า ฆุล่ามฮุซัยนฺ ฆุล่ามอะลี และ ...อื่นๆ 3.คนรับใช้ นั้นแน่นอนว่ามิได้หมายถึงการช่วยเหลือทางโลก หรือเฉพาะการดำรงชีพในแต่ละวันเท่านั้น, ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าและมีค่ามากไปกว่านั้นคือ การฟื้นฟูแนวทาง แบบอย่าง และการเชื่อฟังผู้เป็นนายั่นเอง, เนื่องจากแม้ร่างกายของเขาจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว, แต่จิตวิญญาณของเขายังมีชีวิตและมองดูการกระทำของเราอยู่เสมอ 4.วัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์คำว่า “อับดฺ” ในการตั้งชื่อตามกล่าวมา (เช่นอับดุลฮุซัยนฺ) เพียงแค่ความหมายว่าต้องการเผยให้เห็นถึงความรัก และการเตรียมพร้อมในการรับใช้เท่านั้น ถ้าเป็นเพียงเท่านี้ถือว่าเหมาะสมและอนุญาต, ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61314 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58934 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43356 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41506 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39955 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35161 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29191 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29170 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29029 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26869 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...