การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
11324
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/04/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa2207 รหัสสำเนา 13580
คำถามอย่างย่อ
เพราะสาเหตุใดส่วนแบ่งมรดกของสตรีจึงได้เพียงครึ่งหนึ่งของชาย ?
คำถาม
เพราะสาเหตุใดส่วนแบ่งมรดกของสตรีจึงได้เพียงครึ่งหนึ่งของชาย ?
คำตอบโดยสังเขป

หนึ่งในสาเหตุที่ส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายชายมากกว่าฝ่ายหญิงคือ เรืองค่าเลี้ยงดูของหญิงอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายชาย กล่าวคือฝ่ายชายนอกจากจะต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนแล้ว ยังมีหน้าที่รับผิดชอบค่าใช้จ่ายประจำวันของฝ่ายหญิงและบรรดาลูกๆ อีกด้วย อีกด้านหึ่งฝ่ายชายต้องเป็นผู้จ่ายมะฮฺรียะฮฺ ส่วนฝ่ายหญิงเป็นฝ่ายรับมะฮฺรียะฮฺนั้น

ตามความเป็นจริงสามารถกล่าวได้ว่า สิ่งที่ฝ่ายหญิงได้รับในฐานะของมรดกหรือมะฮฺรียะฮฺนั้นก็คือ ทรัพย์สะสม ขณะที่ส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายชายถูกใช้ไปเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันของตน ของภรรยา และบรรดาลูกๆ นอกจากนี้แล้ว ตามหลักการของอิสลามค่าใช้จ่ายอย่างอื่น ซึ่งจำเป็นต้องจ่ายเป็นทรัพย์สิน เช่น ค่าใช้จ่ายที่ชายต้องจ่ายเพื่อร่วมในการญิฮาดหรือในกรณีที่ญาติหากกระทำผิดพลาดขึ้น เช่น ฆ่าคนตาย หรือก่อให้เกิดบาดเจ็บเสียหายแก่ฝ่ายตรงข้าม ฝ่ายชายในฐานะที่มีสติสัมปชัญญะจำเป็นต้องรับผิดชอบ จ่ายค่าปรับและค่าสินไหมต่างๆ ขณะที่ฝ่ายหญิงไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับกรณีต่างๆ เหล่านี้ แม้ว่าภายนอกจะมองดูว่าส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายชายมากกว่าฝ่ายหญิงก็ตาม แต่ในเชิงปฏิบัติแล้วผลประโยชน์ที่แท้จริงของฝ่ายชายที่ได้รับมรดกทางสังคมนั้น น้อยกว่าฝ่ายหญิง แม้ว่าดูเหมือนว่าเขาจะได้รับมรดกมากกว่าฝ่ายหญิงก็ตามที แต่ความรับผิดชอบเรื่องทรัพย์สินเขาก็มีมากกว่า อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวในเชิงสรุปได้ว่า สาเหตุที่มีความแตกต่างกันในส่วนแบ่งมรดก ระหว่างฝ่ายชายและฝ่ายหญิงก็คือ การสร้างสมดุลระหว่างสิทธิและหน้าที่ของแต่ละคนจากพวกเขานั่นเอง

คำตอบเชิงรายละเอียด

ก่อนที่จะตอบคำถาม สิ่งที่จำเป็นต้องกล่าวก่อนคือ กฎของการมากกว่าสองเท่า ที่ว่าด้วยส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายชายมากกว่าผู้หญิงสองเท่า มิได้เป็นกฎทั่วๆไป, ทว่าในบทบัญญัติและกฎหมายอิสลามนั้น มีกรณีของการรับทอดมรดกไม่มีความแตกต่างระหว่างชายและหญิง เช่น บิดามารดาซึ่งทั้งสองจะได้รับมรดกเท่ากัน ซึ่งไม่มีความแตกต่างระหว่างพวกเขา

จากอดีตผ่านมาคำถามนี้ได้ถูกถามเสมอว่า เพราะเหตุใดส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายหญิงจึงน้อยกว่าฝ่ายชาย ถามว่าการทำเช่นนี้มิใช่เป็นการเลือกปฏิบัติเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายชายดอกหรือ ? รายงานจากท่านอิมามญะอฺฟัร อัซซอดิก (.) ซึงมีผู้ถามท่านว่า เพราเหตุใดฝ่ายหญิงซึ่งมีความอ่อนแอกว่าชาย ต้องการการสนับสนุนมากกว่า และในส่วนแบ่งมรดกนั้นเธอได้รับเพียงหนึ่งส่วนของฝ่ายชายเท่านั้น ทั้งที่ผู้ชายในแง่ของกำลังทางกายภาพของร่างกายมีความแข็งแรงกว่า เขาจึงได้ส่วนแบ่งอันเป็นมรดกของผู้ตายมากกว่า?

ท่านอิมาม (.) ตอบว่า ด้วยเหตุผลที่ว่าชายมีหน้าที่รับผิดชอบมากกว่า ซึ่งมีความรับผิดชอบและการดำเนินการที่หนักกว่า ชายออกสงครามและต้องรับผิดชอบเรื่องค่าใช้จ่ายในสงคราม ฝ่ายชายนอกจากต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตนเองแล้ว ยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของภรรยาและครอบครัวอีกด้วย ชายในฐานะที่เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จำเป็นต้องรับผิดชอบการก่ออาชญากรรมของญาติ ต้องจ่ายทรัพย์สินแทนค่าเสียหายต่างๆ ขณะที่หญิงไม่ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบในกรณีเหล่านี้เลย[1]

อีกรายงานหนึ่งจากท่านอิมามซอดิก (.) ได้เน้นย้ำประเด็นดังกล่าว การจ่ายมะฮฺรียะฮฺของชายแก่หญิงเท่ากับเป็นการชดเชยส่วนน้อยจากส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายหญิง[2]

สิ่งที่อิสลามได้กล่าวถึงเรื่องมรดกนั้น ตามความเป็นจริงแล้วเป็นการเปลี่ยนแปลงเพื่อผลประโยชน์ของฝ่ายหญิงทั้งสิ้น ในสมัยสังคมอานารยชนนั้นจะเห็นว่า สตรีและบุตรสาวถูกกีดกันมรดกหมายถึงไม่มีสิทธิรับมรดกแต่อย่างใด ซึ่งมรดกของผู้ตายทั้งหมดจะตกเป็นของฝ่ายชายหรือบุตรชายเท่านั้น แต่อิสลามได้ยกเลิกกฎเกณฑ์ของสังคมอานารยชน[3] และนำเอาสตรีมามีส่วนในการรับมรดกของผู้ตาย และนับตั้งแต่เริ่มต้นอิสลามแล้วที่ฝ่ายหญิงมีความอิสระในการเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ทางทรัพย์สิน ซึ่งจะเห็นว่ากรณีดังกล่าวนี้จะเห็นว่าประเทศแถบยุโรป เพิ่งจะบรรจุในรัฐธรรมนูญของพวกเขาสักประมาณ 2 ศตวรรษที่ผ่านมา

ทั้งที่ภายนอกจะเห็นว่าชายได้ส่วนแบ่งมรดกมากกว่าหญิงสองเท่า แต่ถ้าใคร่ครวญให้ละเอียดถี่ถ้วนสักเล็กน้อย จะเห็นว่าด้านหนึ่งมรดกของฝ่ายหญิงนั้นมากกว่าชายสองเท่าด้วยซ้ำไป เหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากอิสลามได้ให้การสนับสนุนสิทธิสตรีไว้เป็นกรณีพิเศษนั่นเอง

นั่นเป็นหน้าที่ที่ได้มอบให้เป็นภาระรับผิดชอบของฝ่ายชาย ทำให้การดำเนินการครึ่งหนึ่งของรายได้จึงต้องใช้สำหรับผู้หญิง ฝ่ายชายมีหน้าที่เลี้ยงดูภรรยาของเขาบนพื้นฐานความต้องการของเธอทั้งที่อยู่อาศัย เครื่องแต่งกาย อาหาร และอุปกรณ์ของใช้อื่น  และฝ่ายชายยังต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายของตัวเองและลูกๆ ของพวกเขา ซึ่งค่าใช้จ่ายทั้งหมดเหล่านี้ขึ้นอยู่กับเขา แม้ว่าฐานะของฝ่ายหญิงสามารถจ้างคนรับใช้และจ่ายค่าจ้างได้ก็ตาม กระนั้นค่าใช้จ่ายและค่าจ้างของคนรับใช้ก็ยังอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายชายอยู่ดี[4]

ด้วยคำอธิบายดังกล่าวนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า ส่วนแบ่งมรดกจำนวนมากของฝ่ายหญิงนั้นมีความสมดุลระหว่างบุรุษและสตรี ฉะนั้นหากจะมีการทักท้วงฝ่ายชายต่างหากที่จะต้องทักท้วง มิใช่ฝ่ายหญิง[5]

ตรงข้ามกับภาระหน้าที่ของฝ่ายชายที่ต้องรับผิดชอบจะเห็นว่าฝ่ายหญิงไม่ต้องออกค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้นแม้แต่ค่าใช้จ่ายของตัวเองก็ตาม เช่น ค่าเสื้อผ้า อาหาร และอื่นๆ ซึ่งฝ่ายหญิงไม่มีหน้าที่รับผิดชอบอันใดทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้เอง ในแง่ของการปฏิบัติจะเห็นว่าฝ่ายหญิงจะได้รับส่วนแบ่งมากกว่าจากทรัพย์มรดก ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ ได้กล่าวว่า สมมุติว่าทรัพย์ต่างๆ ที่มีอยู่บนโลกนี้มีประมาณ 3 พันล้าน แล้ค่อยๆแบ่งปันไปให้คนหนุ่มสาวบนโลกนี้ จะเห็นว่าจำวน 20 ล้านเป็นของฝ่ายชาย และ 10 ล้านเป็นของฝ่ายหญิง ซึ่งผู้หญิงนั้นต้องแต่งงานตามธรรมชาติ แล้วค่าเลี่ยงดูของนางอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายชาย ด้วยเหตุผลนี้เอง ฝ่ายหญิงสามารถเก็บส่วนแบ่งมรดกของตนเองจำนวน 10 ล้านไว้เป็นเงินสะสม แล้วพวกเธอยังมีส่วนร่วมในส่วน 20 ล้านของฝ่ายชายอีกต่างหาก ดังนั้น ถ้าเอาส่วนแบ่งทั้งสองส่วนมารวมกันจะเห็นว่าฝ่ายหญิงได้รับมรดกโดยรวมแล้วมากกว่าฝ่ายชายเสียด้วยซ้ำ[6]

ด้งนั้น เมื่อพิจารณาประเด็นที่กล่าวมาแล้วข้างต้นเราสามารถทราบถึงสาเหตุได้ทันทีว่า เป็นเพราะสาเหตุใดที่ส่วนแบ่งมรดกของฝ่ายหญิงต้องน้อยกว่าชายครึ่งหนึ่ง ซึ่งพอกล่าวสรุปได้ดังนี้

1. มะฮฺรียะฮฺ เมื่อข้อตกลงการแต่งงาน (อักด์นิกาฮฺ) ได้ถูกอ่านขึ้น ฝ่ายชายมีหน้าที่จ่ายมะฮฺรียะฮฺแก่สตรี ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่เธอเรียกจากฝ่ายชาย เมื่อนั้นเขาต้องจ่ายให้เธอ นอกเหนือจากนี้แล้วสตรีไม่มีหน้าที่อันใด และไร้ความสามารถเมื่อเผชิญหน้ากับฝ่ายชาย ดังนั้น เมื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่ ฝ่ายชายมีหน้าที่ตามบทบัญญัติในการกำหนดมะฮฺรียะฮฺแก่ฝ่ายหญิงทันที และนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่บรรดาอะฮฺลุลบัยตฺ (.) ก็ได้แนะนำเอาไว้[7]

2. ค่าเลี้ยงดู ชีวิตการครองเรือนฝ่ายชายมีหน้าที่รับผิดชอบค่าเลี้ยงดูของตนเอง และครอบครัว เขามีหน้าที่จัดหาอาหาร เครื่องนุ่งห่ม และที่อยู่อาศัยเหมาะสมให้แก่ครอบครัว หรือตามเกียรติของภรรยาสิ่งเหล่านี้เป็นหน้ามี่ของสามีหรือฝ่ายชาย ภรรยาแม้ว่าจะเป็นคนมีฐานะดี กระนั้นเธอก็ไม่ได้มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบอันใดเกี่ยวกับค่าเลี้ยงดูแม้แต่น้อย ฝ่ายหญิงในชีวิตการครองเรือนนอกจากไม่ต้องออกค่าเลี่ยงดูแล้ว การงานบ้านอย่างอื่น เช่น การให้น้ำนมเลี้ยงลูก การหุงหาอาหาร เธอยังสามารถเรียกร้องเงินรางวัลจากสามีได้อีกต่างหาก

3. หน้าที่พิเศษของฝ่ายชาย หน้าที่หนักภายในครอบครัวถือเป็นหน้าที่ของฝ่ายชาย ซึ่งฝ่ายหญิงไม่จำเป็นต้องไปยุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด เช่น การญิฮาดในหนทางของพระเจ้า ฝ่ายชายต้องเป็นผู้แบ่งปันทรัพย์สินของตนไปเพื่อการญิฮาด ดังที่โองการอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นเหล่านี้เอาไว้ว่า การญิฮาดด้านทุนทรัพย์นั้นมาก่อนการญิฮาดด้วยชีวิต ดังนั้น ฝ่ายชายต้องให้ทุนทรัพย์ของตนเพื่อการญิฮาด[8] ขณะเดียวกันอาชญากรรมที่ญาติพี่น้องก่อเหตุขึ้นฝ่ายชายต้องเป็นผู้เสียค่าปรับและค่าสินไหมเหล่านั้น ซึ่งฝ่ายหญิงได้รับการยกเว้นเอาไว้จากประเด็นเหล่านี้

ข้อสังเกต อิสลามไม่ต้องการกระทำสิ่งใดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายหญิง หรือทำลายผลประโยชน์ของฝ่ายชายแต่อย่างใด หรือในทางกลับกัน อิสลามไม่ได้เข้าฝ่ายชายและก็ไม่ได้เข้าข้างฝ่ายหญิง ตามกฎระเบียบของอิสลามต้องการให้ทั้งสองฝ่ายพบกับความสุขความจำเริญยิ่งขึ้นไป และบรรดาลูกๆ ได้รับการเลี้ยงดูและเจริญเติบโตตามคำสั่งสอนที่ดีของบิดามารดา อีกทั้งยังต้องเอาใจต่อความเจริญและความก้าวหน้าของสังคมมนุษย์อีกด้วย[9] อย่างไรก็ตามอิสลามได้ให้ฝ่ายชายเป็นผู้รับผิดชอบด้านค่างเลี้ยงดูและค่าใช้จ่ายอย่างอื่นของครอบครัว บนพื้นฐานของหน้าที่ทางด้านเศรษฐกิจ การแบ่งทรัพย์สินในรูปแบบต่างๆ เช่น ทำให้ทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นมรดกตกทอด โดยไม่ได้แบ่งชั้นหรือลำเอียงแต่อย่างใด อีกด้านหนึ่งกลุ่มกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ได้ถูกจัดวางไว้สำหรับบุรุษและสตรีในอิสลาม สิ่งเหล่านี้โดยตัวของมันเองได้ก่อให้เกิดกฎเกณฑ์อันเฉพาะเจาะจงที่ว่าด้วยเรื่องของมรดก ซึ่งสิ่งนี้ไม่อาจมีข้อท้วงติงกับกฎหมายอิสลามในเชิงแพ่งและพาณิชย์ได้

ในที่สุดแล้วอาจำเป็นไปได้ที่จะกล่าวว่า ถ้าหากเป็นเช่นนี้แล้วกล่าวคือ ค่าใช้จ่ายด้านการเลี้ยงดูของฝ่ายหญิงอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายชายแล้ว ดังนั้นสตรียังจะมีความต้องการอันใดในทรัพย์สมบัติอีก ?

คำตอบ อาจกล่าวได้ว่าเนื่องจากมะฮียะฮฺ และส่วนแบ่งมรดกของสตรีคือเงินสะสมประเภทหนึ่ง สำหรับอนาคตข้างหน้าเนื่องจากถ้าเกิดอุบัติการณ์ที่ไม่ดี ทำให้เธอต้องแยกทางกับสามี หรือสามีตายจากไป เธอจะได้สามารถดำรงชีวิตสืบต่อไปได้ด้วยเงินสะสมที่เก็บรักษาเอาไว้[10] และเธอสามารถมีชีวิตอยู่ได้ด้วยความสงบสุข ไม่ต้องเดือดร้อนหรือกังวลใจเรื่องรายได้อีกต่อไป

แต่การที่บอกว่าค่าเลี้ยงดูของฝ่ายหญิงอยู่ในความรับผิดชอบของฝ่ายชาย ก็เพื่อว่าไม่ต้องการให้ฝ่ายหญิงต้องมากังวลใจหรือมายุ่งยากกับเศรษฐกิจของครอบครัว ให้เธอเอาเวลาเหล่านั้นทุ่มเทให้กับการเลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนบรรดาลูกๆ อย่างเต็มที่ เพื่อเธอจะได้สงมอบบุคลากรที่ดีแก่สังคมซึ่งตามหลักการอิสลามถือว่า ทุนมนุษย์คือสิ่งที่ดีเลิศที่สุดกว่าทุนทรัพย์อื่นใดของสังคม ดังนั้น ไม่ว่าจะอยู่ในสภาพใดก็ตามระบบครอบครัวถือว่าเป็นหน่วยเนื้อที่เป็นแก่หลักที่ให้การสนับสนุนสังคม

ดังนั้น ตามหลักการของอิสลามแล้วได้ให้เกียรติและเคารพในสิทธิของสตรีมาตั้งแต่แรกเริ่ม โดยไม่เคยสั่งสอนเลยว่าสตรีเป็นสิ่งไม่มีค่าทางสังคม สามารถจัดการอย่างไรกับพวกเธอก็ได้ หรือจะนำพวกเธอไปกระทำชำเราอย่างไรก็ได้ตามอำเภอใจ ทว่าสตรีคือผู้มีเกียรติอันยิ่งใหญ่ในฐานะทีเป็นแม่พระและเป็นครูที่ให้การอบรมสั่งสอนบุคลากรที่ดีแก่สังคม และเพื่อเธอจะได้กระทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ อิสลามจึงได้กำหนดการรับผิดชอบเรื่องค่าเลียงดูครอบครัว ให้เป็นหน้าที่รับผิดชอบของฝ่ายชาย



[1] ฮุร อามิลี วะซาอิลุชชีอะฮฺ เล่ม 26 หน้า 93 อาลุลบัยตฺ เชคฏูซีย์ ตะฮฺซีบุลอะฮฺกาม เล่ม 9 หน้า 174 และ 275 ดารุลกุตุบอิสลาม, อัลกาฟีย์ เล่ม 7 หน้า 85

[2]  เชค ซะดูก อิลัลชะรอญิอ์ เล่ม 2 หน้า 57 ดารุลกุตุบอิสลามียะฮฺ 1365

[3] อบุลฟัตฮฺ รอซียฺ ตัฟซีรเราฎุลญันนาน เล่ม 10 หน้า 268 ออกตอนกุดส์ ระฎะวียฺ

[4] มัรยัม ซอวีญีย์ สิทธิสตรีในอิสลามและครอบครัว หน้า 113 พิมพ์ครั้ง 2 ปี 1371

[5] มุฮัมมัด ฮุเซน ฟัฎลุลลอฮฺ บทบาทของสตรีในสิทธิอิสลาม แปลโดยอับดุลฮาดีย์ ฟะกีฮฺซอเดะฮฺ สำนักพิมพ์ สำนักพิพากษา

[6] มะการิม ชีรอซีย์ นาซิร ตัฟซีรเนะมูเนะฮฺ เล่ม 3 หน้า 288 ดารุลกุตุบอิสลามียะฮฺ

[7] มุฮัมมัด อิบนุ ระฏอ อัลกุมมี อัลมัชฮะดียฺ กันซุลดะกออิด เล่ม 3 หน้า 343

[8]  กอฎีย์ เฏาะบาเฏาะบาอียฺ การวิจัยเกี่ยวกับมรดกของสตรี จากทรัพย์ของสามี มีฮัน 1553 หน้า 143

[9]  มุรตะฎอมุเฏาะฮะรีย นิซอมฮุกูกซันดัรอิสลาม หน้า 253 สำนักพิมพ์ฟังฮังอิสลาม พิมพ์ครั้งแรก ปี 1353

[10]  ฏอละกอนีย์ ซัยยิดมะฮฺมูด พัรตูอัซกุรอาน เล่ม 6 หน้า 90 สำนักพิมพ์เตหะราน ห้างหุ้นส่วนจำกัดสำนักพิมพ์

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ท่านอิมามฮุเซนเคยจำแนกระหว่างอรับและชนชาติอื่น หรือเคยกล่าวตำหนิชนชาติอื่นหรือไม่?
    6680 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/10/11
    ฮะดีษที่อ้างอิงมานั้นเป็นฮะดีษจากอิมามศอดิก(อ.)มิไช่อิมามฮุเซน(อ.) ฮะดีษกล่าวว่า "เราสืบเชื้อสายกุเรชและเหล่าชีอะฮ์ของเราล้วนเป็นอรับแท้ส่วนผองศัตรูของเราล้วนเป็น"อะญัม"(ชนชาติอื่น) ไม่ว่าจะพิจารณาในแง่สายรายงานหรือเนื้อหาจะพบว่าฮะดีษนี้ปราศจากความน่าเชื่อถือใดๆทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะสายรายงานของฮะดีษนี้มีนักรายงานฮะดีษที่ไม่น่าเชื่อถือ(เฎาะอี้ฟ)ปรากฏอยู่ส่วนเนื้อหาทั่วไปของฮะดีษนี้นอกจากขัดต่อสติปัญญาแล้วยังขัดต่อโองการกุรอานฮะดีษมากมายที่ถือว่าอีหม่านและตักวาเท่านั้นที่เป็นมาตรวัดคุณค่ามนุษย์หาไช่ชาติพันธุ์ไม่ทั้งนี้ท่านนบีได้ให้หลักเกณฑ์ไว้ว่า "หากฮะดีษที่รายงานจากเราขัดต่อประกาศิตของกุรอานก็จงขว้างใส่กำแพงเสีย(ไม่ต้องสนใจ)"อย่างไรก็ดีเราปฏิเสธที่จะรับฮะดีษดังกล่าวในกรณีที่ตีความตามความหมายทั่วไปเท่านั้นแต่น่าสังเกตุว่าคำว่า"อรับ"และ"อะญัม"หาได้หมายถึงชาติพันธุ์เท่านั้นแต่ในทางภาษาศาสตร์แล้วสองคำนี้สามารถสื่อถึงคุณลักษณะบางอย่างได้สองคำนี้สามารถใช้กับสมาชิกเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ได้อาทิเช่นคำว่าอรับสามารถตีความได้ว่าหมายถึงการ"มีชาติตระกูล" และอะญัมอาจหมายถึง"คนไร้ชาติตระกูล" ในกรณีนี้สมมติว่าฮะดีษผ่านการตรวจสอบสายรายงานมาได้ก็ถือว่าไม่มีปัญหาในแง่เนื้อหาทั้งนี้ก็เพราะเรามีฮะดีษมากมายที่ยกย่องชาติพันธุ์ที่ไม่ไช่อรับเนื่องจากมีอีหม่านอะมั้ลที่ดีงามและความอดทน ...
  • จะมีวิธีการสนับสนุนอย่างไรบ้าง เพื่อให้บุตรหลานรักการอิบาดะฮฺ?
    7063 بندگی و تسبیح 2555/08/22
    สำหรับการส่งเสริมและการสนับสนุนให้ปฏิบัติข้อบังคับของศาสนา เบื้องต้นสิ่งแรกที่จะต้องทำคือการวิเคราะห์ความคิดของเขา หลังจากนั้นจึงจะหาวิธีแก้ไขและส่งเสริมต่อไป, ทัศนะของบุคคลและความเชื่อที่มีต่ออัลลอฮฺ, โลกทัศน์ของพระเจ้า,มนุษย์, วันฟื้นคืนชีพ และ... เหล่านี้มีผลโดยตรงต่อความเชื่อ เพราะจะช่วยทำให้เขามั่นคงต่อการอิบาดะฮฺ และการปฏิบัติข้อบังคับต่างๆ และความประพฤติ การโน้มน้าวทางความเชื่อ การมีวิสัยทัศน์ที่ดี และการมีความคิดดีกับฝ่ายตรงข้าม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุตรหลาน) ดังนั้น เพื่อก่อให้เกิดมรรคผลในทางที่ดี การอบรมสั่งสอนและการส่งเสริม จึงจำเป็นต้องเริ่มจากความคิดของเขาก่อน แน่นอน การที่บิดามารดาไม่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตร โปรแกรมการอบรมสั่งสอนย่อมไม่ได้ผล หรือล้มเหลวแน่นอน โดยการใช้วิธีปฏิบัติที่เหมาะสมด้านการอบรม สามารถสร้างความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุตรหลานของตนได้ บางวิธีการเป็นวิธีที่มีความจำเป็นและเหมาะสม ดังเช่น : 1 ให้เกียรติบุตร: ท่านศาสดา (ซ็อลฯ) กล่าวว่า "จงให้เกียรติลูกๆ ของตนและจงอบรมสั่งสอนให้ดี" 2 รู้ถึงความต้องการของเด็กและเยาวชนในช่วงวัยรุ่น (เช่นความเป็นอิสระ, อารมณ์, ฯลฯ) เป็นการรู้จักทั่วไปถึงสภาพจิตใจอันเฉพาะของลูกแต่ละคน ...
  • อะไรคืออุปสรรคของการเสวนาระหว่างอิสลามและศาสนาคริสต์?
    10465 เทววิทยาใหม่ 2554/07/07
    คำถามนี้ไม่มีคำตอบแบบสั้น ปรดเลือกปุ่มคำตอบที่สมบูรณ์ ...
  • ชีวิตและจิตวิญญาณต้องนอนหลับหรือตายด้วยหรือไม่ ?
    7483 เทววิทยาดั้งเดิม 2553/12/22
    ปัญหาเรื่องจิตวิญญาณและแก่นแท้ของมันเป็นปัญหาที่พิพาทถกเถียงกันมาตั้งแต่อดีตจวบจนถึงปัจจุบันซึ่งจัดได้ว่าเป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งคำถามข้างต้นก็ได้ก็เป็นผลพวงและแหล่งที่มาจากคำถามนี้เองที่ว่าแก่นแท้ของมนุษย์ก็คือ กายภาพอันเป็นวัตถุตามลักษณะที่ปรากฏกระนั้นหรือหรือว่าเบื้องหลังของมันยังมีสิ่งอื่นที่ซ่อนเร้นอยู่อีกซึ่งตาเนื้อธรรมดาไม่อาจมองเห็นได้ซึ่งอยู่นอกเหนือคุณสมบัติของวัตถุและมีลักษณะศักดิ์สิทธิ์และถ้าเป็นเช่นนั้นจริงสิ่งนั่นเป็นวัตถุหรือนามธรรมที่ไร้สถานะและชะตากรรมของสิ่งนั้นภายหลังจากการตายของร่างกายจะเป็นอย่างไร?คำตอบสำหรับคำถามข้างต้นนี้สามารถอธิบายในเชิงของทฤษฎีบท,ในลักษณะที่เป็นเชิงตรรกะเพื่อจะได้ไปถึงยังบทสรุป
  • ถ้าหากท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) ประสบความสำเร็จในการยืนหยัดแห่งอาชูรอ ท่านจะได้จัดตั้งรัฐบาล แล้ววันนี้โลกอิสลามจะอยู่ในสถานภาพอย่างไร?
    9516 ข้อมูลน่ารู้ 2555/09/08
    สาเหตุหลักในการเคลื่อนไหวต่อสู้ของท่านอิมามฮุซัยน (อ.) คือ การฟื้นฟูตำสอนศาสนา และการกำชับความดี ห้ามปรามความชั่วร้าย ต่อสู้กับผู้ปกครองที่อธรรม ที่มีวัตถุประสงค์ที่จะกำจัดอิสลามให้สิ้นซาก ซึ่งความคิดอันเลวร้ายนั้นได้ลุกลามอย่างกว้างขวางในสังคมอิสลาม โดยมีความเชื่อว่าเคาะลีฟะฮฺหรือฮากิมอิสลาม จะเป็นใครก็ตาม และไม่ว่าจะก่ออาชญากรรมมากน้อยเพียงใดก็ตาม เขาก็คือเคาะลิฟะฮฺของอัลลอฮฺ วาญิบต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามเขา การยืนหยัดของท่านอิมามฮุซัยนฺ ในแง่นี้ประสบความสำเร็จและได้รับชัยชนะอย่างท่วมท้น และถือว่าบรรลุเป้าหมายด้วย แม้ว่าเป้าหมายอันสูงส่งของอิสลาม ความสำเร็จของสังคมขึ้นอยู่การทำความดีต่างๆ และนำเอาบทบัญญัติมาดำเนินใช้ในสังคม การได้จัดตั้งรัฐอิสลาม ซึ่งแน่นอนว่า รูปแบบการจัดตั้งรัฐอิสลามโดยท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) พร้อมกับการโค่นล้มการปกครองของผู้อธรรม ซึ่งผลที่จะได้รับนอกจากจะได้รับรัฐอิสลาม และความสำเร็จของสังคมแล้ว เราก็จะได้เห็นรูปลักษณ์ที่แท้จริงของอิสลาม แน่นอนว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์อันอเนกอนันต์แก่ประชาชาติอิสลาม และถือว่านั้นคือความสำเร็จอย่างใหญ่หลวงในการเผยแผ่อิสลาม แต่น่าเสียดายว่าสิ่งนั้นมิได้เกิดขึ้นจริง ...
  • หากในท้องปลาที่ตกได้ มีปลาตัวอื่นอีกด้วย จะรับประทานได้หรือไม่?
    6962 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/17
    มีการสอบถามคำถามทำนองนี้ไปยังสำนักงานของบรรดามัรญะอ์ตักลีดบางท่านซึ่งท่านได้ให้คำตอบดังนี้ท่านอายาตุลลอฮ์คอเมเนอี:ปลาที่ตกได้ถือว่าฮะลาลท่านอายาตุลลอฮ์ซิซตานี:อิห์ติยาฏวาญิบ(สถานะพึงระวัง) ถือว่าเป็นฮะรอมท่านอายาตุลลอฮ์ฟาฎิลลังกะรอนี:หากปลาที่ตกมาได้เป็นปลาประเภทฮาลาลก็ถือว่าเป็นอนุมัติท่านอายาตุลลอฮ์มะการิมชีรอซี:อิห์ติยาฏควรจะหลีกเลี่ยง[1]อายาตุลลอฮ์อะรอกี:อิห์ติยาฏควรจะหลีกเลี้ยงเนื่องจากเราไม่สามารถรู้ได้ว่าตอนที่มันออกมามีชีวิตหรือไม่ดังนั้นถือว่าไม่สะอาด[2]อายาตุลลอฮ์นูรีฮาเมดอนี:ถือว่าฮาลาล[3]ดังที่ได้กล่าวมาจะเห็นได้ว่าบรรดามัรญะอ์มีทัศนะที่แตกต่างกันไปเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวแต่สามารถสรุปได้โดยรวมว่าหากมีสัตว์ที่อยู่ในท้องของปลาที่จับมาได้หากสัตว์ตัวนั้นเป็นปลาหรือเป็นสัตว์น้ำชนิดที่รับประทานได้ตามหลักศาสนาโดยขณะที่เราเอาผ่าออกมาเราแน่ใจว่าสัตว์น้ำดังกล่าวยังมีชีวิตอยู่ถือว่าฮาล้าลส่วนกรณีที่ต่างไปจากนี้อาทิเช่นเมื่อได้ผ่าท้องปลาและเห็นว่าสัตว์ที่อยู่ในท้องมันตายแล้วก่อนหน้านั้นถือว่าไม่สามารถรับประทานสัตว์น้ำดังกล่าวได้ส่วนในกรณีที่สาม (ไม่รู้ว่าสัตว์น้ำในท้องปลายังมีชีวิตหรือไม่) ในกรณีนี้บรรดามัรญะอ์มีทัศนะที่แตกต่างกันไปดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นดังนั้นมุกัลลัฟแต่ละจะต้องทำตามฟัตวาของมัรญะอ์ของตน
  • การลงโทษชาวบนีอิสรออีลข้อหาบูชาลูกวัวเป็นสิ่งที่เหมาะสมแก่ความผิดหรือไม่?
    8743 ثواب و عقاب 2555/06/23
    นักอรรถาธิบายกุรอานได้กล่าวถึงวัตถุประสงค์ของอัลลอฮ์ในการบัญชาให้สังหารกันในโองการนี้ไว้ 3 ประการ “1. สิ่งนี้เป็นบททดสอบ และเมื่อพวกเขาได้เตาบะฮ์และสำนึกผิดแล้ว สิ่งนี้ก็ได้ถูกยกเลิก 2. ความหมายของการฆ่าในที่นี้คือการตัดกิเลศและแรงยั่วยุของชัยตอน 3. ความหมายของการฆ่าในโองการนี้ คือการฆ่าจริง ๆ กล่าวคือจะต้องฆ่ากันเอง ซึ่งอาจจะเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งหรือทั้งหมดของประเด็นต่อไปนี้ก็เป็นได้: ก. ชำระจิตใจชาวบนีอิสรออีลให้ผ่องแผ้วจากการตั้งภาคี ข. ยับยั้งไม่ให้บาปใหญ่หลวงเช่นนี้อีก ค. ต้องการสื่อให้เห็นถึงปัญหาการหันเหจากหลักเตาฮีด และการหันไปสู่การกราบไหว้เจว็ด อย่างใดก็ตาม การรับการลงโทษที่หนักหน่วงที่สุดก็ถือว่าคุ้มค่าหากแลกกับการหลุดพ้นจากไฟนรก ...
  • ในทัศนะของรายงานและโองการต่างๆ มีการกระทำใดบ้าง ที่ทำลายการงานที่ดี อันเป็นที่ยอมรับ?
    6911 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/01/23
    ทั้งอัลกุรอานและรายงานกล่าวว่า, การมีศรัทธาต่ออัลลอฮฺและการห่างไกลจากการตั้งภาคีและการตกศาสนาคือเงื่อนไขแรกในการตอบรับการกระทำดังนั้นถ้าปราศจากสิ่งนี้จะไม่มีการงานที่ดีอันใดถูกยอมรับณ
  • อิมามผู้บริสุทธิ์ (อ.) ท่านใดที่อ่านดุอาอฺฟะรัจญฺ?
    9911 انتظار فرج 2555/05/20
    คำว่า “ฟะรัจญฺ” (อ่านโดยให้ฟาเป็นฟัตตะฮฺ) ตามรากศัพท์หมายถึง »การหลุดพ้นจากความทุกข์โศกและความหม่นหมอง«[1] ตำราฮะดีซจำนวนมากที่กล่าวถึงดุอาอฺ และการกระทำสำหรับการ ฟะรัจญฺ และการขยายภารกิจให้กว้างออกไป ตามความหมายในเชิงภาษาตามกล่าวมา ในที่นี้ จะขอกล่าวสักสามตัวอย่างจากดุอาอฺนามว่า ดุอาอฺฟะรัจญฺ หรือนมาซซึ่งมีนามว่า นมาซฟะรัจญฺ เพื่อเป็นตัวอย่างดังต่อไปนี้ : หนึ่ง. ดุอาอฺกล่าวโดย ท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ชื่อว่าดุอาอฺ ฟะรัจญฺ [2]«اللَّهُمَّ إِنِّي أَسْأَلُكَ يَا اللَّهُ ...
  • ทำอย่างไรจึงจะฝันเห็นท่านเราะซูล(ซ.ล.)
    12580 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/21
    ในหนังสือมะฟาตีฮุลญินาน(เล่มสมบูรณ์)มีซิเกรและอะมั้ลที่ทำให้สามารถฝันเห็นเอาลิยาอ์ของอัลลอฮ์ได้อย่างไรก็ดีวิธีเหล่านี้ไม่อาจจะเป็นมูลเหตุสมบูรณ์ที่ทำให้สามารถฝันเห็นบุคคลที่เราต้องการเสมอไปกล่าวคือไม่ไช่ว่าทุกคนจะสามารถฝันเห็นท่านศาสดาด้วยอะมั้ลเหล่านี้ได้ทั้งนี้ก็เนื่องจากทักษะดังกล่าวจำเป็นต้องควบคู่กับการหยุดทำบาปและปฏิบัติศาสนกิจภาคบังคับอย่างเคร่งครัดตลอดจนต้องมีจิตใจอันบริสุทธิเพียงพอเสียก่อน. ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61262 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58897 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43326 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41438 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39916 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35126 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29145 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29114 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    28996 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26842 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...