การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
8302
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/12/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa7416 รหัสสำเนา 20023
หมวดหมู่ تاريخ بزرگان
คำถามอย่างย่อ
การสู่ขออดีตภรรยาของอับดุลลอฮ์ บิน สะลามที่ชื่ออุร็อยนับโดยอิมามฮุเซน(อ.)และยะซีดในเวลาเดียวกัน มีผลต่อเหตุการณ์กัรบะลาอย่างไร?
คำถาม
1. เรื่องราวการสู่ขออุร็อยนับ อดีตภรรยาของอับดุลลอฮ์ บิน สะลาม โดยอิมามฮุเซน(อ.)และยะซีดในเวลาเดียวกัน เชื่อถือได้เพียงใด?
2. หากเชื่อถือได้ กรุณาเล่ารายละเอียดให้ฟังด้วยค่ะ
3. คุณคิดว่าอิมามฮุเซน(อ.)เข้าไปพัวพันกับเรื่องนี้เพื่ออะไร?
4. จริงหรือไม่ที่ว่าเรื่องดังกล่าวมีส่วนทำให้ยะซีดโกรธและบงการให้เกิดเหตุนองเลือดที่กัรบะลา
จะขอบคุณมาก หากจะกรุณาแนะนำหนังสือภาษาฟารซีเกี่ยวกับเรื่องนี้
คำตอบโดยสังเขป

ตำราประวัติศาสตร์บางเล่มระบุว่า แม้ยะซีดจะมีสิ่งบำเรอกามารมณ์อย่างครบครัน แต่ก็ยังอยากจะเชยชมหญิงที่มีสามีแล้วอย่างอุร็อยนับ บินติ อิสฮ้าก ภรรยาของอับดุลลอฮ์ บิน สะลาม
มุอาวิยะฮ์ผู้เป็นพ่อของยะซีดจึงคิดอุบายที่จะพรากหญิงสาวคนนี้จากสามีเพื่อให้ลูกชายของตนสมหวังในกามราคะ อิมามฮุเซน(.) ทราบเรื่องนี้เข้าจึงคิดขัดขวางแผนการดังกล่าว โดยใช้บทบัญญัติอิสลามทำลายอุบายของมุอาวิยะฮ์ และปล่อยให้อุร็อยนับคืนสู่อับดุลลอฮ์ บิน สะลามผู้เป็นสามีอีกครั้งหนึ่ง ทำให้ยะซีดหมดโอกาสที่จะย่ำยีครอบครัวนี้ได้อีกต่อไป
แม้รายงานทางประวัติศาสตร์ชิ้นนี้จะมีข้อกังขามากพอสมควร แต่สมมติว่าเป็นเรื่องจริง ก็มิไช่เรื่องเสียหายสำหรับอิมามฮุเซนแต่อย่างใด กลับจะชี้ให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดและเมตตาธรรมของท่านในการรักษาเกียรติยศครอบครัวมุสลิมได้เป็นอย่างดี
อนึ่ง ไม่มีตำราที่มีชื่อเสียงเล่มใดระบุว่าเรื่องราวดังกล่าวเป็นสาเหตุให้ยะซีดแค้นฝังใจและก่อเหตุนองเลือดที่กัรบะลา

คำตอบเชิงรายละเอียด

สิ่งที่ตำราประวัติศาสตร์บันทึกไว้เกี่ยวกับเรื่องนี้ก็คือ ในรัชสมัยของมุอาวิยะฮ์ มีสตรีผู้ศรัทธาคนหนึ่งนามว่า อุร็อยนับ บุตรีของอิสฮ้าก ซึ่งชื่อเสียงความงดงามของเธอเลื่องลือไปทั่ว
ยะซีดซึ่งยังดำรงตำแหน่งมกุฏราชกุมารอยู่ ได้ยินเช่นนั้นก็หลงรักเธอ แต่ก่อนที่ยะซีดจะดำเนินการเพื่อให้ได้เชยชมเธอ เธอก็ตัดสินใจแต่งงานกับญาติที่มีนามว่า อับดุลลอฮ์ บิน สะลาม เสียก่อน และใช้ชีวิตที่แผ่นดินอิรักอย่างรื่นรมย์ใจ

มุอาวิยะฮ์ผู้เป็นพ่อทราบความทั้งหมด จึงสัญญาว่าจะทำให้ยะซีดสมปรารถนาให้จงได้ โดย  เวลานั้นอับดุลลอฮ์เป็นข้าราชการคนหนึ่งของมุอาวิยะฮ์ในอิรัก มุอาวิยะฮ์เรียกตัวอับดุลลอฮ์มาที่เมืองชาม โดยแจ้งแก่เขาผ่านอบูดัรดาอ์และอบูฮุร็อยเราะฮ์ว่าประสงค์จะยกลูกสาวตนให้แต่งงานกับอับดุลลอฮ์ เนื่องจากมีศักยภาพพอที่จะเป็นราชบุตรเขยของมุอาวิยะฮ์

อับดุลลอฮ์ตอบรับอุบาย อบูฮุร็อยเราะฮ์และอบูดัรดาอ์รีบแจ้งแก่มุอาวิยะฮ์  มุอาวิยะฮ์ซักซ้อมกับลูกสาวตนเองว่า หากสองคนนั้นมาสู่ขอเธอให้อับดุลลอฮ์ จงแสร้งทำเป็นตอบรับการสู่ขอ แต่จงบอกไปว่าเธอมีเงื่อนไขว่าอับดุลลอฮ์จะต้องหย่าขาดจากภรรยาคนเก่าเสียก่อนจึงจะยอมแต่งงาน
ในที่สุด อับดุลลอฮ์ก็หลงอุบายและยอมหย่าจากภรรยา โดยขอให้มุอาวิยะฮ์ทำตามสัญญาที่ให้ไว้

มุอาวิยะฮ์ตอบว่าหากลูกสาวของข้าพึงพอใจ ข้าก็ไม่ว่ากระไรอบูดัรดาและอบูฮุร็อยเราะฮ์หารือกับลูกสาวมุอาวิยะฮ์และแจ้งให้ทราบว่าอับดุลลอฮ์ได้หย่าจากอุร็อยนับแล้ว แต่นางตอบว่า ขอฉันไตร่ตรองเกี่ยวกับเรื่องนี้เสียก่อน

เวลาผ่านไปกระทั่งอิดดะฮ์ของอุร็อยนับสิ้นสุดลง ทั้งสองคนสอบถามลูกสาวมุอาวิยะฮ์อีกครั้ง นางตอบปฏิเสธว่าฉันเห็นว่าไม่เหมาะสม !มุอาวิยะฮ์รีบส่งสองคนนี้ไปที่อิรักเพื่อให้สู่ขออุร็อยนับให้แก่ยะซีด เมื่อทั้งสองย่างเข้าสู่อิรัก ก็ทราบว่าอิมามฮุเซน(.) ก็พำนักอยู่ที่อิรักเช่นกัน จึงตัดสินใจจะไปเยี่ยมอิมามก่อน แล้วจึงหวนไปปฏิบัติภารกิจของมุอาวิยะฮ์ต่อ เมื่อได้พบอิมาม ท่านถามว่า พวกท่านมาทำอะไรที่อิรัก? อบูดัรดาเล่าความทั้งหมดให้อิมามฟัง ท่านจึงกล่าวว่าฉันเองก็ตัดสินใจจะสู่ขออุร็อยนับอยู่เหมือนกัน ในเมื่อท่านจะไปอยู่แล้ว ก็ขอฝากไปบอกเรื่องนี้แก่เธอด้วยเมื่อไปถึงบ้านอุร็อยนับ อบูดัรดาจึงสู่ขอให้กับยะซีดและอิมามฮุเซนพร้อมกัน นางขอคำปรึกษาว่าจะเลือกผู้ใดดี อบูดัรดาตอบว่า อิมามฮุเซนเหมาะจะเป็นสามีของเธอมากกว่า ด้วยเหตุฉะนี้ อิมามฮุเซนจึงแต่งงานกับเธอด้วยสินสอดเท่ากับจำนวนเงินที่ยะซีดฝากมาเพื่อการนี้

เมื่ออับดุลลอฮ์ (ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ที่เมืองชาม) ทราบว่าตนเองพ่ายกลอุบายของมุอาวิยะฮ์และถูกตัดเงินเดือน จึงกลับสู่อิรักเพื่อจะมารับของที่เคยฝากไว้กับอุร็อยนับคืนไป เขาเข้าพบอิมามฮุเซนและแจ้งว่าต้องการเพียงแค่จะรับของฝากจากอดีตภรรยาเท่านั้น เมื่ออดีตคู่รักเจอหน้ากัน จึงหวลรำลึกถึงอดีตแล้วร้องไห้ด้วยกัน ท่านอิมามเห็นเช่นนั้นจึงสงสารพร้อมกับกล่าวว่าฉันหย่าขาดจากนางสามครั้งแล้ว โอ้อัลลอฮ์ พระองค์ทรงทราบดีว่าข้าพระองค์มิได้สมรสกับนางเพราะต้องการทรัพย์สินหรือความเลอโฉม แต่เพื่อจะส่งมอบนางแก่สามีเท่านั้นจากนั้นอิมามจึงมอบมะฮัรแก่นาง อับดุลลอฮ์และภรรยาต้องการจะมอบของกำนัล แต่ท่านอิมามกล่าวว่า ของกำนัลที่ฉันหวังจากพระองค์นั้นยิ่งใหญ่กว่านี้นักแล้วสองสามีภรรยาก็กลับไปใช้ชีวิตเช่นอดีต[1]

ข้อสังเกตุที่พบเห็นได้ในเรื่องราวนี้ที่สามารถบ่งบอกว่าเป็นเรื่องที่กุขึ้นก็คือ
1. เรื่องดังกล่าวไม่มีสายรายงาน จึงไม่สามารถนำมาวิพากษ์วิจารณ์ได้ เนื่องจากอิบนิ กุตัยบะฮ์ (ผู้ประพันธ์หนังสืออัลอิมามะฮ์วัสสิยาสะฮ์) มีชีวิตในศตวรรษที่สาม (..) ถือกำเนิดในปีฮ..213 ในขณะที่อิมามฮุเซนเสียชีวิตที่กัรบะลาในปีฮ.. 61 แสดงว่าเขาถือกำเนิดหลังเหตุการณ์กัรบะลาถึง 152  ปี ย่อมจะต้องรายงานเรื่องนี้มาจากผู้อื่น ทว่าเขาไม่ระบุสายรายงาน ทำให้ไม่สามารถจะตรวจสอบได้ ซึ่งมีความเป็นได้ที่อาจมีผู้กุเรื่องแล้วเล่าให้เขาฟัง

2. อบูดัรดาซึ่งในเรื่องนี้ระบุว่าเป็นสื่อกลางระหว่างมุอาวิยะฮ์และอับดุลลอฮ์ บิน สะลามและอุร็อยนับนั้น เป็นที่ทราบกันในหมู่นักประวัติศาสตร์ว่าเสียชีวิตตั้งแต่สมัยอุษมานแล้ว (ราวๆปี .. 38,39)[2] ดังนั้น จะเป็นไปได้อย่างไรที่เขาจะอยู่ในเหตุการณ์ดังกล่าวซึ่งเกิดขึ้นช่วยท้ายรัชสมัยของมุอาวิยะฮ์ขณะที่ยะซีดเป็นมกุฏราชกุมาร?

3. ไม่มีตำราที่มีชื่อเสียงเล่มใดบันทึกเรื่องราวดังกล่าวเลย ตำราที่พอจะเป็นที่รู้จักที่รายงานไว้ก็คือ อัลอิมามะฮ์ วัสสิยาสะฮ์ ของอิบนิ กุตัยบะฮ์ ซึ่งหลายคนก็ตั้งข้อสงสัยว่าเป็นงานเขียนของเขาจริงหรือไม่[3]

4. ไม่มีตำราที่น่าเชื่อถือเล่มใดระบุว่าอิมามฮุเซนกลับมาที่อิรัก ภายหลังจากที่เดินทางกลับมะดีนะฮ์หลังอิมามอลี(.)เสียชีวิต นอกจากเหตุการณ์อาชูรอ ในขณะที่เรื่องอุร็อยนับอ้างว่าเกิดขึ้นก่อนกัรบะลา

5. เรื่องนี้ระบุว่าอิมามหย่าขาดจากอุร็อยนับสามรอบในคราเดียว ในขณะที่ตามฮุก่มฝ่ายชีอะฮ์นั้น การหย่าสามรอบในคราเดียวถือว่าไม่มีผล และให้นับเป็นหนึ่งรอบ[4]

6. หนึ่งในเงื่อนไขของการหย่าร้างก็คือการมีพยานสองคน กุรอานกล่าวว่า “...และจงจัดให้มีพยานชายสองคนในหมู่สูเจ้า และจงเป็นพยานเพื่ออัลลอฮ์[5] อิมามศอดิกเคยกล่าวไว้ว่าการหย่าร้างจะไม่เกิดขึ้นเว้นแต่มีพยานสองคน[6]

ข้อสังเกตุแต่ละข้อก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เราต้องตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องเล่าดังกล่าว แต่อย่างไรก็ดี หากจะมองข้ามข้อบกพร่องเรื่องสายรายงานและเนื้อหา โดยสมมติว่ายอมรับเรื่องดังกล่าว ไม่เพียงแต่อิมามฮุเซนจะไม่ด่างพร้อยในเรื่องนี้ กลับจะชี้ให้เห็นถึงความเฉลียวฉลาดและเมตตาธรรมของท่านในการรักษาเกียรติยศครอบครัวมุสลิมได้เป็นอย่างดี

ตามเนื้อหาของเรื่องเล่านี้ อิมามฮุเซน(.)ได้ช่วยหญิงสาวให้พ้นจากกลอุบายอันสกปรกของมุอาวิยะฮ์ และคืนแก่สามีของนาง โดยเฉพาะที่ระบุว่าท่านกล่าวว่าโอ้อัลลอฮ์ พระองค์ทรงทราบดีว่าข้าพระองค์มิได้สมรสกับนางเพราะต้องการทรัพย์สินหรือความเลอโฉมทันทีที่ท่านเห็นความรักระหว่างคนสองคน ท่านก็ได้หย่าจากนางทันที
ดังนั้น จึงสัมผัสได้ถึงความประสงค์อันแรงกล้าของท่านในการปกป้องสิทธิของผู้ถูกกดขี่ได้อย่างชัดเจน

พึงทราบว่า ไม่มีตำราที่มีชื่อเสียงเล่มใดระบุว่าเรื่องดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักหรือสาเหตุรอง ที่ทำให้ยะซีดแค้นฝังใจและก่อเหตุโศกนาฏกรรมกัรบะลาขึ้น 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ หนังสือผู้นำและการเมือง (แปลจากอัลอิมามะฮ์วัสสิยาซะฮ์) หน้า 212-216



[1] ดัยนะวะรี,อบูมุฮัมมัด อับดุลลอฮ์ บิน มุสลิม บิน กุตัยบะฮ์, อัลอิมามะฮ์วัสสิยาซะฮ์, ค้นคว้าเพิ่มโดยอลี ชีรี, เล่ม 1,หน้า 217 เป็นต้นไป,สำนักพิมพ์ ดารุลอัฎวาอ์,เบรุต

[2] อิบนุ อะษี้ร, อัลกามิล ฟิตตารีค, เล่ม 3,หน้า 129, สำนักพิมพ์ดาร ศอดิร, เบรุต และ อิบนุ อับดิร็อบบิฮ์, อัลอิสตีอ้าบ, เล่ม 3,หน้า 1229,1230, ค้นคว้าเพิ่มโดย มุฮัมมัด อัลบะญาวี, สำนักพิมพ์ดารุลญะบัล,เบรุต ..1414 และ อิบนุ ฮะญัร อัสเกาะลานี,อัลอิศอบะฮ์ ฟี ตะมีซิศเศาะฮาบะฮ์,เล่ม 4,หน้า 622,ค้นคว้าเพิ่มโดย อาดิล อะห์มัด อับดุลเมาญู้ด และ อลีมุฮัมมัด มุเอาวัฎ, สำนักพิมพ์ดารุลกุตุบิลอิสลามียะฮ์,เบรุต,พิมพ์ครั้งแรก,..1415

[3] อภิสารานุกรมอิสลาม,เล่ม,บทความที่ (อัลอิมามะฮ์วัสสิยาซะฮ์), สำนักพิมพ์ศูนย์อภิสารานุกรมอิสลาม,เตหราน,1376

[4] ฮุร อามิลี, วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 22,หน้า 21,สำนักพิมพ์อาลุลบัยต์

[5] อัฏเฏาะล้าก, 2 وَ أَشهْدُواْ ذَوَىْ عَدْلٍ مِّنکمُ‏ْ وَ أَقِیمُواْ الشَّهَادَةَ لله

[6] ฮุร อามิลี, วะซาอิลุชชีอะฮ์,เล่ม 22,หน้า 25 و لا یجوز الطلاق إلا بشاهدین ...

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ถ้าหากมุสลิมคนหนึ่งหลังจากการค้นคว้าแล้วได้ยอมรับศาสนาคริสต์ ถือว่าตกศาสนาโดยกำเนิด และต้องประหารชีวิตหรือไม่?
    11584 ปรัชญาของศาสนา 2555/04/07
    แม้ว่าศาสนาอิสลามอันชัดแจ้งได้เชิญชวนมนุษย์ทั้งหมดไปสู่การเคารพภักดีต่ออัลลอฮฺ, แต่ก็มิได้หมายความว่าบังคับให้ทุกคนต้องยอมรับเช่นนั้น, เนื่องจากอีมานและความเชื่อศรัทธาต้องไม่เกิดจากการบีบบังคับ, แน่นอน แต่สิ่งนี้ก็มิได้หมายความว่าเป็นการเปิดโอกาสให้ขัดแย้งต่อรากหลักของศาสนา, เนื่องจากรากหลักของอิสลามวางอยู่บน หลักความเป็นเอกภาพของพระเจ้า และปฏิเสธการตั้งภาคีเทียบเทียมโดยสิ้นเชิง, และในทัศนะของอิสลามบุคคลใดที่ยอมรับอิสลามแล้ว และเจริญเติบโตขึ้นมาในครอบครัวอิสลาม, ต่อมาเขาได้ปฏิเสธรากศรัทธาของอิสลาม และเป็นปรปักษ์ซึ่งปัญหาความเชื่อส่วนตัวได้ลามกลายเป็นปัญหาสังคม และได้เผชิญหน้ากับศาสนา หรือสร้างฟิตนะฮฺ (ความเสื่อมทราม) ให้เกิดขึ้นทางความคิดของสังคมส่วนรวม และบังเกิดความลังเลใจในการตัดสินใจระหว่างสิ่งถูกกับสิ่งผิด, เท่ากับเขากลายเป็นอาชญากรของสังคม ดังนั้น จำเป็นต้องแบกรับบทลงโทษที่ได้ก่อขึ้น บทลงโทษของบุคคลที่ออกนอกศาสนาโดยกำเนิด ก็เนื่องจากเหตุผลที่ว่าเขาเป็นอาชญากร กระทำความผิดให้เกิดแก่สังคม มิใช่เพราะความผิดส่วนตัว ด้วยเหตุนี้เอง การลงโทษบุคคลที่ตกศาสนา จะไม่ครอบคลุมถึงบุคคลที่ออกนอกศาสนาไปแล้ว, แต่ไม่ได้เปิดเผยให้เกิดความเสียหายแก่คนอื่น อีกนัยหนึ่ง, สมมุติว่าบุคคลหนึ่งได้พยายามทุ่มเทค้นคว้าหาความจริงด้วยตัวเองว่า ฉะนั้น การตกศาสนาของเขาย่อมได้รับการอภัย ณ อัลลอฮฺ, แน่นอนว่า บุคคลเช่นนี้ในแง่ของบทบัญญัติส่วนตัวเขามิได้กระทำความผิดแต่อย่างใด, แต่ถ้าเขาเพิกเฉยต่อการค้นคว้าหาความจริงละก็ ในแง่ของบทบัญญัติที่ว่าด้วยเรื่องส่วนตัวถือว่า เขาได้กระทำผิด, ส่วนการตกศาสนานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิดส่วนตัว เนื่องจากการออกนอกศาสนานั้น เท่ากับได้ทำลายจิตวิญญาณศาสนาของสังคมไปจนหมดสิ้นแล้ว นอกจากนั้นยังได้ทำลายและเป็นการคุกคามความสำรวมของประชาชน ...
  • หากประสบกับภาวะน้ำแพง จะอาบน้ำยกหะดัสใหญ่อย่างไร?
    8721 สิทธิและกฎหมาย 2554/08/08
    โดยปกติแล้วการทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ถือเป็นมุสตะฮับแต่จะเป็นวาญิบต่อเมื่อต้องทำนมาซฟัรดูหรืออิบาดะฮ์อื่นๆ[1]แต่ถ้าหากน้ำที่ใช้เพื่ออาบน้ำยกหะดัสใหญ่นั้นมีราคาสูงเสียจนอาจสร้างปัญหาแก่คุณในแง่ทุนทรัพย์ในกรณีเช่นนี้การหาน้ำและการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ก็ไม่เป็นวาญิบอีกต่อไปและสามารถทำตะยัมมุมแทนได้[2]ควรใช้น้ำสำหรับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เท่าที่ความสามารถของท่านจะอำนวยฉะนั้นการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่กับน้ำนั้นจะเป็นวาญิบเฉพาะกรณีที่เงื่อนไขด้านน้ำเอื้ออำนวยเท่านั้นอนึ่งหากในหนึ่งวันท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้เพียงครั้งเดียวท่านสามารถเลื่อนการนมาซซุฮริ-อัซริออกไปและอาบน้ำยกหะดัสใหญ่เพื่อให้สามารถทำนมาซซุฮ์ริ, อัซริ, มักริบและอีชาด้วยกับการอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ครั้งเดียวได้และหากท่านสามารถอาบน้ำยกหะดัสใหญ่ได้๒ครั้งให้อาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซซุบฮิหนึ่งครั้งและทำอาบน้ำยกหะดัสใหญ่สำหรับนมาซ๔เวลาที่เหลือดังที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้น (โดยเลื่อนการนมาซซุฮริและอัศริออกไปจนใกล้ถึงเวลานมาซมักริบและอิชา)[1]ประมวลปัญหาศาสนาโดยบรรดามัรญะอ์,เล่ม 1,
  • กรุณาเล่าถึงพจนารถของอิมามอลี(อ.)ที่ว่า อะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่า อะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่า สิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่า สิ่งใดอยู่ใกล้ และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า?
    7231 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/15
    อัลลามะฮ์มัจลิซีได้รายงานฮะดีษบทหนึ่งไว้ในหนังสือบิฮารุลอันว้ารว่า “มีผู้สอบถามอิมามอลีว่าอะไรคือสิ่งจำเป็นและอะไรคือสิ่งจำเป็นกว่าอะไรคือปัญหาและอะไรคือปัญหาที่ใหญ่กว่าสิ่งใดน่าฉงนใจและสิ่งใดน่าฉงนใจกว่าสิ่งใดอยู่ใกล้และสิ่งใดอยู่ใกล้กว่า? แต่ก่อนที่ชายผู้นั้นจะถามจนจบท่านอิมามได้ตอบด้วยบทกวีที่ว่า...توب رب الورى واجب علیهمو ترکهم للذنوب اوجب‏و الدهر فی صرفه عجیبو غفلة الناس فیه اعجب‏
  • ฮะดีษนี้เศาะฮี้ห์หรือไม่: การภักดีต่ออลี(อ.)คือสัมมาคารวะที่แท้จริง และการไม่ภักดีต่อท่าน คือการปฏิเสธพระเจ้า
    7758 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2554/11/09
    ฮะดีษนี้มีเนื้อหาที่ถูกต้องเนื่องจากมีรายงานอย่างเป็นเอกฉันท์กล่าวคือมีฮะดีษมากมายที่ถ่ายทอดถึงเนื้อหาดังกล่าวอย่างไรก็ดีการปฏิเสธในที่นี้ไม่ไช่การปฏิเสธอิสลามแต่เป็นการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงแน่นอนว่าการปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงย่อมมิได้ทำให้บุคคลผู้นั้นอยู่ในฮุก่มของกาเฟรทั่วไปในแง่ความเป็นนะญิส ...ฯลฯต้องเข้าใจว่าที่เชื่อว่าการไม่จงรักภักดีต่อท่านอิมามอลี(อ.)เท่ากับปฏิเสธอีหม่านที่แท้จริงนั้นเป็นเพราะการจงรักภักดีต่อท่านคือแนวทางสัจธรรมที่พระองค์ทรงกำหนดฉะนั้นผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของท่านก็เท่ากับฝ่าฝืนคำสั่งของพระองค์
  • ถ้าหากบนผิวหนังมีจุด่างดำ หรือสีน้ำตาล สามารถผ่าตัด หรือยิงเลเซอร์ได้ไหม ถ้าสามียินยอม?
    8647 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    ทัศนะของมัรญิอฺตักลีดบางท่านเกี่ยวกับการผ่าตัดจุดด่างดำปานบนผิวหนังด้วยการยิงเลเซอร์เช่นสำนักฯพณฯ
  • บรรดาอิมามและอุละมามีทัศนะอย่างไรเกี่ยวกับโคลงกลอน?
    7723 สิทธิและกฎหมาย 2555/05/15
    บางคนอาจจะคิดว่าอิสลามมีอคติเกี่ยวกับบทกลอนบทกวี แต่นี่เป็นเพียงความเข้าใจผิดเท่านั้น ไม่เป็นที่สงสัยว่าพรสวรรค์ด้านกวีนิพนธ์ก็เปรียบเสมือนความสามารถด้านอื่นๆของมนุษย์ที่จะมีคุณค่าต่อเมื่อนำไปใช้ในทางที่ดี แต่หากนำไปใช้บ่อนทำลายจริยธรรมในสังคม อันจะสร้างความเสื่อมทราม นำพาสู่ความไร้แก่นสารและจินตนาการอันเลื่อนลอย หรือหากใช้เป็นเครื่องบันเทิงที่ไร้สาระ บทกวีเหล่านี้ก็จะถือว่าไร้คุณค่าและมีอันตรายทันที เป็นที่น่าเสียดายที่บทกวีถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดในหลายยุคหลายสมัย พรสวรรค์จากอัลลอฮ์ประเภทนี้ถูกสังคมที่ฟอนเฟะแปรสภาพเป็นเครื่องมือทำลายจริยธรรมในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคญาฮิลียะฮ์อันเป็นยุคแห่งความถดถอยทางความคิดของชนชาติอรับนั้น “บทกวี” “สุราเมรัย” และ “การปล้นสดมภ์”เป็นเรื่องที่ควบคู่กันเสมอมา แต่ก็ไม่อาจจะปฏิเสธได้ว่าบทกวีที่มีเนื้อหาสูงส่งสามารถสร้างวีรกรรมบ่อยครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ บางครั้งสามารถทำให้กลุ่มชนที่ถูกกดขี่ลุกขึ้นทะลวงฟันอริศัตรูได้อย่างอาจหาญไม่กลัวความตาย บรรดาอิมามกล่าวถึงบทกวีที่มีเนื้อหาสาระบ่อยครั้ง อีกทั้งยังเคยขอดุอาหรือตบรางวัลมูลค่าสูงแก่เหล่านักกวี แต่หากจะนำเสนอเรื่องราวเหล่านี้ให้ครบก็คงจะทำให้บทความเย่นเย้อโดยไช่เหตุ ...
  • การพูดคุยกับผู้หญิงที่ไม่เคยเห็น จะเป็นอะไรหรือไม่?
    9374 สิทธิและกฎหมาย 2554/11/21
    ตามหลักการคำสอนของอิสลามศาสนาบริสุทธิ์, การติดต่อสัมพันธ์ในทุกรูปแบบระหว่างชายหนุ่มและหญิงสาว,ถ้าการติดต่อสัมพันธ์กันนั้นเกรงว่าจะนำไปสู่ข้อครหาหรือเกรงว่าจะนำไปสู่บาปแล้วละก็ถือว่ไม่อนุญาตและมีปัญหาด้านกฏเกณฑ์แน่นอน
  • เพราะเหตุใดชีอะฮฺจึงตั้งชื่อตนเองว่า อับดุลฮุซัยนฺ (บ่าวของฮุซัยนฺ) หรืออับดุลอะลี (บ่าวของอะลี) และอื่นๆ? ขณะที่อัลลอฮฺตรัสว่า : จงนมัสการและเป็นบ่าวเฉพาะข้าเท่านั้น
    8827 توحید و شرک 2555/07/16
    1.คำว่า “อับดฺ” ในภาษาอาหรับมีหลายความหมายด้วยกัน : หนึ่ง หมายถึงบุคคลที่ให้การเคารพ นอบน้อม และเชื่อฟังปฏิบัติตาม, สอง บ่าวหรือคนรับใช้ หรือผู้ถูกเป็นเจ้าของ 2. สถานภาพอันสูงส่งของบรรดาอิมาม (อ.) ผู้บริสุทธิ์นั้นเองที่เป็นสาเหตุทำให้บรรดาผู้เจริญรอยตาม ต้องการเปิดเผยความรักและความผูกพันที่มีต่อบรรดาท่านเหล่านั้น จึงได้ตั้งชื่อบุตรหลานว่า “อับดุลฮุซัยนฺ หรืออับดุลอะลี” หรือเรียกตามภาษาฟาร์ซีย์ว่า ฆุล่ามฮุซัยนฺ ฆุล่ามอะลี และ ...อื่นๆ 3.คนรับใช้ นั้นแน่นอนว่ามิได้หมายถึงการช่วยเหลือทางโลก หรือเฉพาะการดำรงชีพในแต่ละวันเท่านั้น, ทว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าและมีค่ามากไปกว่านั้นคือ การฟื้นฟูแนวทาง แบบอย่าง และการเชื่อฟังผู้เป็นนายั่นเอง, เนื่องจากแม้ร่างกายของเขาจะไม่ได้อยู่ในโลกนี้แล้ว, แต่จิตวิญญาณของเขายังมีชีวิตและมองดูการกระทำของเราอยู่เสมอ 4.วัตถุประสงค์ของการใช้ประโยชน์คำว่า “อับดฺ” ในการตั้งชื่อตามกล่าวมา (เช่นอับดุลฮุซัยนฺ) เพียงแค่ความหมายว่าต้องการเผยให้เห็นถึงความรัก และการเตรียมพร้อมในการรับใช้เท่านั้น ถ้าเป็นเพียงเท่านี้ถือว่าเหมาะสมและอนุญาต, ...
  • อัคล้ากกับเชาวน์ปัญญามีความเกี่ยวพันกันอย่างไร?
    7133 จริยธรรมปฏิบัติ 2555/02/18
    อัคล้าก (จริยธรรม) แบ่งออกเป็นสองประเภทเสมือนศาสตร์แขนงอื่นๆดังนี้ก. จริยธรรมภาคทฤษฎีข. จริยธรรมภาคปฏิบัติการเรียนรู้หลักจริยธรรมภาคทฤษฎีมีความเกี่ยวข้องโดยตรงกับเชาวน์ปัญญา กล่าวคือ ยิ่งมีความเฉลียวฉลาดเท่าใด ก็ยิ่งเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเท่านั้น แต่หากมีเชาวน์ปัญญาน้อย ก็จะทำให้เรียนรู้จริยศาสตร์ได้น้อยตามไปด้วยทว่าในส่วนของภาคปฏิบัติ (ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นจุดประสงค์หลักของผู้ถาม) จำเป็นต้องชี้แจงในรายละเอียดดังต่อไปนี้มีการนิยามคำว่าอัคล้ากว่า เป็นพหูพจน์ของ “คุ้ลก์” อันหมายถึง “ทักษะทางจิตใจของมนุษย์ที่ส่งผลให้กระทำการใดๆโดยอัตโนมัติ”ฉะนั้น อัคล้าก (จริยธรรม) ก็คือนิสัยและความเคยชินที่หยั่งรากลึกในจิตใจมนุษย์ ส่งผลให้ปฏิบัติกิจกรรมโดยไม่ต้องข่มใจ นั่นหมายความว่า การทำดีในลักษณะที่เกิดจากการไตร่ตรองไว้ก่อนนั้น แม้จะถือเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม แต่ไม่ถือเป็นความประเสริฐทางอัคล้าก ผู้ที่มีอัคล้ากดีก็คือผู้ที่กระทำความดีจนกลายเป็นอุปนิสัย ...
  • โองการตัฏฮีร กล่าวอยู่ในอัลกุรอานบทใด?
    8328 امامت و ولایت 2555/06/30
    อัลกุรอาน โองการที่รู้จักกันเป็นอย่างดีหรือ โองการตัฏฮีร, โองการที่ 33 บทอัลอะฮฺซาบ.อัลกุรอาน โองการนี้อัลลอฮฺ ทรงอธิบายให้เห็นถึง พระประสงค์ที่เป็นตักวีนีของพระองค์ สำหรับการขจัดมลทินให้สะอาดบริสุทธิ์สมบูรณ์ แก่ชนกลุ่มหนึ่งนามว่า อะฮฺลุลบัยตฺ อัลกุรอาน โองการนี้นับว่าเป็นหนึ่งในโองการทรงเกียรติยศยิ่ง เนื่องจากมีรายงานจำนวนมากเกินกว่า 70 รายงาน ทั้งจากฝ่ายซุนนีและชีอะฮฺ กล่าวถึงสาเหตุแห่งการประทานลงมา จำนวนมากมายของรายงานเหล่านั้นอยู่ในขั้นที่ว่า ไม่มีความสงสัยอีกต่อไปเกี่ยวกับจุดประสงค์ของโองการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งวัตถุประสงค์ของโองการที่กล่าวเกี่ยวกับ อะฮฺลุลบัยตฺ ของท่านศาสดา (ซ็อล น) ซึ่งประกอบไปด้วย ท่านหญิงฟาฏิมะฮฺ ท่านอะลี ท่านฮะซัน และท่านฮุซัยนฺ (อ.) แม้ว่าโองการข้างต้นจะถูกประทานลงมา ระหว่างโองการที่กล่าวถึงเหล่าภริยาของท่านศาสดา (ซ็อล ฯ) ก็ตาม แต่ดังที่รายงานฮะดีซและเครื่องหมายอื่นๆ ที่บ่งบอกถึงประเด็นดังกล่าวนั้น สามารถเข้าใจได้ว่า โองการข้างต้นและบทบัญญัติของโองการ มิได้เกี่ยวข้องกับบรรดาภริยาของท่านศาสดาแต่อย่างใด และการกล่าวถึงโองการที่มิได้เกี่ยวข้องกันไว้ในที่เดียวกัน ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    61281 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58915 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    43337 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    41474 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39934 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    35143 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    29166 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    29142 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    29010 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26855 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...