การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
9502
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/06/28
 
รหัสในเว็บไซต์ fa986 รหัสสำเนา 14817
คำถามอย่างย่อ
อะไรคือเหตุผลที่ต้องชำระคุมุสตามทัศนะชีอะฮ์ ต้องนำจ่ายแก่ผู้ใด และเหตุใดพี่น้องซุนหนี่จึงไม่ปฏิบัติ?
คำถาม
อัสลามุอลัยกุม เพราะเหตุใดครึ่งหนึ่งของเงินคุมุสจึงเป็นกรรมสิทธิ์ของซัยยิด คุมุสมิไช่เรื่องที่ชีอะฮ์กุขึ้นหรอกหรือ เพราะแม้ในกุรอานเองยังกล่าวถึงคุมุสเพียงโองการเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องซุนหนี่ที่เคร่งครัดต่อสุนัตท่านนบี ยังไม่เห็นมีใครรู้เรื่องคุมุสเลย แต่โดยส่วนตัวก็เชื่อว่าคุมุสมีประโยชน์ในการควบคุมทรัพย์สินและช่วยลดช่องว่างชนชั้นในสังคมได้เป็นอย่างดี
คำตอบโดยสังเขป

1. โองการที่กล่าวถึงศาสนกิจโดยเฉพาะนั้น มีไม่มากเมื่อเทียบกับกุรอานทั้งเล่ม เนื่องจากกุรอานจะกล่าวถึงหัวข้อศาสนกิจอย่างกว้างๆเช่น นมาซ ศีลอด ...ฯลฯ และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่านนบี(..)และตัวแทนของท่านที่จะอธิบายกฏเกณฑ์และเงื่อนไขปลีกย่อย จะเห็นได้จากการที่กุรอานเองก็กล่าวถึงกฏเกณฑ์ของศาสนกิจสำคัญอย่างการถือศีลอด,ฮัจย์ไว้เพียงเล็กน้อย และยังเหลือข้อปลีกย่อยอีกมากที่กุรอานมิได้อธิบาย กรณีคุมุสก็มีลักษณะคล้ายคลึงกัน
2. เกี่ยวกับโองการคุมุส(อันฟาล:41) อุละมาอ์ฝ่ายซุนหนี่ต่างแสดงทัศนะกันอย่างเต็มที่ จากฮะดีษบางบทในตำราของพวกเขา ทำให้ฝ่ายซุนหนี่เองก็ยอมรับว่ามีการจ่ายคุมุสในสมัยท่านนบีจริง ทุกวันนี้ข้อแตกต่างระหว่างฝ่ายซุนหนี่กับชีอะฮ์มิไช่เรื่องการยอมรับหลักการคุมุสหรือไม่ หากแต่เป็นข้อแตกต่างทางรายละเอียดเสียมากกว่า
3. เหตุผลที่นำจ่ายคุมุสครึ่งหนึ่งแก่บรรดาซัยยิด(ลูกหลานนบี)นั้น ก็เพราะอัลลอฮ์ทรงห้ามมิให้บุคคลกลุ่มนี้รับทานซะกาตและเศาะดะเกาะฮ์. เมื่อยังมีซัยยิดที่ขัดสนอยู่ในสังคม กอปรกับความจำเป็นที่ต้องรักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิของท่านนบี(..) จึงอนุญาตให้บุคคลกลุ่มนี้รับเงินคุมุสได้

คำตอบเชิงรายละเอียด

คุมุสถือเป็นศาสนกิจภาคบังคับประเภทหนึ่งในอิสลาม โดยที่กุรอานผูกโยงการมีศรัทธาไว้กับการชำระคุมุสจงทราบเถิด สิ่งที่สูเจ้าได้รับผลกำไรมานั้น เศษหนึ่งส่วนห้าเป็นกรรมสิทธิของอัลลอฮ์ และเราะซู้ล และเครือญาติ และลูกกำพร้า และผู้ขัดสน และผู้พลัดถิ่น หากสูเจ้ามีศรัทธาต่ออัลลอฮ์...”[1]
กุรอานมักจะกล่าวย้ำเกี่ยวกับเตาฮีด วันกิยามะฮ์ และสภาวะการเป็นเราะซู้ลอยู่บ่อยครั้ง ในขณะที่กล่าวถึงกฏเกณฑ์ศาสนกิจค่อนข้างน้อย ว่ากันว่ามีโองการประเภทนี้เพียง 500 โองการเท่านั้น ซึ่งหากตัดโองการที่ซ้ำหรือคล้ายคลึงกันออกไป ก็จะเหลือเพียงไม่กี่ร้อยโองการ[2] ในขณะที่กฏเกณฑ์และรายละเอียดปลีกย่อยต่างๆของศาสนกิจแต่ละประเภทนั้น มีจำนวนมากกว่าโองการเหล่านี้หลายเท่าทวีคูณ ด้วยเหตุนี้เอง ในกรณีที่บทบัญญัติศาสนกิจใดไม่มีโองการกุรอานระบุไว้ ผู้รู้ศาสนาทุกแขนงมัซฮับจึงต้องหาคำตอบโดยอาศัยหลักฐานจากฮะดีษที่เชื่อถือได้.

ฉะนั้น เมื่อพิจารณาจากการที่ศาสตร์แห่งฟิกเกาะฮ์มีความหลากหลายมากขึ้น กอปรกับการที่มีฮะดีษจากท่านนบี(..)และบรรดาอิมาม(.)มากมายที่สามารถตอบปัญหาทางศาสนกิจได้ เมื่อนั้น หากพบว่ากุรอานกล่าวเกี่ยวกับคุมุสเพียงโองการเดียว ก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอีกต่อไป เพราะสามารถศึกษากฏเกณฑ์รายละเอียดได้จากฮะดีษที่มีความน่าเชื่อถือจากบรรดาอิมาม() หรืออีกตัวอย่างก็คือ การที่กุรอานกล่าวถึงศาสนกิจสำคัญๆ อย่างการถือศีลอดและการทำฮัจย์ไว้เพียงสามถึงสี่โองการเท่านั้น[3] รายละเอียดปลีกย่อยของรุก่นอิสลามอย่างการนมาซก็ไม่ได้มีการกล่าวถึงในกุรอาน ผู้รู้ของทุกมัซฮับจึงต้องศึกษาเพิ่มเติมจากฮะดีษเพื่อให้แตกฉาน อย่างไรก็ดี แม้กุรอานจะกล่าวถึงคุมุสเพียงโองการเดียว แต่เป็นโองการที่ชัดเจนและครอบคลุมเนื้อหาสำคัญได้เป็นอย่างดี.

ท่านอัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอี อธิบายโองการดังกล่าวไว้ว่าغنمหรือغنیمهนั้น หมายถึงการได้มาซึ่งรายได้ ไม่ว่าจะด้วยการค้าขาย งานช่างฝีมือ หรือจากการสงคราม[4] และแม้ว่าในโองการจะกล่าวถึงสินสงครามก็จริง แต่กรณีตัวอย่างไม่อาจจะเจาะจงความหมายของคำๆหนึ่งได้[5] ฉะนั้น ความหมายของคำดังกล่าวยังคงเป็นความหมายเชิงกว้าง และจากรูปประโยคในโองการทำให้เข้าใจได้ว่าหมายถึงทุกสิ่งที่เรียกว่าผลกำไรได้ อันนอกเหนือจากสินสงครามแล้ว การทำเหมืองแร่ กรุสมบัติ ไข่มุกที่ต้องดำน้ำลงไปเก็บ และ... อิมามญะว้าด(.)กล่าวว่าสินสงครามและผลกำไรที่พวกท่านได้มา จะต้องชำระคุมุสหลังจากนั้นท่านได้อัญเชิญโองการคุมุส[6]
ฉะนั้น แม้ว่ากุรอานจะกล่าวถึงเพียงกรณีของสินสงคราม แต่อิมาม(.)ได้อธิบายเพิ่มเติมถึงผลกำไรประเภทอื่นด้วย อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอีกล่าวว่า“...ทัศนะที่ว่าคุมุสมิได้จำกัดเฉพาะสินสงครามนั้น เราได้มาจากฮะดีษมากมายในระดับมุตะวาติร(เชื่อถือได้)”[7]

ส่วนคำว่าذی القربیนั้น หมายถึงเครือญาติใกล้ชิด ซึ่งในโองการนี้หมายถึงเครือญาติของท่านนบี(..) ซึ่งฮะดีษบางบทระบุชัดเจนว่าหมายถึงบุคคลบางกลุ่มในหมู่เครือญาตินบี(..)มิไช่ทั้งหมด.[8]
มีฮะดีษในขุมตำราฝ่ายซุนหนี่มากมายที่ระบุว่า มีการแจกจ่ายคุมุสในสมัยท่านนบี(..)จวบจนวาระสุดท้ายของชีวิตท่าน สุยูฏีรายงานจากอิบนิ อบี ชัยบะฮ์ ซึ่งรายงานจาก ญุบัยร์ บิน มุฏอิมว่าท่านนบีได้แจกจ่ายส่วนของซิลกุ้รบา”(เครือญาตินบี) แก่บนีฮาชิมและลูกหลานอับดุลมุฏ็อลลิบ ฉันและอุษมาน บิน อัฟฟานจึงเดินเข้าไปหาท่านพร้อมกับกล่าวว่า ท่านจะแจกให้ลูกหลานอับดุลมุฏ็อลลิบซึ่งเป็นพี่น้องของเรา โดยที่ไม่แจกให้เราบ้างกระนั้นหรือ? ทั้งๆที่เราและพวกเขาเป็นเครือญาติชั้นเดียวกัน ท่านนบีตอบว่าพวกเขา(บนีฮาชิม)ไม่เคยหนีห่างจากเราทั้งยุคญาฮิลียะฮ์และยุคอิสลาม[9]

ตำราฟิกเกาะฮ์ของฝ่ายซุนหนี่ล้วนมีเนื้อหาเกี่ยวกับคุมุสทั้งสิ้น บางเล่มแทรกในหมวดของซะกาต ส่วนบางเล่มแทรกไว้ในหมวดญิฮาด. กอฎี อิบนุ รุชด์(เสียชีวิต 595..) กล่าวไว้หลังแจกแจงทัศนะฝ่ายซุนหนี่เกี่ยวกับคุมุสว่ายังมีทัศนะที่ขัดแย้งกันในหมู่สหาย(ผู้รู้อะฮ์ลิสซุนนะฮ์)ว่าบุคคลกลุ่มใหนจึงจะเรียกว่าซิลกุรบาบ้างกล่าวว่าหมายถึงบนีฮาชิมเท่านั้น บ้างเชื่อว่าบนีฮาชิมและบนีอับดุลมุฏ็อลลิบ อย่างไรก็ดี ฮะดีษของญุบัยร์ บิน มุฏอิมคือแหล่งอ้างอิงของทัศนะที่สอง.”[10]

สรุปเบื้องต้นได้ว่า คุมุสมิไช่ประเด็นที่กุขึ้นโดยชีอะฮ์แต่ประการใด ข้อแตกต่างหลักระหว่างทัศนะชีอะฮ์และซุนหนี่เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ชีอะฮ์เชื่อว่าบทบัญญัติคุมุสยังคงบังคับใช้เช่นเดิม เนื่องจากเครือญาติของท่านนบีที่เดือดร้อนขัดสนยังมีอยู่ในสังคม อิมามชาฟิอีก็เชื่อว่าคุมุสในส่วนของซิลกุรบามิได้ถูกยกเลิกภายหลังนบีวะฝาตเช่นกัน.[11]

ส่วนเหตุผลที่ต้องชำระคุมุสและแบ่งครึ่งหนึ่งให้แก่บุคคลที่เป็นซัยยิด(เชื้อสายนบี):
1.
ในสังคมมุสลิม ผู้นำจะต้องมีงบประมาณไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อธำรงค์ไว้ซึ่งศาสนาของอัลลอฮ์ บังคับใช้กฏหมายของพระองค์ และบริหารสังคมให้อยู่เย็นเป็นสุข ผู้นำสังคมอย่างท่านนบี(..) บรรดาอิมาม(.) และเหล่าอุละมาอ์ซึ่งเป็นตัวแทนในยุคที่อิมามเร้นกายนั้น ล้วนแล้วแต่มีค่าใช้จ่ายเพื่อกิจการสาธารณะเช่น ช่วยเหลือผู้ยากไร้ สร้างและดูแลมัสญิด จัดทัพออกสงคราม และกิจกรรมการกุศลอื่นๆ ซึ่งงบประมาณส่วนนี้ได้รับมาจากคุมุส ดังที่ท่านอิมาม(.)กล่าวว่าคุมุสช่วยให้เราทำนุบำรุงศาสนาของพระองค์ได้[12]
2. 
คุมุสช่วยพัฒนาจิตวิญญาณให้สมบูรณ์ เนื่องจากผู้ที่ชำระคุมุสตั้งเจตนาปลีกตัวจากกิเลศ และมุ่งแสวงหาความพอพระทัยจากอัลลอฮ์อันเป็นความไพบูลย์สูงสุด.[13]

ส่วนสาเหตุที่ต้องแบ่งคุมุสครึ่งหนึ่งให้แก่เหล่าซัยยิดนั้น เบื้องต้นต้องคำนึงว่าทั้งคุมุสและซะกาตล้วนเป็นภาษีสำหรับรัฐอิสลามทั้งสิ้น ทั้งนี้ก็เพื่อแบ่งสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม และช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสในสังคม อย่างไรก็ดี ยังมีข้อแตกต่างระหว่างคุมุสกับซะกาตตรงที่ว่า ซะกาตถือเป็นทรัพย์สินส่วนรวม การจำหน่ายงบประมาณจึงเป็นไปตามจุดประสงค์เพื่อสาธารณะเป็นหลัก ส่วนคุมุสนับเป็นภาษีที่หล่อเลี้ยงรัฐอิสลามโดยตรง ค่าใช้จ่ายของรัฐและผู้ดำเนินการจะได้จากส่วนนี้ เมื่อทราบดังนี้จึงเข้าใจได้ว่า การที่บรรดาซัยยิดถูกห้ามไม่ให้รับซะกาตก็ถือเป็นมาตรการที่ต้องการแยกลูกหลานศาสดาออกจากทรัพย์สินส่วนนี้ เพื่อไม่ให้ศัตรูสร้างข้อครหาได้ว่านบีมุฮัมมัด(..)จัดแจงให้ลูกหลานของตนเข้าไปแทรกแซงทรัพย์สินส่วนรวม แต่อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่าในหมู่ซัยยิดก็มีผู้ขัดสนอยู่เช่นกัน ซึ่งก็ต้องได้รับการช่วยเหลือเหมือนคนอื่นๆ สรุปคือ การได้รับคุมุสมิไช่การปฏิบัติสองมาตรฐานเพื่อยกยอซัยยิด แต่เป็นเพียงมาตรการที่ตราไว้เพื่อไม่ให้เป็นข้อครหาในภายหลัง[14] เป็นไปได้อย่างไรที่อิสลามพร้อมที่จะจ่ายงบประมาณซะกาตเพื่อช่วยเหลือผู้ยากไร้ทั่วไป แต่กลับปล่อยลูกหลานนบีให้อดอยากปากแห้งโดยไม่เหลียวแล?! ฉะนั้นหลักการคุมุสจึงมิไช่สิทธิพิเศษเพื่อสรรเสริญเยินยอชนชั้นซัยยิด ทั้งนี้เพราะในแง่จำนวนเงินที่ได้รับก็ไม่ได้มากไปกว่าคนทั่วไปแต่อย่างใด กล่าวได้ว่าอิสลามมีสองกองทุน กองทุนคุมุสและกองทุนซะกาต ผู้ยากไร้ไม่ว่าซัยยิดหรือคนทั่วไป ต่างก็มีสิทธิได้รับการช่วยเหลือจากแต่ละกองทุนในจำนวนเท่ากัน นั่นคือจำนวนเงินที่พอเพียงสำหรับหนึ่งปี. ผู้ยากไร้ทั่วไปได้รับจากกองทุนซะกาต และผู้ยากไร้ที่เป็นซัยยิดจะได้รับจากกองทุนคุมุส และบรรดาซัยยิดไม่มีสิทธิแตะต้องซะกาตเลยแม้แต่บาทเดียว.



[1] ซูเราะฮ์อันฟาล,41.

وَ اعْلَمُوا أَنَّما غَنِمْتُمْ مِنْ شَیْ‏ءٍ فَأَنَّ لِلَّهِ خُمُسَهُ وَ لِلرَّسُولِ وَ لِذِی الْقُرْبى‏ وَ الْیَتامى‏ وَ الْمَساکینِ وَ ابْنِ السَّبیلِ إِنْ کُنْتُمْ آمَنْتُمْ بِاللَّهِ و...

[2] กันซุลอิรฟาน,อะกี้ก บัคชอเยชี,หน้า 29.

[3] อ้างแล้ว,หน้า 179,242.

[4] อัลมีซานฉบับแปลฟารซี,เล่ม 9,หน้า 118.

[5] อ้างแล้ว,เล่ม 9,หน้า120.

[6] วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 6,หน้า 8.(บทว่าด้วยสิ่งที่เป็นวาญิบต้องนำจ่ายคุมุส)

[7] อัลมีซานฉบับแปลฟารซี,เล่ม 9,หน้า 136,137.

[8] อ้างแล้ว,เล่ม 9,หน้า 118.

[9] อัดดุรรุล มันษู้ร,เล่ม 3,หน้า 186,อ้างจากอัลมีซาน,เล่ม 9,หน้า 138.

[10] อิบนิ รุชด์,บิดายะตุ้ลมุจตะฮิด,หมวดญิฮาด,หน้า 382,383.

[11] รวมคำถามคำตอบ,เล่ม10,หน้า32.(อะห์กามคุมุส)

[12] อิมามริฏอกล่าวว่า ان اخراجه (خمس) مفتاح رزقکم و تمحیص ذنوبکم (การชำระคุมุสเป็นกุญแจสู่ริซกีและจะนำมาซึ่งอภัยโทษจากพระองค์)วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 6,บทว่าด้วยอันฟาล,บท 3,เล่ม 2.

[13] ตัฟซีร เนมูเนะฮ์,เล่ม 7,หน้า 184.

[14] อ้างแล้ว,หน้า183.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ถ้าหากมุสลิมคนหนึ่งหลังจากการค้นคว้าแล้วได้ยอมรับศาสนาคริสต์ ถือว่าตกศาสนาโดยกำเนิด และต้องประหารชีวิตหรือไม่?
    11584 ปรัชญาของศาสนา 2555/04/07
    แม้ว่าศาสนาอิสลามอันชัดแจ้งได้เชิญชวนมนุษย์ทั้งหมดไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ, แต่ก็มิได้หมายความว่าบังคับให้ทุกคนต้องยอมรับเช่นนั้น, เนื่องจากอีมานและความเชื่อศรัทธาต้องไม่เกิดจากการบีบบังคับ, แน่นอน แต่สิ่งนี้ก็มิได้หมายความว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ขัดแย้งต่อรากหลักของศาสนา, เนื่องจากรากหลักของอิสลามวางอยู่บน หลักความเป็นเอกภาพของพระเจ้า และปฏิเสธการตั้งภาคีเทียบเทียมโดยสิ้นเชิง, และในทัศนะของอิสลามบุคคลใดที่ยอมรับอิสลามแล้ว และเจริญเติบโตขึ้นมาในครอบครัวอิสลาม, ต่อมาเขาได้ปฏิเสธรากศรัทธาของอิสลาม และเป็นปรปักษ์ซึ่งปัญหาความเชื่อส่วนตัวได้ลามกลายเป็นปัญหาสังคม และได้เผชิญหน้ากับศาสนา หรือสร้างฟิตนะฮฺ (ความเสื่อมทราม) ให้เกิดขึ้นทางความคิดของสังคมส่วนรวม และบังเกิดความลังเลใจในการตัดสินใจระหว่างสิ่งถูกกับสิ่งผิด, เท่ากับเขากลายเป็นอาชญากรของสังคม ดังนั้น จำเป็นต้องแบกรับบทลงโทษที่ได้ก่อขึ้น บทลงโทษของบุคคลที่ออกนอกศาสนาโดยกำเนิด ก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่าเขาเป็นอาชญากร กระทำความผิดให้เกิดแก่สังคม มิใช่เพราะความผิดส่วนตัว ด้วยเหตุนี้เอง การลงโทษบุคคลที่ตกศาสนา จะไม่ครอบคลุมถึงบุคคลที่ออกนอกศาสนาไปแล้ว, แต่ไม่ได้เปิดเผยให้เกิดความเสียหายแก่คนอื่น อีกนัยหนึ่ง, สมมุติว่าบุคคลหนึ่งได้พยายามทุ่มเทค้นคว้าหาความจริงด้วยตัวเองว่า ฉะนั้น การตกศาสนาของเขาย่อมได้รับการอภัย ณ อัลลอฮฺ, แน่นอนว่า บุคคลเช่นนี้ในแง่ของบทบัญญัติส่วนตัวเขามิได้กระทำความผิดแต่อย่างใด, แต่ถ้าเขาเพิกเฉยต่อการค้นคว้าหาความจริงละก็ ในแง่ของบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องส่วนตัวถือว่า เขาได้กระทำผิด, ส่วนการตกศาสนานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดส่วนตัว เนื่องจากการออกนอกศาสนานั้น เท่ากับได้ทำลายจิตวิญญาณศาสนาของสังคมไปจนหมดสิ้นแล้ว นอกจากนั้นยังได้ทำลายและเป็นการคุกคามความสำรวมของประชาชน ...
  • หากประสบกับภาวะน้ำแพง จะอาบน้ำยกหะดัสใหญ่อย่างไร?
    8721 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/08
    โดยปกติแล้วการทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ถือเป็นมุสตะฮับแต่จะเป็นวาญิบต่อเมื่อต้องทำนมาซฟัรดูหรืออิบาดะฮ์อื่นๆ[1]แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้เพื่ออาบน้ำยกหะดัสใหญ่นั้นมีราคาสูงเสียจนอาจสร้างปัญหาแก่คุณในแง่ทุนทรัพย์ในกรณีเช่นนี้การหาน้ำและการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ก็ไม่เป็นวาญิบอีกต่อไปและสามารถทำตะยัมมุมแทนได้[2]ควรใช้น้ำสำหรับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เท่าที่ความสามารถของท่านจะอำนวยฉะนั้นการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่กับน้ำนั้นจะเป็นวาญิบเฉพาะกรณีที่เงื่อนไขด้านน้ำเอื้ออำนวยเท่านั้นอนึ่งหากในหนึ่งวันท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้เพียงครั้งเดียวท่านสามารถเลื่อนการนมาซซุฮริ-อัซริออกไปและอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เพื่อให้สามารถทำนมาซซุฮ์ริ, อัซริ, มักริบและอีชาด้วยกับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ครั้งเดียวได้และหากท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้๒ครั้งให้อาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซซุบฮิหนึ่งครั้งและทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซ๔เวลาที่เหลือดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น (โดยเลื่อนการนมาซซุฮริและอัศริออกไปจนใกล้ถึงเวลานมาซมักริบและอิชา)[1]ประมวลปัญหาศาสนาโดยบรรดามัรญะอ์,เล่ม 1,
  • กรุณาเล่าถึงพจนารถของอิมามอลี(อ.)ที่ว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่า อะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่า สิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่า สิ่งใดอยู่ใกล้ และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า?
    7231 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/15
    อัลลามะฮ์มัจลิซีได้รายงานฮะดีษบทหนึ่งไว้ในหนังสือบิฮารุลอันว้ารว่า “มีผู้สอบถามอิมามอลีว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่าอะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่าสิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่าสิ่งใดอยู่ใกล้และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า? แต่ก่อนที่ชายผู้นั้นจะถามจนจบท่านอิมามได้ตอบด้วยบทกวีที่ว่า...توب رب الورى واجب علیهمو ترکهم للذنوب اوجب‏و الدهر فی صرفه عجیبو غفلة الناس فیه اعجب‏
  • ฮะดีษนี้เศาะฮี้ห์หรือไม่: การภักดีต่ออลี(อ.)คือสัมมาคารวะที่แท้จริง และการไม่ภักดีต่อท่าน คือการปฏิเสธพระเจ้า
    7758 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/11/09
    ฮะดีษนี้มีเนื้อหาที่ถูกต้องเนื่องจากมีรายงานอย่างเป็นเอกฉันท์กล่าวคือมีฮะดีษมากมายที่ถ่ายทอดถึงเนื้อหาดังกล่าวอย่างไรก็ดีการปฏิเสธในที่นี้ไม่ไช่การปฏิเสธอิสลามแต่เป็นการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงแน่นอนว่าการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงย่อมมิได้ทำให้บุคคลผู้นั้นอยู่ในฮุก่มของกาเฟรทั่วไปในแง่ความเป็นนะญิส ...ฯลฯต้องเข้าใจว่าที่เชื่อว่าการไม่จงรักภักดีต่อท่านอิมามอลี(อ.)เท่ากับปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะการจงรักภักดีต่อท่านคือแนวทางสัจธรรมที่พระองค์ทรงกำหนดฉะนั้นผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านก็เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์
  • ถ้าหากบนผิวหนังมีจุด่างดำ หรือสีน้ำตาล สามารถผ่าตัด หรือยิงเลเซอร์ได้ไหม ถ้าสามียินยอม?
    8647 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    ทัศนะของมัรญิอฺตักลีดบางท่านเกี่ยวกับการผ่าตัดจุดด่างดำปานบนผิวหนังด้วยการยิงเลเซอร์เช่นสำนักฯพณฯ
  • บรรดาอิมามและอุละมามีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับโคลงกลอน?
    7723 สิทธิและกฎหมาย 2555/05/15
    บางคนอาจจะคิดว่าอิสลามมีอคติเกี่ยวกับบทกลอนบทกวี แต่นี่เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น ไม่เป็นที่สงสัยว่าพรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์ก็เปรียบเสมือนความสามารถด้านอื่นๆของมนุษย์ที่จะมีคุณค่าต่อเมื่อนำไปใช้ในทางที่ดี แต่หากนำไปใช้บ่อนทำลายจริยธรรมในสังคม อันจะสร้างความเสื่อมทราม นำพาสู่ความไร้แก่นสารและจินตนาการอันเลื่อนลอย หรือหากใช้เป็นเครื่องบันเทิงที่ไร้สาระ บทกวีเหล่านี้ก็จะถือว่าไร้คุณค่าและมีอันตรายทันที เป็นที่น่าเสียดายที่บทกวีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดในหลายยุคหลายสมัย พรสวรรค์จากอัลลอฮ์ประเภทนี้ถูกสังคมที่ฟอนเฟะแปรสภาพเป็นเครื่องมือทำลายจริยธรรมในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคญาฮิลียะฮ์อันเป็นยุคแห่งความถดถอยทางความคิดของชนชาติอรับนั้น “บทกวี” “สุราเมรัย” และ “การปล้นสดมภ์”เป็นเรื่องที่ควบคู่กันเสมอมา แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าบทกวีที่มีเนื้อหาสูงส่งสามารถสร้างวีรกรรมบ่อยครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ บางครั้งสามารถทำให้กลุ่มชนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นทะลวงฟันอริศัตรูได้อย่างอาจหาญไม่กลัวความตาย บรรดาอิมามกล่าวถึงบทกวีที่มีเนื้อหาสาระบ่อยครั้ง อีกทั้งยังเคยขอดุอาหรือตบรางวัลมูลค่าสูงแก่เหล่านักกวี แต่หากจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้ครบก็คงจะทำให้บทความเย่นเย้อโดยไช่เหตุ ...
  • การพูดคุยกับผู้หญิงที่ไม่เคยเห็น จะเป็นอะไรหรือไม่?
    9374 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/21
    ตามหลักการคำสอนของอิสลามศาสนาบริสุทธิ์, การติดต่อสัมพันธ์ในทุกรูปแบบระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาว,ถ้าการติดต่อสัมพันธ์กันนั้นเกรงว่าจะนำไปสู่ข้อครหาหรือเกรงว่าจะนำไปสู่บาปแล้วละก็ถือว่ไม่อนุญาตและมีปัญหาด้านกฏเกณฑ์แน่นอน
  • เพราะเหตุใดชีอะฮฺจึงตั้งชื่อตนเองว่า อับดุลฮุซัยนฺ (บ่าวของฮุซัยนฺ) หรืออับดุลอะลี (บ่าวของอะลี) และอื่นๆ? ขณะที่อัลลอฮฺตรัสว่า : จงนมัสการและเป็นบ่าวเฉพาะข้าเท่านั้น
    8827 توحید و شرک 2555/07/16
    1.คำว่า “อับดฺ” ในภาษาอาหรับมีหลายความหมายด้วยกัน : หนึ่ง หมายถึงบุคคลที่ให้การเคารพ นอบน้อม และเชื่อฟังปฏิบัติตาม, สอง บ่าวหรือคนรับใช้ หรือผู้ถูกเป็นเจ้าของ 2. สถานภาพอันสูงส่งของบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์นั้นเองที่เป็นสาเหตุทำให้บรรดาผู้เจริญรอยตาม ต้องการเปิดเผยความรักและความผูกพันที่มีต่อบรรดาท่านเหล่านั้น จึงได้ตั้งชื่อบุตรหลานว่า “อับดุลฮุซัยนฺ หรืออับดุลอะลี” หรือเรียกตามภาษาฟาร์ซีย์ว่า ฆุล่ามฮุซัยนฺ ฆุล่ามอะลี และ ...อื่นๆ 3.คนรับใช้ นั้นแน่นอนว่ามิได้หมายถึงการช่วยเหลือทางโลก หรือเฉพาะการดำรงชีพในแต่ละวันเท่านั้น, ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าและมีค่ามากไปกว่านั้นคือ การฟื้นฟูแนวทาง แบบอย่าง และการเชื่อฟังผู้เป็นนายั่นเอง, เนื่องจากแม้ร่างกายของเขาจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว, แต่จิตวิญญาณของเขายังมีชีวิตและมองดูการกระทำของเราอยู่เสมอ 4.วัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์คำว่า “อับดฺ” ในการตั้งชื่อตามกล่าวมา (เช่นอับดุลฮุซัยนฺ) เพียงแค่ความหมายว่าต้องการเผยให้เห็นถึงความรัก และการเตรียมพร้อมในการรับใช้เท่านั้น ถ้าเป็นเพียงเท่านี้ถือว่าเหมาะสมและอนุญาต, ...
  • อัคล้ากกับเชาวน์ปัญญามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร?
    7133 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/02/18
    อัคล้าก (จริยธรรม) แบ่งออกเป็นสองประเภทเสมือนศาสตร์แขนงอื่นๆดังนี้ก. จริยธรรมภาคทฤษฎีข. จริยธรรมภาคปฏิบัติการเรียนรู้หลักจริยธรรมภาคทฤษฎีมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเชาวน์ปัญญา กล่าวคือ ยิ่งมีความเฉลียวฉลาดเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่หากมีเชาวน์ปัญญาน้อย ก็จะทำให้เรียนรู้จริยศาสตร์ได้น้อยตามไปด้วยทว่าในส่วนของภาคปฏิบัติ (ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นจุดประสงค์หลักของผู้ถาม) จำเป็นต้องชี้แจงในรายละเอียดดังต่อไปนี้มีการนิยามคำว่าอัคล้ากว่า เป็นพหูพจน์ของ “คุ้ลก์” อันหมายถึง “ทักษะทางจิตใจของมนุษย์ที่ส่งผลให้กระทำการใดๆโดยอัตโนมัติ”ฉะนั้น อัคล้าก (จริยธรรม) ก็คือนิสัยและความเคยชินที่หยั่งรากลึกในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจกรรมโดยไม่ต้องข่มใจ นั่นหมายความว่า การทำดีในลักษณะที่เกิดจากการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น แม้จะถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ไม่ถือเป็นความประเสริฐทางอัคล้าก ผู้ที่มีอัคล้ากดีก็คือผู้ที่กระทำความดีจนกลายเป็นอุปนิสัย ...
  • โองการตัฏฮีร กล่าวอยู่ในอัลกุรอานบทใด?
    8328 امامت و ولایت 2555/06/30
    อัลกุรอาน โองการที่รู้จักกันเป็นอย่างดีหรือ โองการตัฏฮีร, โองการที่ 33 บทอัลอะฮฺซาบ.อัลกุรอาน โองการนี้อัลลอฮฺ ทรงอธิบายให้เห็นถึง พระประสงค์ที่เป็นตักวีนีของพระองค์ สำหรับการขจัดมลทินให้สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์ แก่ชนกลุ่มหนึ่งนามว่า อะฮฺลุลบัยตฺ อัลกุรอาน โองการนี้นับว่าเป็นหนึ่งในโองการทรงเกียรติยศยิ่ง เนื่องจากมีรายงานจำนวนมากเกินกว่า 70 รายงาน ทั้งจากฝ่ายซุนนีและชีอะฮฺ กล่าวถึงสาเหตุแห่งการประทานลงมา จำนวนมากมายของรายงานเหล่านั้นอยู่ในขั้นที่ว่า ไม่มีความสงสัยอีกต่อไปเกี่ยวกับจุดประสงค์ของโองการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับ อะฮฺลุลบัยตฺ ของท่านศาสดา (ซ็อล น) ซึ่งประกอบไปด้วย ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอะลี ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ (อ.) แม้ว่าโองการข้างต้นจะถูกประทานลงมา ระหว่างโองการที่กล่าวถึงเหล่าภริยาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก็ตาม แต่ดังที่รายงานฮะดีซและเครื่องหมายอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงประเด็นดังกล่าวนั้น สามารถเข้าใจได้ว่า โองการข้างต้นและบทบัญญัติของโองการ มิได้เกี่ยวข้องกับบรรดาภริยาของท่านศาสดาแต่อย่างใด และการกล่าวถึงโองการที่มิได้เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61281 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58915 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43337 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41474 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39934 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35143 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29166 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29142 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29010 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26855 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...