การค้นหาขั้นสูง
ผู้เยี่ยมชม
15425
อัปเดตเกี่ยวกับ: 2554/06/21
 
รหัสในเว็บไซต์ fa884 รหัสสำเนา 14619
คำถามอย่างย่อ
เพราะเหตุใดจึงต้องคลุมฮิญาบ และทำไมอิสลามจำกัดสิทธิสตรี?
คำถาม
เพราะเหตุใดจึงต้องคลุมฮิญาบ อิสลามถือว่าทั้งหญิงและชายเกิดมาเท่าเทียมกันมิไช่หรือ? แล้วเหตุใดจึงกำหนดกฏเกณฑ์เฉพาะสตรี หากยอมรับว่าสองเพศมิได้แตกต่างกัน ผู้ชายก็ต้องคลุมฮิญาบด้วยมิไช่หรือ?
คำตอบโดยสังเขป

สุภาพบุรุษและสุภาพสตรีมีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน และการที่ควรได้รับความเสมอภาคทางสังคม อาทิเช่น การศึกษา, การแสดงความเห็น...ฯลฯ
อย่างไรก็ดี ในแง่สรีระและอารมณ์กลับมีข้อแตกต่างหลายประการ ข้อแตกต่างเหล่านี้เองที่ส่งผลให้เกิดบทบัญญัติพิเศษอย่างเช่นการสวมฮิญาบในสังคม ทั้งนี้ก็เนื่องจากสุภาพสตรีมีความโดดเด่นในแง่ความวิจิตรสวยงาม แต่สุภาพบุรุษมีความโดดเด่นในแง่ผู้แสวงหา ด้วยเหตุนี้จึงมีการเน้นย้ำให้สุภาพสตรีสงวนตนในที่สาธารณะมากกว่าสุภาพบุรุษ ทั้งนี้และทั้งนั้น หาได้หมายความว่าจะมีข้อจำกัดด้านการแต่งกายเพียงสุภาพสตรี โดยที่สุภาพบุรุษไม่ต้องระมัดระวังใดๆไม่.

คำตอบเชิงรายละเอียด

เพื่อจะได้คำตอบที่ชัดเจน จำเป็นต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริงต่างๆดังต่อไปนี้
1. หญิงและชายมีความเสมอภาคกันในแง่ของการที่มีต้นกำเนิดเดียวกัน[1] และการที่ควรได้รับสิทธิทางสังคมอย่างเสมอภาค เช่นการสมรส, การศึกษาเล่าเรียน, การเรียกร้องสิทธิตามกฏหมาย, อิสรภาพทางความคิด...ฯลฯ
2. แม้ทั้งสองเพศจะมีความคล้ายคลึงบางประการ แต่ก็มีข้อแตกต่างหลายประการเช่นกัน
อัลลามะฮ์ ฏอบาฏอบาอี กล่าวถึงประเด็นนี้ว่าแม้สุภาพสตรีจะมีส่วนคล้ายคลึงกับสุภาพบุรุษ แต่ก็ยังมีข้อแตกต่างมากมายอันเกิดจากคุณลักษณะทางกายภาพที่แตกต่างกันระหว่างสองเพศโดยเฉลี่ย ไม่ว่าจะเป็นสมอง, หัวใจ, ระบบใหลเวียนของเลือด, ระบบประสาท น้ำหนักและส่วนสูง ซึ่งนักกายวิพากษ์ได้ให้ทัศนะไว้ว่า มีการเจริญเติบโตที่แตกต่างกันระหว่างสองเพศ ภาวะดังกล่าวส่งผลให้ผิวพรรณของสุภาพสตรีทั่วไปมีลักษณะละเอียดและอ่อนนุ่มกว่า ในทางตรงกันข้าม ผิวพรรณของสุภาพบุรุษหยาบกร้านและมีสรีระที่บึกบึนกว่า สุภาพสตรีมีสภาวะทางจิตใจที่ละเอียดอ่อนกว่า ไม่ว่าจะในแง่ความรัก, ความสงสาร, ความรักสวยรักงาม, การแต่งกาย ส่วนสุภาพบุรุษจะโดดเด่นกว่าในด้านความรอบคอบเชิงเหตุและผล สรุปคือ วิถีชีวิตของสุภาพสตรีทั่วไปเน้นด้านอารมณ์ความรู้สึก ส่วนสุภาพบุรุษเน้นด้านตรรกะเป็นหลัก [2]
3. มิไช่สุภาพสตรีเท่านั้นที่ต้องระมัดระวังการแต่งกาย แต่สุภาพบุรุษก็ต้องระมัดระวังด้วยในระดับหนึ่ง[3]
4. เราเชื่อว่าปรัชญาหรือเหตุผลของการสวมฮิญาบสำหรับสุภาพสตรีขึ้นอยู่กับปัจจัยบางประการ ไม่ว่าจะปัจจัยทางจิตวิทยา ปัจจัยทางสถาบันครอบครัว และปัจจัยทางสังคม.
ในแง่จิตวิทยา ฮิญาบช่วยส่งเสริมสุขภาวะทางจิตใจแก่สังคม
ในแง่สถาบันครอบครัว ฮิญาบจะช่วยกระชับสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว โดยเฉพาะระหว่างสามีภรรยา.
ในแง่สังคม ฮิญาบจะช่วยปกป้องและส่งเสริมให้ทรัพยากรบุคคลสามารถทุ่มเทกับการทำงานมากขึ้น

กล่าวได้ว่า อิสลามต้องการจะจำกัดความสุขทางกามารมณ์ไว้ในบรรยากาศครอบครัวที่เกิดจากการสมรสอันถูกทำนองคลองธรรม โดยส่งเสริมให้พื้นที่ทางสังคมเป็นพื้นที่สำหรับประกอบอาชีพอย่างเต็มประสิทธิภาพ แนวคิดดังกล่าวสวนทางกับสังคมตะวันตกในปัจจุบันที่ผูกโยงอาชีพการงานไว้กับการปลุกเร้ากามารมณ์ อิสลามเพียงต้องการจะแยกพื้นที่ของสองปัจจัยนี้ออกจากกันเท่านั้น.[4]

5. นอกจากเหตุผลต่างๆข้างต้นแล้ว คุณสมบัติเฉพาะของสุภาพสตรีก็มีส่วนทำให้ต้องระมัดระวังการแต่งกายมากเป็นพิเศษ ทั้งนี้ก็เนื่องจากสุภาพสตรีมีภาพลักษณ์โดดเด่นในแง่ความวิจิตรสวยงาม ส่วนสุภาพบุรุษโดดเด่นในแง่ของนักแสวงหา จึงควรเตือนให้สุภาพสตรีระมัดระวังการเผยสรีระมากกว่าจะเตือนสุภาพบุรุษ เพราะถึงแม้ศาสนาจะกำชับผู้ชายเกี่ยวกับเรื่องนี้น้อยกว่า แต่คุณสมบัติเฉพาะดังกล่าวทำให้ผู้ชายมักจะแต่งตัวปกปิดร่างกายมากกว่าผู้หญิง ทั้งนี้ก็เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ผู้ชายมักจะเอร็ดอร่อยกับการได้จ้องมองความงามของผู้หญิงมากกว่าที่จะเผยสรีระตนเอง และผู้หญิงก็มักจะมีความสุขที่ได้เผยความงามมากกว่าจะจ้องมองผู้ชาย และการที่ผู้ชายปรารถนาจะจ้องมองผู้หญิง มักจะกระตุ้นให้ฝ่ายหญิงสนองตอบด้วยการเผยความงามมากขึ้น เพราะเหตุนี้เองที่ตะบัรรุจ”(การเผยตน)ถือเป็นหนึ่งในคุณลักษณะของผู้หญิง[5]
6. อีกเหตุผลที่สำคัญก็คือ การแต่งกายมิดชิดจะช่วยยกระดับคุณค่าของสุภาพสตรีในทัศนะของสุภาพบุรุษ ทั้งนี้เนื่องจากนับแต่โบราณ การกำหนดพื้นที่หวงห้ามทางสังคมที่สุภาพสตรีกระทำต่อเพศตรงข้าม ถือเป็นเคล็ดลับที่สุภาพสตรีมักใช้รักษาสถานภาพของตนเองให้แลดูสูงส่งเสมอในทัศนะของเพศตรงข้าม  อิสลามสนับสนุนให้รักษาวิธีดังกล่าวไว้ทุกยุคสมัย ด้วยเหตุนี้ หากอิสลามสอนให้สุภาพสตรีเดินเหิรให้แลดูสง่า มั่นคง และรักษาจริตแห่งกุลสตรี และสอนให้หลีกเลี่ยงการเผยสรีระในที่สาธารณะ ก็เนื่องจากอิสลามต้องการจะยกระดับคุณค่าของสุภาพสตรีให้สูงขึ้น และไม่ปล่อยให้เธอเป็นเพียงสินค้าไร้ค่าที่ใครๆก็หยิบฉวยได้ตามใจชอบ[6]

สรุปคือ วัตถุประสงค์ของการปกปิดเรือนร่างในลักษณะที่อิสลามกำหนดไว้ คือการเพิ่มพูนเกียรติภูมิของสุภาพสตรี เนื่องจากฮิญาบจะช่วยปกป้องเธอให้ปลอดภัยจากการแทะโลมของบุคคลที่มักมากในตัณหาราคะ จึงกล่าวได้ว่าฮิญาบมิไช่กรงขัง แต่เป็นรั้วรอบขอบชิดที่ปลอดภัย ทั้งสำหรับตัวเธอเอง และสำหรับสังคมโดยรวมที่จะรอดพ้นจากกิเลศตัณหา.

เพื่อศึกษาเพิ่มเติม กรุณาอ่าน
1. อายะตุลลอฮ์ อะห์มัด มุห์ซินี โฆรฆอนี,ไข่มุกเลอค่าในฮิญาบ,สำนักพิมพ์อุลูมอิสลามี.
2. มุฮัมมัด เอชเทฮอรดี, ฮิญาบ:ภาพพจน์แห่งบุคลิกภาพ,พิมพ์ครั้งแรก,สำนักตำรวจฝ่ายบำบัดปัญหาสังคม.
3. อะห์มัด รอซซากี, สาเหตุอบายมุข, ฮิญาบไม่มิดชิด และวิธีแก้ปัญหา, พิมพ์ครั้งที่สี่, องค์การเผยแผ่อิสลาม.
4. มุฮัมมัด โชญออี, ไข่มุกและหอยมุข,พิมพ์ครั้งที่สาม.
5. อายะตุลลอฮ์ มุรตะฎอ มุเฏาะฮารี, ประเด็นฮิญาบ,สำนักพิมพ์ศ้อดรอ.
6. มุฮซิน กิรออะตี, อาภรณ์สตรีในอิสลาม,พิมพ์ครั้งที่เก้า,สำนักพิมพ์นาศิร.
7. อายะตุลลอฮ์ ญะวาดี ออโมลี, สตรีในภาพลักษณ์แห่งความสง่าและความงาม,พิมพ์ครั้งที่สอง, สำนักพิมพ์ระญอ.
8. ฟัตฮียะฮ์ ฟัตตาฮีซอเดะฮ์, ฮิญาบในปริทรรศน์กุรอานและซุนนะฮ์, พิมพ์ครั้งที่สอง, สนง.เผยแผ่อิสลาม.



[1] ซูเราะฮ์นิซาอ์,1:

یا ایها الناس اتقوا ربکم الذی خلقکم من نفس واحدة و خلق منها زوجها و بث منهما رجالا کثیرا و نساء و اتقوا الله الذی تسالون به و الارحام ان الله کان علیکم رقیبا

[2] อัลมีซานฉบับแปล, เล่ม 2 หน้า 416.

[3] เช่น..วาญิบต้องปกปิดเอาเราะฮ์ ส่วนบริเวณอื่นของร่างกายก็จำเป็นต้องปิดเฉพาะในกรณีที่หากเพศตรงข้ามเห็นแล้วจะเกิดความไคร่ ยกเว้นบริเวณที่เปิดโดยปกติ(เช่นใบหน้าและศีรษะ). ปัญหาฟิกเกาะฮ์ใหม่, เล่ม 3,หน้า 227,228.

[4] มุรตะฎอ มุเฏาะฮะรี, รวมงานประพันธ์,เล่ม 19, หน้า 432.

[5] มุรตะฎอ มุเฏาะฮะรี, รวมงานประพันธ์,เล่ม 19, ภาคประเด็นฮิญาบ,การปกปิดเอาเราะฮ์.

[6] ดู: อ้างแล้ว, แตกต่างเล็กน้อย.

แปลคำถามภาษาต่างๆ
ความเห็น
จำนวนความเห็น 0
กรุณาป้อนค่า
ตัวอย่าง : Yourname@YourDomane.ext
กรุณาป้อนค่า
<< ลากฉัน
กรุณากรอกจำนวนที่ถูกต้องของ รหัสรักษาความปลอดภัย

หมวดหมู่

คำถามสุ่ม

  • ผมทำงานอยู่ในร้านค้าแห่งหนึ่ง วันหนึ่งเจ้าของร้านตัดสินใจไล่ผมออกจากงาน แต่ไม่ได้จ่ายค่าจ้างที่เหลือให้ผม อนุญาตหรือไม่ที่จะหยิบฉวยของในร้านหรือทรัพย์สินของเขาทดแทนค่าจ้างที่เขายังไม่ได้จ่ายให้ผม ?
    6378 สิทธิและกฎหมาย 2555/02/09
    คำถามของคุณได้ถูกส่งไปยังสำนักงานมัรญะอ์ตักลีดหลายท่านแล้วและได้คำตอบมาดังนี้ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาคอเมเนอี“การกระทำในลักษณะตอบโต้ลูกหนี้จะเป็นที่อนุมัติก็ต่อเมื่อลูกหนี้อ้างโดยมิชอบว่าตนไม่ได้เป็นหนี้หรือขัดขืนไม่ยอมจ่ายหนี้โดยไม่มีทางอื่นที่จะทวงหนี้ได้นอกจากวิธีนี้แต่หากนอกเหนือจากนี้แล้วการที่จะยึดและใช้ประโยชน์ในทรัพย์สินของเขาโดยไม่ได้รับอนุญาตถือว่าไม่เป็นที่อนุมัติ”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมาซีซตานี“หากเขาเป็นหนี้เราและไม่ยอมจ่ายหนี้ในกรณีที่เขายอมรับว่าเขาเป็นหนี้เราสามารถชดเชยสิ่งนี้ด้วยการริบทรัพย์สินของเขาที่พบเห็น”ท่านอายาตุลลอฮ์อัลอุซมามะการิมชีรอซี“เราไม่ทราบถึงเรื่องส่วนตัวดังกล่าวแต่โดยทั่วไปแล้วหากผู้ใดลิดรอนสิทธิผู้อื่น
  • การบริโภคเนื้อเต่าคือมีฮุกุมอย่างไร? ฮะลาลหรือฮะรอม?
    7142 สิทธิและกฎหมาย 2554/09/11
    การบริโภคเนื้อเต่าถือว่าเป็นฮะรอม[1]ในภาษาอาหรับเรียกเต่าว่า “ซุลฮะฟาต” และมีริวายะฮ์มากมายที่กล่าวว่าเป็นฮะรอม[2]
  • ถ้าหากมุมหนึ่งของพรหมเปื้อนนะญิส, การนมาซบนพรหมนั้นจะมีปัญหาหรือไม่ หรือเฉพาะบริเวณที่เปื้อนนะญิสเท่านั้นมีปัญหา? เสื้อเปื้อนเลือดและหลังจากซักออกแล้ว,ยังมีคราบสีเลือดตกค้างอยู่, สามารถใส่นมาซได้หรือไม่?
    18628 สิทธิและกฎหมาย 2555/05/17
    1. หนึ่งในเงื่อนไขของสถานที่นมาซคือ ถ้าหากสถานที่นมาซนะญิส ในลักษณะที่ว่าความเปียกชื้นนั้นไม่ซึมเปียกเสื้อผ้า หรือร่างกาย, แต่บริเวณที่เอาหน้าผากลงซัจญฺดะฮฺนั้น, ถ้าหากนะญิสและถึงแม้ว่าจะแห้ง นมาซบาฏิล และอิฮฺติยาฏมุสตะฮับ สถานที่นมาซจะต้องไม่เปรอะเปื้อนนะญิส[1] ด้วยเหตุนี้, การนมาซบนพรหมที่เปื้อนนะญิสด้วยเงื่อนไขตามกล่าวมา จึงถือว่า ไม่เป็นไร. 2.ทุกสิ่งที่เปื้อนนะญิส ตราบที่นะญิสยังไม่ได้ถูกขจัดออกไปถือว่าไม่สะอาด. แต่ถ้ายังมีกลิ่น หรือสีนะญิสตกค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร. ฉะนั้น ถ้าหากซักรอยเลือดออกจากเสื้อแล้ว ตามขบวนการกำจัดนะญิส แต่ยังมีคราบสีเลือดหลงเหลืออยู่, ถือว่าสะอาด[2] ฉะนั้น, ถ้าเสื้อนะญิสเนื่องจากเปื้อนเลือด, และได้ซักแล้วตามขั้นตอน, แต่ยังมีคราบสีเลือดค้างอยู่ ถือว่าไม่เป็นไร และสามารถใส่เสื้อนั้นนมาซได้
  • ชะตากรรมของเหล่าภรรยาท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) หลังจากเหตุการณ์กัรบะลาอฺเป็นอย่างไรบ้าง?
    7820 تاريخ بزرگان 2554/12/21
    ท่านอิมามฮุซัยนฺ (อ.) มีภรรยาทั้งสิ้น 5 คน, นักประวัติศาสตร์บางท่านจำนวนบุตรของท่านท่านอิมาม (อ.) ที่เกิดจากภรรยาเหล่านี้มีจำนวน 6 คนหรือบางคนกล่าวว่ามีมากกว่า
  • อัล-กุรอาน, คือปาฏิหาริย์สุดท้ายที่พระเจ้าทรงประทานมา และความมหัศจรรย์ของ อัลกุรอานคืออะไร ?
    18414 วิทยาการกุรอาน 2553/10/11
    สำหรับความมหัศจรรย์ของกุรอาน ถูกอธิบายไว้ 3 ลักษณะ : มหัศจรรย์ด้านวาจา, มหัศจรรย์ในแง่ของเนื้อหา และมหัศจรรย์ในทัศนะของผู้นำอัลกุรอานมา1) มหัศจรรย์ด้านวาจาของกุรอานถูกแบ่งเป็น 2 ส่วนก.
  • มุสลิมะฮ์ท่านใดที่พูดคุยด้วยโองการกุรอานนานหลายปี?
    7545 تاريخ بزرگان 2554/06/11
    มุสลิมะฮ์ท่านนี้ก็คือฟิฎเฎาะฮ์ทาสีของท่านหญิงฟาฏิมะฮ์ซึ่งตำราชั้นนำต่างระบุว่านางพูดคุยด้วยโองการกุรอานนานหลายปี. ...
  • สำนักคิดทั้งสี่ของอะฮฺลุซซุนะฮฺ เกิดขึ้นได้อย่างไร และการอิจญฺติฮาดของพวกเขาได้ถูกปิดได้อย่างไร?
    8075 สิทธิและกฎหมาย 2555/01/23
    วิชาการในอิสลามและฟิกฮฺอิสลามหลังจากเหตุการณ์ในยุคแรกของอิสลามปัญหาตัวแทนและเคาะลิฟะฮฺของท่านศาสดา (ซ็อลฯ) แล้วได้แบ่งออกเป็น
  • จริงหรือไม่ที่ทุกคนมีญินเป็นคู่กำเนิด?
    14400 ดิรอยะตุลฮะดีซ 2555/01/15
    มีฮะดีษหลายบทที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับคู่กำเนิดบางบทระบุว่าอัลลอฮ์ทรงมีดำรัสแก่อิบลีสว่า “ข้าจะไม่ประทานบุตรแก่มนุษย์คนใดเว้นแต่จะประทานบุตรแก่เจ้าเช่นกัน” ฉะนั้นมนุษย์แต่ละคนย่อมมีคู่กำเนิดเป็นญิน[1]ท่านนบี(ซ.ล.)เคยกล่าวว่า “พูดได้ว่าทุกคนต่างก็มีคู่กำเนิดเป็นญินด้วยกันทั้งสิ้น” สาวกถามว่าโอ้ศาสนทูตของพระองค์ท่านเองก็มีญินคู่กำเนิดด้วยหรือ? ท่านตอบว่า “มีสิแต่พระองค์ทรงทำให้เขายอมสยบต่อฉันโดยที่เขาไม่ทำอะไรนอกจากกำชับให้ทำความดี”[2]จากฮะดีษข้างต้นท่านนบี(ซ.ล.)ต้องการจะกำชับให้เราป้องกันและระวังภัยจากญินคู่กำเนิดที่จะล่อลวงเนื่องจากอยู่ใกล้ชิดเราดังนั้นเมื่อคำนึงถึงการที่อัลลอฮ์ทรงแต่งตั้งศาสดาเพื่อชี้นำมนุษยชาติและอีกด้านหนึ่งก็เป็นที่ทราบกันดีว่าชัยฏอนและพงศ์พันธุ์ของมันจ้องจะหลอกลวงให้มนุษย์หลงทางตลอดเวลาแน่นอนว่าบุคคลที่หลงลืมอัลลอฮ์เท่านั้นที่ชัยฏอนจะสามารถกุมบังเหียนได้ดังที่พระองค์ทรงตรัสในกุรอานว่า “และผู้ใดที่เพิกเฉยต่อการรำลึกถึงเราเราจะส่งชัยฏอนยังเขาเพื่อให้เป็นคู่สหาย”[3][1]มัจลิซี,มุฮัมมัดบากิร
  • มีวิธีใดบ้างในการชำระบาป
    10850 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/21
    วิธีแสวงหาการอภัยโทษจากอัลลอฮ์มีหลายวิธีด้วยกันอาทิเช่น1.เตาบะฮ์หรือการกลับตนเป็นคนดี (ตามเงื่อนไขที่กำหนด)2. ประกอบกุศลกรรมที่ยิ่งใหญ่อันจะสามารถลบล้างความผิดบาปได้3. สงวนใจไม่ทำบาปใหญ่ (กะบีเราะฮ์) ซึ่งจะส่งผลให้ได้รับการผ่อนปรนบาปเล็ก4. อดทนต่ออุปสรรคยากเข็ญในโลกนี้รวมทั้งการชำระโทษในโลกแห่งบัรซัคและทนทรมานในการลงทัณฑ์ด่านแรกๆของปรโลก
  • เราสามารถปฏิบัติตามอัลกุรอานเฉพาะโองการที่เข้าใจได้หรือไม่?
    8452 فضایل اخلاقی 2557/01/21
    มนุษย์เราจำเป็นจะต้องขวนขวายหาความรู้อยู่ตลอดเวลา แน่นอนว่าหากเลือกปฏิบัติตามที่ตนรู้ตามกระบวนการดังกล่าวอย่างบริสุทธิ์ใจ อัลลอฮ์จะทรงชี้นำเขาสู่ความถูกต้องอย่างแน่นอน กุรอานกล่าวถึงเรื่องนี้ไว้ว่า «وَ الَّذینَ جاهَدُوا فینا لَنَهْدِیَنَّهُمْ سُبُلَنا وَ إِنَّ اللَّهَ لَمَعَ الْمُحْسِنین»[1] “และเหล่าผู้ที่ต่อสู้ในแนวทางของเรา(อย่างบริสุทธิ์ใจ) แน่แท้ เราจะชี้นำพวกเขา และพระองค์ทรงอยู่เคียงข้างผู้บำเพ็ญความดี” ท่านนบีกล่าวว่า “مَنْ عَمِلَ بِمَا یَعْلَمُ وَرَّثَهُ اللَّهُ عِلْمَ مَا لَمْ یَعْلَمْ”[2] ผู้ที่ปฏิบัติตามสิ่งที่ตนรู้ พระองค์จะทรงสอนสั่งในสิ่งที่เขาไม่รู้” จำเป็นต้องทราบว่า กุรอานมีทั้งโองการที่มีสำนวนเข้าใจง่ายและมีความหมายไม่ซับซ้อน อย่างเช่นโองการที่บัญชาให้นมาซ ห้ามมิให้พูดปด ห้ามนินทา ฯลฯ ...

เนื้อหาที่มีผู้อ่านมากที่สุด

  • อะไรคือหน้าที่ๆภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีบ้าง?
    60679 สิทธิและกฎหมาย 2554/07/07
    ความมั่นคงของชีวิตคู่ขึ้นอยู่กับความรักความผูกพัน ความเข้าใจ การให้เกียรติและเคารพสิทธิของกันและกัน และเพื่อที่สถาบันครอบครัวจะยังคงมั่นคงเป็นปึกแผ่น อิสลามจึงได้ระบุถึงสิทธิของทั้งภรรยาและสามี ขณะเดียวกันก็ได้กำหนดหน้าที่สำหรับทั้งสองฝ่ายไว้ด้วย เนื่องจากเมื่ออัลลอฮ์ประทานสิทธิ ก็มักจะกำหนดหน้าที่กำกับไว้ด้วยเสมอ ข้อเขียนนี้จะนำเสนอหน้าที่ทางศาสนาบางส่วนที่ภรรยาพึงปฏิบัติต่อสามีดังต่อไปนี้:1. ...
  • ดุอาใดบ้างที่ทำให้ได้รับพรเร็วที่สุด?
    58303 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/07/03
    มีดุอาที่รายงานจากอิมาม(อ.)หลายบทที่กล่าวขานกันว่าเห็นผลตอบรับอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากไม่สามารถนำเสนอเนื้อหาดุอาทั้งหมด ณ ที่นี้ได้ จึงขอกล่าวเพียงชื่อดุอาที่มีความสำคัญเป็นพิเศษดังต่อไปนี้1. ดุอาตะวัซซุ้ล2. ดุอาฟะร็อจ
  • กรุณานำเสนอบทดุอาเพื่อให้ได้พบคู่ครองที่เหมาะสมและเปี่ยมด้วยตักวา
    42784 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/06/12
    ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีปัจจัยและเงื่อนไขจำเพาะตามที่พระเจ้าทรงกำหนดหากเราประสงค์สิ่งใดย่อมต้องเริ่มจากการตระเตรียมปัจจัยและเงื่อนไขเสียก่อนปัจจัยของการแต่งงานคือการเสาะหาและศึกษาอย่างละเอียดทว่าเพื่อความสัมฤทธิ์ผลในการดังกล่าวจำเป็นต้องขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮ์เพื่อทรงชี้นำการตัดสินใจและความพยายามของเราให้บรรลุดังใจหมาย.การอ่านบทดุอาต่างๆที่รายงานจากบรรดาอิมาม(อ)ต้องควบคู่กับความพยายามศึกษาและเสาะหาคู่ครองอย่างถี่ถ้วน. หนึ่งในดุอาที่เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะก็คือรายงานที่ตกทอดมาจากท่านอลี(อ)ดังต่อไปนี้: “ผู้ใดประสงค์จะมีคู่ครอง
  • ด้วยเหตุผลอันใดที่ต้องกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อน บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม?
    40275 วิทยาการกุรอาน 2555/08/22
    หนึ่งในมารยาทของการอ่านอัลกุรอาน ซึ่งมีกล่าวไว้ในอัลกุรอาน และรายงานฮะดีซคือ การกล่าว อะอูซุบิลลาฮิ มินัชชัยฏอน นิรเราะญีม ก่อนที่จะเริ่มอ่านอัลกุรอาน หรือแม้แต่ให้กล่าวก่อนที่จะกล่าว บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม เสียด้วยซ้ำไป ด้วยเหตุผลที่ว่า บิซมิลลาฮิรเราะฮฺมานนิรเราะฮีม นั้นเป็นส่วนหนึ่งของอัลกุรอาน อย่างไรก็ตามการขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ มิใช่แค่เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น ทว่าสิ่งนี้จะต้องฝังลึกอยู่ภายในจิตวิญญาณของเรา ซึ่งต้องสำนึกสิ่งนี้อยู่เสมอตลอดการอ่านอัลกุรอาน ...
  • ครูบาอาจารย์และลูกศิษย์(นักเรียนนักศึกษา)มีหน้าที่ต่อกันอย่างไร?
    39401 จริยธรรมปฏิบัติ 2554/11/14
    ผู้สอนและผู้เรียนมีหน้าที่ต่อกันหลายประการด้วยกันซึ่งสามารถจำแนกออกเป็นสองส่วนก. หน้าที่ที่ผู้สอนมีต่อผู้เรียนอันประกอบด้วยหน้าที่ทางจริยธรรมการอบรมและวิชาการ ข. หน้าที่ที่ผู้เรียนมีต่อผู้สอนอาทิเช่นการให้เกียรติครูบาอาจารย์ยกย่องวิทยฐานะของท่านนอบน้อมถ่อมตน ...ฯลฯ ...
  • ก่อนการสร้างนบีอาดัม(อ) เคยมีการแต่งตั้งญินให้เป็นศาสนทูตสำหรับฝ่ายญินหรือไม่?
    34528 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/06/12
    อัลกุรอานยืนยันการมีอยู่ของเหล่าญินรวมทั้งได้อธิบายคุณลักษณะบางประการไว้ถึงแม้ว่าข้อมูลของเราเกี่ยวกับโลกของญินจะค่อนข้างจำกัดแต่เราสามารถพิสูจน์ว่าเหล่าญินเคยมีศาสนทูตที่เป็นญินก่อนการสร้างนบีอาดัมโดยอาศัยเหตุผลต่อไปนี้:1. เหล่าญินล้วนมีหน้าที่ทางศาสนาเฉกเช่นมนุษย์เราแน่นอนว่าหน้าที่ทางศาสนาย่อมเป็นผลต่อเนื่องจากการสั่งสอนศาสนาด้วยเหตุนี้จึงมั่นใจได้ว่าอัลลอฮ์ทรงเคยแต่งตั้งศาสนทูตสำหรับกลุ่มชนญินเพื่อการนี้2. เหล่าญินล้วนต้องเข้าสู่กระบวนการพิพากษาในวันกิยามะฮ์เฉกเช่นมนุษย์เราซึ่งโดยทั่วไปแล้วก่อนกระบวนการพิพากษาทุกกรณีจะต้องมีการชี้แจงข้อกฏหมายจนหมดข้อสงสัยเสียก่อนและการชี้แจงให้หมดข้อสงสัยคือหน้าที่ของบรรดาศาสนทูตนั่นเอง
  • ปีศาจ (ซาตาน) มาจากหมู่มะลาอิกะฮฺหรือญิน ?
    28589 การตีความ (ตัฟซีร) 2553/12/22
    เกี่ยวกับคำถามที่ว่าชัยฎอนเป็นมะลาอิกะฮฺหรือญินมีมุมมองและทัศนะแตกต่างกันแหล่งที่มาของความขัดแย้งนี้เกิดจากเรื่องราวการสร้างนบีอาดัม (อ.) เนื่องจากเป็นคำสั่งของพระเจ้ามวลมะลาอิกะฮ์ทั้งหลายจึงได้กราบสุญูดอาดัมแต่ซาตานไม่ได้ก้มกราบบางคนกล่าวว่าชัยฎอน (อิบลิส) เป็นมะลาอิกะฮฺ, โดยอ้างเหตุผลว่าเนื่องจากโองการอัลกุรอานกล่าวละเว้น, อิบลิสไว้ในหมู่ของมะลาอิกะฮฺ (มะลาอิกะฮ์ทั้งหมดลดลงกราบยกเว้นอิบลิส) ดังนั้นอิบลิส
  • เนื่องจากอัลลอฮฺทรงรอบรู้เหนือโลกและจักรวาล ฉะนั้น วัตถุประสงค์การทดสอบของอัลลอฮฺคืออะไร?
    28498 เทววิทยาดั้งเดิม 2554/03/08
    ดังที่ปรากฏในคำถามว่าการทดสอบของอัลลอฮฺไม่ได้เพื่อการค้นหาสิ่งที่ยังไม่รู้เนื่องจากอัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงปรีชาญาณเหนือทุกสรรพสิ่งแต่อัลกุรอานหลายโองการและรายงานที่ตกมาถึงมือเรากล่าวว่าการทดสอบเป็นแบบฉบับหนึ่งและเป็นกฎเกณฑ์ของพระเจ้าที่วางอยู่บนแบบฉบับอื่นๆอันได้แก่การอบบรมสั่งสอนการชี้นำโดยรวมของพระเจ้าอัลลอฮฺ
  • อายะฮ์ إِذا مَا اتَّقَوْا وَ آمَنُوا وَ عَمِلُوا الصَّالِحاتِ ثُمَّ اتَّقَوْا وَ آمَنُوا ثُمَّ اتَّقَوْا وَ أَحْسَنُوا وَ اللَّهُ یُحِبُّ الْمُحْسِنین การกล่าวซ้ำดังกล่าวมีจุดประสงค์ใด?
    28451 การตีความ (ตัฟซีร) 2555/02/07
    ในแวดวงวิชาการมีความเห็นแตกต่างกันในเรื่องการย้ำคำว่าตักวาในโองการข้างต้นบ้างเชื่อว่ามีจุดประสงค์เพื่อให้เล็งเห็นความสำคัญของประเด็นเกี่ยวกับตักวาอีหม่านและอะมั้ลที่ศอลิห์
  • เมื่ออัลลอฮฺ มิทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลายจากสิ่งใดทั้งหมด, หมายความว่าอำนาจของพระองค์ได้ถ่ายโอนไปสู่วัตถุปัจจัยกระนั้นหรือ?
    26363 รหัสยทฤษฎี 2555/05/17
    ใช่แล้ว การสร้างจากสิ่งไม่มีตัวตนมีความหมายตามกล่าวมา, เนื่องจากคำว่า ไม่มีตัวตน คือไม่มีอยู่ก่อนจนกระทั่งอัลลอฮฺ ทรงสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา รายงานฮะดีซก็กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้เช่นกันว่า อำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า มีความเป็นหนึ่งเดียวกันกับคุณลักษณะอื่นของพระองค์ ซึ่งเกินเลยอำนาจความรอบรู้ของมนุษย์ เนื่องจากสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลายได้ถูกสร้างขึ้นมา จากสิ่งไม่มี ซึ่งตามความเป็นจริงแล้วสรรพสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย เปรียบเสมือนภาพที่ถ่ายโอนอำนาจสัมบูรณ์ของพระเจ้า เราเรียกนิยามนี้ว่า “การสะท้อนภาพ”[1]ซึ่งในรายงานฮะดีซได้ใช้คำว่า “การเกิดขึ้นของคุณลักษณะ” : อัลลอฮฺ (ซบ.) ทรงเป็นพระผู้อภิบาลของเราที่มีความเป็นนิรันดร์ ความรอบรู้คือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีความรอบรู้อันใด การได้ยินคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการได้ยินใดๆ การมองเห็นคือ อาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีการมองเห็นอันใด อำนาจคืออาตมันของพระองค์ ขณะที่ไม่มีอำนาจอันใด และเนื่องจากพระองค์คือ ผู้ทรงสร้างสรรพสิ่งทั้งหลาย ทำให้สิ่งเหล่านั้นมีและเป็นไป ความรู้ของพระองค์ได้ปรากฏบนสิ่งถูกรู้จักทั้งหลาย การได้ยิน ได้ปรากฏบนสิ่งที่ได้ยินทั้งหลาย การมองเห็นได้ปรากฏบนสิ่งมองเห็น และอำนาจของพระองค์ ...